ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
หากถามคนทำงานทั่วไปว่า รู้จักการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหรือไม่
คำตอบที่ได้มักเป็นความงงงวยหรือการส่ายหัว
ทั้งที่กองทุนประกันสังคมคือระบบที่หักเงินออกจากกระเป๋าของคนทำงานทุกเดือน เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า สะสมกันเป็นสินทรัพย์กว่าสามล้านล้านบาท และจ่ายสวัสดิการออกไปมากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี
แต่ผู้ที่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของกองทุนนี้กลับมีน้อยเกินไป
การเลือกตั้งกรรมการผู้แทนผู้ประกันตนในวันที่ 27 กันยายน 2569 อันเป็นการเลือกตั้งทางตรงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ แม้จะเป็นครั้งที่สอง แต่นับเป็นครั้งที่ผู้คนมีความสนใจต่อประกันสังคมมากเป็นประวัติศาสตร์
การเลือกตั้งจะเริ่มลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการบริหาร
หากแต่เป็นหนึ่งในกลไกประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ รองจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
โครงสร้างของคณะกรรมการประกันสังคมประกอบด้วยกรรมการ 21 คน แบ่งออกเป็นสามฝ่ายหลัก ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน
แต่ละฝ่ายมีความสำคัญต่อดุลอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติงบประมาณ การกำหนดสิทธิประโยชน์ การพิจารณาแผนการลงทุน หรือการปรับเปลี่ยนระเบียบที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้ประกันตนหลักสิบคนทั่วประเทศ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงที่สุด กลับมีเสียงในห้องประชุมน้อยที่สุด
ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนทั่วไปไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้แทน
และอีกส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างที่ทำให้การมีส่วนร่วมทำได้ยาก
ผลที่ตามมาคือ การบริหารกองทุนที่ขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชน
และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง
การเลือกตั้งในปี 2566 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีบอร์ดจากการเลือกตั้งโดยตรงเข้ามานั่งทำงาน ได้พิสูจน์ว่า เมื่อผู้แทนที่มีความรับผิดชอบต่อผู้ประกันตนได้มีที่นั่งในห้องบอร์ดจริง ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างออกไป
หนึ่งในภารกิจที่บอร์ดผู้ประกันตนชุดที่ผ่านมาให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง คือการพิสูจน์ว่าการบริหารงานที่ดีขึ้นสามารถแปลงเงินที่เคยสูญเปล่าให้กลายเป็นสวัสดิการได้จริง
กรณีที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดคือการตรวจสอบงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งพบว่ามีการใช้จ่ายงบปฏิทินสำนักงานประกันสังคมในลักษณะที่ไม่สมเหตุสมผลสูงถึงกว่า 400 ล้านบาท
เมื่อบอร์ดชุดใหม่ตั้งคำถามและผลักดันให้มีการปรับลดงบในส่วนนี้ เงินดังกล่าวก็ถูกนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสิทธิการรักษาทางทันตกรรมให้แก่ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ถูกเรียกร้องมาอย่างยาวนาน
เรื่องบำนาญก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่บอร์ดชุดนี้ทุ่มเทผลักดันอย่างต่อเนื่อง
สูตร CARE หรือ Career Average Revalued Earnings ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลบำนาญของเยอรมนี คือข้อเสนอที่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะด้วยคะแนนสนับสนุนถึง 77.93% หรือประมาณ 79,498 เสียงจาก 101,010 เสียงทั้งหมด
สูตรดังกล่าวจะช่วยให้ผู้รับบำนาญประมาณ 570,000 คนจากผู้รับบำนาญทั้งหมดกว่า 800,000 คน ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 291 บาทต่อเดือน
ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุที่พึ่งพิงบำนาญเป็นรายได้หลัก ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต
แม้สูตร CARE จะยังติดอยู่ที่ขั้นตอนของกระทรวงแรงงานและยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่การที่กระบวนการนี้เกิดขึ้นและมีฉันทมติจากสาธารณะในระดับสูงก็นับเป็นความคืบหน้าสำคัญ
ในด้านธรรมาภิบาลการลงทุน บอร์ดชุดนี้ตั้งคำถามต่อโครงการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมูลค่า 848 ล้านบาท ซึ่งมีการประเมินความสูญเสียสะสมจากความล่าช้าและการยกเว้นบทปรับรวมกันกว่า 1,500 ล้านบาท
รวมถึงการตรวจสอบการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่ขาดความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจ
นอกจากนี้ผลจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณปี 2568 อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้จำนวนโครงการที่มีความเสี่ยงด้านทุจริตลดลงจาก 408 โครงการในปี 2567 เหลือเพียง 41 โครงการในปีถัดมา ตามข้อมูลของหน่วยงานตรวจสอบอิสระ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของบอร์ดชุดที่ผ่านมายังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญ
นั่นคือ เสียงของผู้ประกันตนในห้องบอร์ด 6 เสียงจากทั้งหมด 21 เสียง ยังไม่เพียงพอสำหรับการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง
เพราะการลงมติสำคัญหลายประเด็นต้องการเสียงข้างมาก และการแก้ไขระเบียบข้อบังคับก็ต้องการฉันทมติในวงกว้างกว่าที่มีอยู่
นั่นทำให้การเลือกตั้งในเดือนกันยายน 2569 มีความหมายเกินกว่าการเลือกตัวบุคคล แต่คือการตัดสินใจว่าทิศทางของกองทุนประกันสังคมในสองปีถัดไปจะเป็นอย่างไร จะมีเสียงของผู้ประกันตนในระดับที่เพียงพอต่อการผลักดันการปฏิรูปหรือไม่ ความสำเร็จที่ผ่านมาจะถูกสานต่อหรือหยุดลงเพียงเท่านี้
ปัญหาการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีหลายมิติ
ประการแรก คือการรับรู้ ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่ทราบว่าตนมีสิทธิ์เลือกตั้ง
ประการที่สอง คือการเข้าถึง กระบวนการลงคะแนนและการรับข้อมูลผู้สมัครต้องง่าย และสะดวกพอที่คนทำงานซึ่งมีเวลาน้อยจะสามารถทำได้จริง
และประการที่สาม คือความเชื่อมั่น ผู้ประกันตนต้องเชื่อว่าการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แตะต้องชีวิตได้จริง
ผลงานสองปีที่ผ่านมาทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นข้อสุดท้ายนี้ การที่งบ 400 ล้านบาทถูกแปลงเป็นการรักษาฟัน หรือการที่โครงการเสี่ยงทุจริตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือหลักฐานว่าการมีตัวแทนผู้ประกันตนในบอร์ดนั้นสร้างความแตกต่างได้จริง ไม่ใช่แค่เชิงสัญลักษณ์
วาระที่ยังค้างคาอยู่มีมากและมีน้ำหนักทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันสูตร CARE ผ่านขั้นตอนคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้จริง การปฏิรูปโครงสร้างการลงทุนให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ประกันตน
การสร้างระบบรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ไปจนถึงการขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมการดูแลบุคคลในครอบครัว
เป้าหมายระยะยาวที่สำคัญคือ การผลักดันให้บำนาญประกันสังคมเข้าใกล้หลักหมื่นบาทต่อเดือนภายในปี 2575 ซึ่งจะต้องอาศัยทั้งการปฏิรูปสูตรคำนวณ การบริหารกองทุนที่มีประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ต้องอาศัยเจตจำนงสำคัญในการปฏิรูป
วันที่ 27 กันยายน 2569 คืออีกครั้งที่ผู้ประกันตนทุกคนมีโอกาสตัดสินใจว่ากองทุนที่ตนส่งเงินเข้าทุกเดือนจะถูกบริหารอย่างไร
เป็นจังหวะของการสร้างประชาธิปไตยในองค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุด ที่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
