คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะคดีคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
หกเดือนของการรักษาการที่ยาวนานเกินความจำเป็นจบลงในห้องพิจารณาคดีของศาลปกครอง ไม่ใช่ในห้องประชุมของสำนักงานประกันสังคม
เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมและเพื่อนผู้สมัครรับเลือกตั้งรวม 14 คน ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินพิเศษต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศที่จะเลื่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งที่ปฏิทินเดิมกำหนดวันเลือกตั้งไว้ชัดเจนแล้วคือวันที่ 27 กันยายน 2569
คดีนี้มีที่มาจากคดีก่อนหน้า หมายเลขดำที่ 1320/2569 ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ไว้เป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
อันเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องลงทะเบียนใช้สิทธิ์ล่วงหน้ากับสำนักงานประกันสังคม
แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับอาศัยคำสั่งนั้นเป็นเหตุออกประกาศใหม่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ชะลอกระบวนการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา
ทั้งที่คำสั่งทุเลาของศาลครอบคลุมเฉพาะข้อกำหนดเรื่องการลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น
ผมเห็นว่าการตีความเช่นนี้ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ และหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้น ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งระบบกว่า 12 ล้านคนจะต้องสูญเสียโอกาสในการกำหนดอนาคตของกองทุนที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน
วันที่ 7 สิงหาคม ผมอยู่หน้าบัลลังก์ศาล และนี่คือถ้อยแถลงปิดคดีที่ผมใช้ในวันนั้น
“ศาลที่เคารพ กระผม นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี พนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ สาขารัฐศาสตร์ อายุ 41 ปี ผู้ประกันตน ม.33 รักษาการคณะกรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตน เป็นตัวแทนของผู้ฟ้อง รวมทั้งสิ้น 14 คน ซึ่งเป็นผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ทั้งสัดส่วนนายจ้างและผู้ประกันตน ก่อนที่ประกาศพิพาทจะมีผล ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนประกาศพิพาท ที่ส่งผลให้เกิดการเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมาย และสร้างความเสียหายร้ายแรงโดยไม่อาจเยียวยาภายหลัง
กระผมเป็นผู้แทนของผู้ประกันตนจำนวนมากกว่าสิบล้านคน คนเจ็บไข้ได้ป่วยหลายล้านคน ผู้หญิงตั้งครรภ์แต่ละปีราวสองแสนคน เด็กที่ได้สิทธิประโยชน์ 1.2 ล้านคน คนว่างงานหลายแสนคน คนรับบำนาญอีกเกือบล้านคน พวกเขาจะไม่มีโอกาสมานั่งในห้องพิจารณาคดีนี้ พวกเขาสาละวนอยู่กับชีวิตที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ความป่วยทำให้พวกเขาทุกข์ ลูกเกิดทำให้พวกเขาทุกข์ เสียงานทำให้พวกเขาทุกข์ ความแก่ทำให้พวกเขาทุกข์ มวลความทุกข์ที่สะสมของคนนับล้านชีวิต กดทับประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราเป็นอย่างมาก
ก่อนกระผมจะสนใจศึกษาด้านรัฐศาสตร์ กระผมเคยศึกษาที่โรงเรียนแพทย์เป็นเวลาสองปี เราไม่สามารถมียาหรือการผ่าตัดใดที่สามารถผ่าตัดเอาความกลัวและความสิ้นหวังออกจากสมองและหัวใจคนได้ แต่สวัสดิการที่ดีสามารถทำได้ และนี่คือสิ่งที่ผมใช้ชีวิตเพื่อผลักดันสวัสดิการที่ดี เพื่อลบคราบน้ำตาและความหวาดกลัวของประชาชน
ประกันสังคมสำหรับพวกเขาเคยเห็นเป็นของห่างไกล แต่การเลือกตั้งในวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ได้ชุบชีวิตองค์กรราชการที่แห้งแล้งให้มีชีวิตชีวา แสงไฟที่ส่องลงมา ความสนใจของสื่อมวลชน ประชาชน ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ถูกปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เงินเด็ก เงินว่างงาน การคำนวณบำนาญ การพัฒนาสิทธิทันตกรรม ค่าเดินทางพบแพทย์ ฯลฯ ควบคู่กับการบริหารองค์กรที่มีความโปร่งใสมากขึ้น และมีโครงการที่มีความเสี่ยงทุจริตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ลดค่าใช้จ่ายโครงการที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกันกับการมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม แผนการลงทุนฉบับใหม่ที่มีความเป็นสากล ทำให้ในช่วงสองปีที่ผ่านมาแม้จะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ก็กล่าวได้ว่า ประกันสังคมกำลังตั้งหลักและพัฒนาสู่เส้นทางที่เหมาะสมมากขึ้น
ผมได้หมดวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้ใกล้ครบ 6 เดือนของการรักษาการ นับเป็นการรักษาการที่ยาวนานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกองทุนที่มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท และงบประมาณบริหารกว่า 5 พันล้านบาท
