คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 1320/2569 ให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ข่าวที่ออกมาจากนั้นถูกบิดเบือนความหมายไปไกลเกินความจริง
หลายฝ่ายเข้าใจไปว่าศาลสั่งให้เลื่อนเลือกตั้ง
บางฝ่ายถึงกับพูดว่าอาจต้องยกเลิกกระบวนการทั้งหมด
ผมขอยืนยันในฐานะผู้ที่ติดตามและมีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้มาตั้งแต่ต้นว่า ความเข้าใจเช่นนั้นคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง
และผมมี 4 ประเด็นที่ต้องพูดให้ชัดในวันนี้
ประเด็นแรก หลักการที่ต้องยึดเป็นแกนกลางของเรื่องนี้ คือการมีส่วนร่วมสูงสุดของผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ
ข้อ 2 ของประกาศที่ศาลสั่งทุเลานั้น คือเงื่อนไขที่ผูกสิทธิ์เลือกตั้งไว้กับการลงทะเบียนล่วงหน้ากับสำนักงานประกันสังคมในช่วง 1 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569
ผู้ประกันตนหลายล้านคนไม่รู้ว่ามีขั้นตอนนี้ ไม่มีช่องทางเข้าถึงข้อมูล หรือเข้าไม่ถึงระบบลงทะเบียนออนไลน์ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคและความรู้ดิจิทัล
ผลคือคนจำนวนมากจะถูกตัดสิทธิ์โดยปริยาย ทั้งที่พวกเขาคือเจ้าของกองทุนตัวจริง
ศาลปกครองเห็นความเสี่ยงตรงนี้จึงสั่งทุเลาเงื่อนไขดังกล่าวไว้ก่อน นี่คือคำสั่งที่ปกป้องสิทธิ์ ไม่ใช่คำสั่งที่ลิดรอนกระบวนการเลือกตั้ง
หากมองด้วยหลักการมีส่วนร่วม คำสั่งศาลฉบับนี้จึงเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ประกันตนและผู้ประกอบการโดยรวม เพราะเปิดทางให้ฐานสิทธิ์กว้างขึ้น ไม่ใช่แคบลง
ประเด็นที่สอง ต้องแยกให้ออกระหว่างคำสั่งศาลกับมติภายในของสำนักงานประกันสังคม
คำสั่งศาลปกครองกลางในคดีนี้ทุเลาเฉพาะการบังคับใช้ข้อ 2 ของประกาศ
ไม่มีถ้อยคำใดในคำสั่งที่ระบุให้เลื่อนวันเลือกตั้ง
ไม่มีคำสั่งให้ยกเลิกกระบวนการ
และไม่มีคำสั่งให้ชะลอวันลงคะแนน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนของ สปส.เอง มีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ให้ชะลอกระบวนการบางส่วนไว้เพื่อรอความชัดเจนทางกฎหมาย
นี่คือการตัดสินใจเชิงบริหารของฝ่ายจัดการเลือกตั้งเอง ไม่ใช่คำบัญชาจากศาลปกครอง และหากศาลปกครองวินิจฉัยไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยโดยเร็ว กรอบเวลาการเลือกตั้งเดิมคือวันที่ 27 กันยายน 2569 ยังคงเป็นเป้าหมายที่ยึดถืออยู่
ผมจึงอยากให้ทุกฝ่ายเลี่ยงใช้คำว่าเลื่อนเลือกตั้งกับสถานการณ์นี้ เพราะมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางกฎหมายแม้แต่น้อย
ประเด็นที่สาม เรื่องความเพียงพอของเวลาและงบประมาณ นับจากวันนี้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ยังเหลือเวลาราว 60 วัน ซึ่งเพียงพอโดยสมบูรณ์สำหรับการจัดการเลือกตั้งระดับประเทศที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเสียอีก
ลองเทียบกับกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 ถึง 60 วันหลังยุบสภา และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาใช้เวลาราว 55 วันหลังยุบสภาก็สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศที่มีผู้มีสิทธิ์เกือบ 50 ล้านคนได้สำเร็จ
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้โครงสร้างหน่วยเลือกตั้งที่สำนักงานประกันสังคมเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้วทั่วประเทศ ไม่ต้องตั้ง กกต.ระดับจังหวัดใหม่ ไม่ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งซับซ้อนหลายแบบ
