27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
คนไทยจำนวนมากรู้ว่าการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคือเรื่องใหญ่ของประเทศ มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งราว 53 ล้านคน ผลของการเลือกตั้งครั้งนั้นกำหนดทิศทางงบประมาณแผ่นดินปีละ 3.7 ล้านล้านบาท
คนไทยจำนวนหนึ่งรู้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็สำคัญ มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 4 ล้านกว่าคน กำหนดทิศทางงบประมาณกรุงเทพมหานครปีละ 9,390 ล้านบาท
และคนไทยอีกจำนวนหนึ่งรู้ว่าการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็สำคัญไม่แพ้กัน จังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมามีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 2 ล้านคน อุบลราชธานีกว่า 1.4 ล้านคน ขอนแก่นกว่า 1.4 ล้านคน เชียงใหม่กว่า 1.3 ล้านคน บุรีรัมย์กว่า 1.2 ล้านคน นนทบุรีกว่า 1 ล้านคน งบประมาณสูงสุดของ อบจ.ขนาดใหญ่อยู่ที่ราว 2,800 ล้านบาท
แต่มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง ทั้งที่ขนาดของสิ่งที่กำลังถูกตัดสินใจนั้นใหญ่กว่าทุกการเลือกตั้งที่กล่าวมาข้างต้นรวมกันเสียด้วยซ้ำ
นั่นคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมมีประมาณ 10 ล้านคน น้อยกว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.หลายเท่า แต่สิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้ดูแลอยู่ คือกองทุนที่มีเงินลงทุนสะสมสูงถึง 3 ล้านล้านบาท
ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดินทั้งปีของประเทศไทยที่ ส.ส. 53 ล้านคนมีสิทธิ์เลือกคนไปตัดสินใจ
นอกจากเงินลงทุนก้อนมหาศาลนี้แล้ว คณะกรรมการชุดเดียวกันยังดูแลงบสวัสดิการที่จ่ายให้ผู้ประกันตนปีละ 200,000 ล้านบาท และงบบริหารจัดการองค์กรอีกปีละ 5,200 ล้านบาท
ตัวเลขงบบริหารเพียงอย่างเดียวก็ยังใกล้เคียงกับงบประมาณทั้งปีของ อบจ.ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขงบประมาณคือขอบเขตของผลกระทบ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ล้านคนเป็นรองเพียงเลือกตั้งใหญ่
แต่สวัสดิการที่ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการชุดนี้ส่งผลต่อคนมากกว่า 20 ล้านคน เพราะรวมถึงผู้ประกันตนที่ยังไม่ครบเงื่อนไขมีสิทธิ์เลือกตั้ง ผู้รับบำนาญที่ออกจากระบบแรงงานไปแล้ว และครอบครัวของผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องจากบุคคลในครอบครัว
พูดอีกแบบหนึ่งคือ คนหนึ่งคนที่ไปกาบัตรเลือกตั้งประกันสังคม กำลังตัดสินใจแทนคนอีกสองคนที่ไม่มีสิทธิ์กาบัตรแต่ต้องอยู่ภายใต้ผลของการตัดสินใจนั้น
ผมอยากชวนให้ทุกคนคิดเทียบตัวเลขเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
การเลือกตั้ง ส.ส.หนึ่งครั้งกำหนดทิศทางงบประมาณแผ่นดิน 3.7 ล้านล้านบาท โดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 53 ล้านคน เฉลี่ยแล้วเงินงบประมาณต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหนึ่งคนอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท
ส่วนการเลือกตั้งประกันสังคมกำหนดทิศทางเงินลงทุนสะสม 3 ล้านล้านบาท บวกกับงบสวัสดิการรายปีอีก 200,000 ล้านบาท โดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพียง 10 ล้านคน เฉลี่ยแล้วเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหนึ่งคนสูงกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.หลายเท่าตัว
นี่ยังไม่นับว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินสะสมของแรงงานเองที่หักสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน ไม่ใช่เงินภาษีที่รัฐเก็บมาจากทุกคน
สิ่งที่น่ายินดีคือ ช่วงหลังนี้ความสนใจของสังคมต่อการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คนจำนวนมากขึ้นเริ่มตั้งคำถามว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างทุกเดือนถูกบริหารอย่างไร
ผู้ประกันตนรุ่นใหม่เริ่มติดตามผลการประชุมบอร์ด ติดตามมติเรื่องสูตรบำนาญ ติดตามความคืบหน้าของคดีที่ท้าทายความชอบด้วยกฎหมายของการเลื่อนเลือกตั้ง