กระผมได้มีความพยายามสอบถามแผนการเลือกตั้งมาโดยตลอด เพราะฉันทมติที่ประชาชนได้ให้ไว้คือ 2 ปี การรักษาการที่ยาวนานโดยไม่มีเหตุสมควร ย่อมส่งผลเสียร้ายแรงต่อธรรมาภิบาล การตรวจสอบรวมถึงผลเสียในการพิจารณาวาระที่สำคัญซับซ้อนและเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมาก ที่ต้องอาศัยคณะกรรมการที่มีความชอบธรรมและอำนาจเต็มวาระ แต่กำหนดการการเลือกตั้งก็ถูกดำเนินการอย่างเชื่องช้า
การรักษาการในระยะเวลา 6 เดือนจากวาระ 2 ปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทั้งโดยตรงโดยอ้อมต่อค่าเสียโอกาสในการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบงบประมาณการบริหาร และการบริหารการลงทุน การรักษาการไปพลางก่อนตาม ม.12 ผมเห็นถึงความเป็นอัตวิสัย และไม่สะท้อนการปฏิบัติจริงที่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง เพื่อสะท้อนเจตจำนงของประชาชนให้ได้คณะกรรมการที่มีความชอบธรรมและอำนาจเต็มวาระ
ผมตั้งข้อสังเกตต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคมว่า มีความพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วหรือไม่ในการดำเนินการเลือกตั้งให้ลุล่วงตามกำหนดเวลาเดิม ปฏิทินการเลือกตั้งที่เลื่อนหลายครั้ง ตลอดจนการออกประกาศพิพาททันที โดยไม่มีการพิจารณาถึงผลกระทบของการไม่กำหนดระยะเวลาการเลือกตั้ง แนวทางแก้ปัญหาหลากหลายวิธีตามประสบการณ์ต่างประเทศ ตามที่กระผมได้นำเสนอต่อศาล กลับเลือกทางประกาศพิพาท และส่งผลกระทบอย่างมากมาย ควบคู่กับกระบวนการอุทธรณ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคมในคดีดังกล่าว ก็มิได้ยื่นขอให้ศาลดำเนินการด้วยวิธีเร่งด่วนพิเศษ ประกอบกับข้อมูลที่ทางผู้ถูกร้องได้ให้ต่อศาล ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณในการขยายผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมิใช่เรื่องข้อจำกัดสำคัญ การชะลออันมีความหมายทางพฤตินัยว่าเลื่อน จึงไม่ได้เข้าเหตุแห่งความจำเป็นที่ต้องดำเนินการประกาศพิพาท
กระผมและพวกรวม 14 คนจึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนประกาศพิพาทที่เข้าข่ายมิชอบตามกฎหมาย สร้างผลเสียต่อสาธารณะอย่างรุนแรงโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง เพื่อให้การเลือกตั้งประกันสังคมสามารถเดินหน้าตามกำหนดระยะเวลาเดิม และคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ผู้ประกันตนและนายจ้างจำนวนมหาศาลของประเทศนี้”
นั่นคือถ้อยแถลงที่ผมยืนพูดต่อหน้าศาล และคืนวันเดียวกันนั้นเองที่คำวินิจฉัยเริ่มก่อตัวขึ้น
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1725/2569 หมายเลขแดงที่ 1699/2569 ให้ผมและพวกรวม 14 คนชนะคดี
โดยพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ เรื่อง ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกประกาศฉบับนั้น พร้อมสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศดังกล่าวไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ผลคือ กระบวนการจัดการเลือกตั้งต้องกลับไปเดินตามประกาศฉบับเดิมวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งไว้ที่วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตามเดิม
เพราะเมื่อประกาศชะลอถูกเพิกถอน หน้าที่ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมก็กลับมาโดยอัตโนมัติ
ผมนึกถึงตัวเลขที่ปรากฏในคำพิพากษาเอง ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งระบบมีอยู่ราว 12 ล้านคน แต่ในช่วงที่ประกาศพิพาทมีผลบังคับมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ทันได้เพียง 1.6 ล้านคน สำนักงานประกันสังคมเตรียมหน่วยเลือกตั้งไว้กว่า 7,000 หน่วยทั่วประเทศ และเตรียมงบประมาณจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งไว้ล่วงหน้าแล้วกว่า 275 ล้านบาท
นึกถึงบันทึกการประชุมของคณะกรรมการชุดรักษาการที่ยอมรับข้อจำกัดในอำนาจหน้าที่ของตัวเองไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
นึกถึงเอกสารหลักฐานที่ทีมงานช่วยกันรวบรวมทั้งวันทั้งคืนก่อนวันไต่สวน
ทุกอย่างมารวมกันเป็นคำพิพากษาฉบับนี้
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว หรือของผู้สมัครทั้ง 14 คน แต่เป็นของผู้ประกันตนกว่าสิบสองล้านคนที่แทบไม่มีใครรู้ว่าคดีนี้กำลังดำเนินอยู่
พวกเขายังคงสาละวนอยู่กับชีวิตประจำวัน กับความเจ็บป่วย กับลูกที่ต้องเลี้ยงดู กับงานที่ต้องหาใหม่หลังตกงาน กับวัยชราที่รอคอยบำนาญ
สิ่งที่คำพิพากษานี้ทำคือการยืนยันว่าเจตจำนงของพวกเขาในวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ยังมีความหมาย และไม่มีอำนาจใดจะเลื่อนมันออกไปโดยปราศจากเหตุผลทางกฎหมายที่หนักแน่นเพียงพอ
งานจากนี้ยังไม่จบ การเลือกตั้งวันที่ 27 กันยายนต้องเดินหน้าอย่างโปร่งใสและครอบคลุมผู้มีสิทธิ์ทุกคนอย่างแท้จริง
ทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องเตรียมพร้อมสำหรับสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ และหลักการที่เราต่อสู้มาตลอดสองปีที่ผ่านมาว่า สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนล้วนสัมพันธ์กันจนแยกจากกันไม่ได้ ยังคงเป็นเข็มทิศที่ต้องยึดต่อไป
คำพิพากษาวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทถัดไป ไม่ใช่บทสรุป