และที่สำคัญคือ ฐานข้อมูลผู้ประกันตนมีอยู่ในระบบของ สปส.อยู่แล้วทั้งหมด
การที่ศาลปกครองทุเลาเงื่อนไขการลงทะเบียนล่วงหน้า มีผลเพียงทำให้ฐานผู้มีสิทธิ์กว้างขึ้นจากผู้ที่ลงทะเบียนแล้วไปเป็นผู้ประกันตนและนายจ้างทั้งหมดในระบบ ซึ่งไม่ได้เพิ่มต้นทุนการจัดการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหน่วยเลือกตั้ง บุคลากร และงบประมาณที่จัดสรรไว้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้มีสิทธิ์ทั้งระบบตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
การอ้างว่าไม่มีเวลาหรืองบประมาณไม่พอ จึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติการที่มีอยู่ตรงหน้า
ประเด็นที่สี่ ผมขอเรียกร้องต่อปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ให้เดินหน้าปลดล็อกสิทธิ์ของผู้ประกันตนและนายจ้างตามคำสั่งทุเลาของศาลปกครองโดยทันที
คำสั่งศาลปกครองได้ระงับการบังคับใช้เงื่อนไขการลงทะเบียนล่วงหน้าไปแล้วเป็นการชั่วคราว สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การเขียนระเบียบใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการภายในที่ใช้เวลานาน
แต่เป็นเพียงการออกประกาศรับรองว่าฐานผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคือผู้ประกันตนที่มีอยู่ในระบบ สอดคล้องกับผลของคำสั่งทุเลาโดยตรง ไม่มีความจำเป็นทางกฎหมายใดที่ต้องรอเขียนระเบียบใหม่ก่อนจึงจะเดินหน้าได้
ยิ่งล่าช้าเท่าไร ความเสี่ยงของสุญญากาศทางการบริหารกองทุนก็ยิ่งขยายตัว
บอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 มีวาระ 2 ปี ซึ่งครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569 ขณะนี้เรากำลังอยู่ในสถานะที่คณะกรรมการรักษาการทำหน้าที่เกินกว่า 6 เดือนแล้ว
การมีคณะกรรมการที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งใหม่ทำหน้าที่บริหารกองทุนขนาดกว่า 3 ล้านล้านบาทเป็นเวลานานเกินความจำเป็น ย่อมบั่นทอนความชอบธรรมและความรับผิดชอบต่อผู้ประกันตนซึ่งเป็นเจ้าของเงินตัวจริง
ยิ่งปล่อยให้สุญญากาศยืดเยื้อ ยิ่งเปิดช่องให้การตัดสินใจสำคัญเรื่องสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนถูกดำเนินการโดยรัฐราชการ ไม่มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งคอยตรวจสอบถ่วงดุลอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมยืนยันหนักแน่นว่า คำสั่งศาลปกครองกลางในคดีนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน 2569
แต่กลับเป็นโอกาสให้กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้มีความชอบธรรมมากขึ้น
เพราะเปิดสิทธิ์ให้ผู้ประกันตนและนายจ้างทุกคนเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกกีดกันด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคที่ไม่จำเป็น
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือความกล้าหาญของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม ไม่ใช้คำสั่งทุเลาเป็นข้ออ้างเพื่อยื้อเวลาออกไปโดยไม่จำเป็น
เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง คือทุกวันที่สิทธิ์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนถูกลดทอนความหมายลงไปทีละน้อย
ผมหวังว่าปลัดกระทรวงแรงงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะฟังเสียงนี้ และเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้ทันวันที่ 27 กันยายน ตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น