สื่อบางสำนักเริ่มให้พื้นที่กับประเด็นนี้มากขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็นตั้งแต่ต้น เพราะคณะกรรมการประกันสังคมตัดสินใจเรื่องนโยบายการลงทุน อัตราดอกเบี้ย เพดานสิทธิประโยชน์
ซึ่งกำหนดว่าเงินบำนาญของแรงงานคนหนึ่งจะพอกินพอใช้หรือไม่ในวัยชรา
กำหนดว่าเงินสงเคราะห์บุตรจะเพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนหรือไม่
กำหนดว่าสิทธิรักษาพยาบาลของแรงงานหนึ่งคนจะครอบคลุมโรคร้ายแรงหรือไม่
ยิ่งความสนใจของสาธารณะมากขึ้นเท่าไร แรงกดดันให้บอร์ดชุดต่อไปทำงานอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อผู้ประกันตนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ผมทำงานอยู่ในคณะกรรมการประกันสังคมชุดปัจจุบันมาสองปีกว่า
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ สามเสาหลักของระบบนี้สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับ การบริหารจัดการองค์กรมีประสิทธิภาพหรือไม่ และผลตอบแทนจากการลงทุนกองทุน ทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่แยกกันพิจารณาได้
เงินที่ประหยัดได้จากการบริหารที่โปร่งใสสามารถกลับไปเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ผู้ประกันตน ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นก็เช่นกัน
ในทางกลับกัน การบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพหรือการลงทุนที่ขาดความโปร่งใสก็กัดกร่อนสิทธิประโยชน์ของแรงงานทุกคนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
ในปีที่ผ่านมา ระบบประกันสังคมจ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนรวม 135,586.68 ล้านบาท ให้ผู้ประกันตนกว่า 46.9 ล้านครั้ง การใช้สิทธิครอบคลุมทั้งกรณีเจ็บป่วย ชราภาพ สงเคราะห์บุตร ว่างงาน คลอดบุตร เสียชีวิต และทุพพลภาพ
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่นามธรรม แต่คือเงินที่ไปถึงมือแรงงานจริงในวันที่พวกเขาเจ็บป่วย เงินบำนาญที่ไปถึงมือคนวัยเกษียณจริงทุกเดือน เงินสงเคราะห์บุตรที่ช่วยพ่อแม่วัยทำงานผ่อนภาระค่าเลี้ยงดูลูก
คนที่จะเข้ามานั่งเป็นกรรมการกำหนดทิศทางของเงินก้อนนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แต่คือเรื่องของกระเป๋าเงินและอนาคตของแรงงานทุกคนโดยตรง
การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมวันที่ 27 กันยายนนี้จึงควรถูกมองด้วยสายตาที่จริงจังเท่ากับหรือมากกว่าการเลือกตั้งระดับชาติ
เพราะสิ่งที่ถูกตัดสินใจไม่ใช่เรื่องอำนาจทางการเมือง
แต่คือเรื่องปากท้องและความมั่นคงในชีวิตของแรงงานไทยหลายสิบล้านคน
แรงงานที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต หักเงินสมทบทุกเดือนโดยไม่เคยตั้งคำถามว่าเงินก้อนนั้นถูกบริหารอย่างไร
ถึงเวลาแล้วที่คำถามนี้ควรถูกตั้งขึ้นอย่างจริงจัง
และคำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในมือของผู้ประกันตนทุกคนที่มีสิทธิ์ในวันที่ 27 กันยายน
การไม่ไปใช้สิทธิ์ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลกระทบต่อชีวิตตัวเอง มันแปลว่าปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจแทนในเรื่องที่ใหญ่กว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
เงิน 3 ล้านล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขที่ควรถูกตัดสินใจอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครสนใจ
และสวัสดิการของคน 20 ล้านคนก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกทิ้งไว้ให้เป็นเรื่องเทคนิคที่คนทั่วไปไม่ต้องรับรู้
27 กันยายนนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตสวัสดิการแรงงานไทยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
ความสำคัญของมันเกินกว่าคำว่าการเลือกตั้งกรรมการองค์กรหนึ่งไปมาก
และท้ายที่สุดมันขึ้นอยู่กับว่าผู้มีสิทธิ์สิบล้านคนจะเลือกใช้สิทธิ์นั้นอย่างจริงจังแค่ไหนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
