การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้น ในวันที่ 27 กันยายน 2569 มักถูกพูดถึงในฐานะ “เรื่องของลูกจ้าง” หรือเรื่องของผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ต้องการตัวแทนเข้าไปปกป้องสิทธิ์ของตัวเองในคณะกรรมการชุดใหญ่
แต่ความจริงที่ถูกมองข้ามมาตลอดคือ บอร์ดชุดนี้มีองค์ประกอบสามฝ่ายเสมอมา ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายนายจ้างนั้นก็ต้องมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน
คำถามคือ ใครคือนายจ้างที่แท้จริงของประเทศนี้
ถ้าตอบตามภาพจำที่สังคมปลูกฝังมา คำตอบที่ได้คือกลุ่มทุนใหญ่ สมาคมการค้า นักธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองในห้องประชุมระดับชาติ
แต่ถ้าตอบตามตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง คำตอบกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบันทึกว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ MSME รวมกันกว่า 3.2 ล้านราย ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างในระบบมาตรา 33 เพียง 500,000 แห่ง
ความแตกต่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือ 2.7 ล้านรายที่เหลือ หรือคิดเป็นเกือบ 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะ Micro Enterprise โดยไม่มีการจ้างงานในระบบ
และเมื่อมองลึกลงไปในระดับพื้นที่ ภาพที่ปรากฏออกมายิ่งชัดเจนขึ้นว่านายจ้างตัวจริงของประเทศนี้คือใคร
กรุงเทพมหานครมีนายจ้างในระบบมาตรา 33 ประมาณ 150,000 แห่ง ต่อประชากร 5.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งแห่งต่อประชากร 36 คน ซึ่งหนาแน่นที่สุดในประเทศและสะท้อนความเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่รวมบริษัทสำนักงานใหญ่และธุรกิจบริการทุกรูปแบบเอาไว้
แต่ภูเก็ตซึ่งมีประชากรเพียง 420,000 คนกลับมีนายจ้างในระบบถึงประมาณ 10,000 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งแห่งต่อประชากรเพียง 42 คน ถือเป็นแชมป์ต่างจังหวัดที่หนาแน่น
ที่สุด ด้วยธุรกิจโรงแรมและบริการท่องเที่ยวที่ดึงให้ SMEs เข้าสู่ระบบในสัดส่วนสูงผิดปกติ โดยแต่ละแห่งมีลูกจ้างเฉลี่ยเพียง 17 ถึง 18 คนเท่านั้น
สมุทรปราการและสมุทรสาครซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ มีสัดส่วนหนึ่งแห่งต่อประชากร 48 และ 51 คน ตามลำดับ
สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นพื้นที่ที่ภาพจำมักนึกถึงโรงงานขนาดใหญ่ แต่โครงสร้างจริงยังคงกระจายตัวอยู่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่หนาแน่นมาก
ชลบุรีซึ่งครอบคลุมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC และเมืองท่องเที่ยวพัทยา-บางแสนมีนายจ้างในระบบประมาณ 29,000 แห่ง ต่อประชากร 1.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งแห่งต่อประชากร 55 คน
ในทางกลับกัน เชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางภาคเหนือและมักถูกพูดถึงในฐานะเมืองธุรกิจ กลับมีนายจ้างในระบบเพียงประมาณ 10,500 แห่ง ต่อประชากร 1.79 ล้านคน หรือหนึ่งแห่งต่อประชากร 170 คน สะท้อนว่า ธุรกิจที่มองเห็นได้ชัดในเชียงใหม่อย่างคาเฟ่และท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงอยู่นอกระบบมาตรา 33
และสงขลาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนภาคใต้ตอนล่าง มีสัดส่วนหนึ่งแห่งต่อประชากรถึง 190 คน ยืนยันว่าเศรษฐกิจชายแดนและค้าปลีก-ค้าส่งขนาดเล็กยังคงอยู่นอกกรอบการจ้างงานในระบบเป็นส่วนใหญ่
ตัวเลขเหล่านี้บอกสิ่งเดียวกันในทุกจังหวัด นายจ้างที่ขึ้นทะเบียนในระบบมาตรา 33 ไม่ว่าจะหนาแน่นหรือเบาบางเพียงใด ล้วนมีขนาดเฉลี่ยที่เล็กทั้งสิ้น
ไม่มีจังหวัดไหนในประเทศนี้ที่ภาพของ “นายจ้างขนาดใหญ่” เป็นตัวแทนที่แท้จริงของโครงสร้างธุรกิจส่วนใหญ่
ความจริงข้อนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของประเทศไทย
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาที่สุดในโลกก็เผชิญโครงสร้างเดียวกัน ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่ญี่ปุ่นเรียกว่า Chusho Kigyo คิดเป็นกว่า 99.7 เปอร์เซ็นต์ของสถานประกอบการทั้งหมด และรองรับแรงงานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงานทั้งระบบ
รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักมานานแล้วว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่นายทุนในความหมายดั้งเดิม แต่คือกลุ่มคนที่มีความเปราะบางใกล้เคียงกับลูกจ้าง จึงออกแบบระบบประกันสังคมให้มีกลไกพิเศษรองรับโดยเฉพาะ รวมถึงการให้ผู้ประกอบการอิสระสามารถเข้าถึงสวัสดิการชราภาพและการเจ็บป่วยในอัตราที่ยืดหยุ่นได้ตามขนาดของกิจการ
บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงยืนยันสิ่งที่ตัวเลขไทยบอกอยู่แล้วว่า การแยกโลกของนายจ้างกับลูกจ้างออกจากกันอย่างเด็ดขาดนั้นไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของเศรษฐกิจสมัยใหม่
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายนายจ้างมีความสำคัญอย่างยิ่งในแบบที่ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา
เพราะหากตัวแทนนายจ้างในบอร์ดประกันสังคมมาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือสมาคมการค้าที่ผลประโยชน์ไม่ตรงกับผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายที่ออกมาจากบอร์ดก็จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลประโยชน์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้อยู่คนละฝั่งกับผู้ประกันตน หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือตัวเลขผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่มีอยู่กว่า 1.5 ถึง 1.6 ล้านคนในระบบปัจจุบัน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่เป็นอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ออกมาประกอบธุรกิจของตัวเองแต่ยังคงควักเงินจ่ายสมทบประกันสังคมเดือนละ 432 บาทด้วยตัวเองอยู่เป็นจำนวนมาก
การที่คนซึ่งสังคมเรียกว่า “นายจ้าง” เลือกจะรักษาสถานะผู้ประกันตนเอาไว้คือการแสดงออกที่ชัดเจนมากว่าพวกเขามองตัวเองเป็นอย่างไร
พวกเขารู้ดีว่าธุรกิจขนาดเล็กเปราะบางแค่ไหน หยุดงานวันเดียวรายได้หายไปทันที
เจ็บป่วยหนักครั้งเดียวอาจหมายถึงธุรกิจที่สร้างมากับมือพังทลายลงในชั่วข้ามคืน
สิทธิ์การรักษาพยาบาลจากประกันสังคมและความหวังเรื่องบำนาญชราภาพหลังอายุ 55 ปีจึงไม่ใช่สวัสดิการส่วนเกินสำหรับพวกเขา
แต่คือตาข่ายรองรับชีวิตผืนสุดท้ายที่มี
วิถีชีวิตและวิธีคิดเช่นนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้มีสำนึกร่วมกับผู้ประกันตนมากกว่ากับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ พวกเขาเข้าใจดีว่าการหาเงินทีละบาทคืออะไร พวกเขารู้ว่าความไม่แน่นอนทางรายได้รู้สึกอย่างไร และพวกเขาต้องการระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่งในแบบเดียวกับที่ผู้ประกันตนต้องการ การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของลูกจ้างหรือผู้ประกันตนเท่านั้น แต่คือโอกาสที่นายจ้างตัวจริงของประเทศ ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กหลายล้านรายที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับคนทำงาน จะส่งตัวแทนที่เข้าใจชีวิตพวกเขาจริงๆ เข้าไปนั่งในบอร์ด
เพราะหากฝ่ายนายจ้างในบอร์ดถูกครอบงำโดยกลุ่มที่ผลประโยชน์ไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบอร์ดก็จะยังคงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ตอบโจทย์ผู้ประกันตน และไม่ตอบโจทย์คนทำงานทั้งประเทศ
ถึงเวลาแล้วที่นายจ้างตัวจริงของประเทศนี้จะรวมตัวกัน ยืนยันว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย และส่งตัวแทนที่รู้ว่าชีวิตของคนตัวเล็กเป็นอย่างไร เข้าไปกำหนดทิศทางของระบบประกันสังคมที่ดูแลคนทำงานทั้งประเทศ
