bg-single

ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?

12.09.2026

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี


สัปดาห์ก่อนในวิชาความรู้เบื้องต้นทางการเมือง ผมทิ้งท้ายบทเรียนเรื่องอุดมการณ์อนุรักษนิยมด้วยคำถามที่จงใจยั่วให้นักศึกษาปี 1 ถกเถียงกัน

คำถามนั้นคือ สังคมจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่ปล่อยให้คณะบุคคลผู้มีความสามารถ ผู้รู้ลึกเรื่องการปกครอง ภาพรวมของสังคม ระเบียบกฎหมาย และการบริหารจัดการ เป็นผู้ตัดสินใจแทน

เพราะชาวนาก็เก่งแค่เรื่องปลูกข้าว แรงงานก็เก่งแค่งานในโรงงาน หมอก็รู้แค่ร่างกายมนุษย์ไม่กี่ตารางฟุต หมอฟันรู้แค่ช่องปาก วิศวกรรู้แค่เครื่องจักร คนเหล่านี้ย่อมมองผลประโยชน์แคบๆ ของตนและกลุ่มตน มากกว่าจะมองภาพรวมของส่วนรวมได้อย่างเป็นกลาง

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือตอบโต้ทันที เธอถามกลับว่าถ้าคนกลุ่มนั้นไม่เคยทุกข์เพราะลูกไม่มีข้าวกิน ไม่เคยต้องกู้เงินเพื่อเรียนหนังสือ ไม่เคยรู้จักความทุกข์จากการตกงาน หรือความหวาดกลัวว่าแก่ตัวไปแล้วจะไม่มีงานทำ พวกเขาจะเข้าใจชีวิตของคนธรรมดาได้อย่างไร

คำตอบของเธอชี้จุดอ่อนที่สุดของความคิดแบบนี้ตรงๆ


นั่นคือการแยกความรู้ทางเทคนิคออกจากความรู้ที่มาจากการมีชีวิตอยู่ในความเสี่ยง

สูตรคำนวณบำนาญบอกได้ว่าแบบใดยั่งยืนทางคณิตศาสตร์ แต่ไม่มีวันบอกได้ว่าครอบครัวหนึ่งจะอยู่รอดอย่างไรในเดือนที่ลูกป่วยและพ่อแม่ตกงานพร้อมกัน
ความรู้แบบหลังนี้ไม่ได้มาจากปริญญา แต่มาจากการเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงนั้นด้วยตัวเอง

ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อชวนคิดเชิงทฤษฎีเฉยๆ เพราะสิ่งที่นักศึกษาคนนั้นพูดในห้องเรียน คือสิ่งที่ผมต้องสู้อยู่จริงทุกวันในฐานะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน คือระบบราชการและกลไกการแต่งตั้งที่ใช้ตรรกะเดียวกันนี้มาปกป้องอำนาจของตัวเองมาหลายสิบปี

กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท เป็นเงินที่ผู้ประกันตนหักจากค่าแรงตัวเองส่งเข้ากองทุนทุกเดือน

แต่โครงสร้างการบริหารกลับถูกออกแบบให้อำนาจตัดสินใจกระจุกอยู่ในมือข้าราชการและผู้แต่งตั้งมาโดยตลอด

คนกลุ่มนี้ไม่เคยต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านคะแนนเสียงของผู้ประกันตนสักครั้ง แต่กลับมีอำนาจกำหนดว่าเงินของแรงงานหลายสิบล้านคนจะถูกใช้อย่างไร

นี่คือระบบที่ให้เหตุผลเดียวกับที่ผมยกตัวอย่างในห้องเรียน คือผู้ประกันตนไม่มีความรู้พอจะเข้าใจความซับซ้อนของการลงทุนและการบริหาร จึงควรปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตัดสินใจแทน

ปัญหาของข้ออ้างนี้ไม่ได้อยู่ที่มันฟังดูมีเหตุผล แต่อยู่ที่ประวัติศาสตร์ของระบบราชการไทยพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดต่อประชาชน มักนำไปสู่การปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของผู้เป็นเจ้าของเงินจริง

การจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดความโปร่งใส การลงทุนในดีลนอกตลาดที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ การที่สิทธิประโยชน์ค้างคาไม่ขยับมาหลายปีเพราะไม่มีแรงกดดันทางการเมืองใดบังคับให้ผู้บริหารต้องตอบคำถามผู้ประกันตน

ล้วนเป็นผลผลิตของโครงสร้างที่ปิดกั้นการเลือกตั้งและเปิดทางให้การแต่งตั้งครองพื้นที่แทน

สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อทีมกรรมการฝ่ายผู้ประกันตนชนะเลือกตั้ง 6 จาก 7 ที่นั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

การขยายสิทธิทันตกรรมให้ครอบคลุมการผ่าฟันคุด

การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน

การลดสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความเสี่ยงสูงจากราวร้อยละ 11 เหลือ 1.59

การผลักดันสูตรบำนาญ CARE ที่คำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานจนได้รับการสนับสนุนถึงร้อยละ 77.93 และจะเป็นประโยชน์กับผู้รับบำนาญราวห้าแสนเจ็ดหมื่นถึงหกแสนคน

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมีคนที่เข้าใจความหมายของเงิน 1,000 บาทสำหรับครอบครัวรายได้น้อยเข้าไปนั่งในห้องตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะข้าราชการจู่ๆ ก็เกิดความเมตตาขึ้นมาเอง
นี่คือสิ่งที่ทำให้ระบบราชการและกลุ่มผลประโยชน์เดิมไม่พอใจ

และเป็นเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมที่กำหนดไว้วันที่ 27 กันยายน 2569 ออกไป

การเลื่อนครั้งนั้นอ้างเหตุผลทางเทคนิคและความพร้อมด้านการบริหาร ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ใช้อธิบายว่าทำไมชาวนาไม่ควรมีสิทธิ์พูดเรื่องการปกครอง

ผมในฐานะผู้ฟ้องคดีจึงต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาลปกครอง จนศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งเลื่อน และต่อมามีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งเลื่อนการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์
คำพิพากษานี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางกฎหมาย แต่เป็นการยืนยันว่าเหตุผลทางเทคนิคที่ฝ่ายราชการยกมากล่าวอ้างนั้น ไม่มีน้ำหนักพอจะลบล้างสิทธิ์ของผู้ประกันตนในการเลือกตัวแทนของตัวเอง

แม้ศาลจะตัดสินไปแล้ว ความพยายามลดทอนอำนาจของผู้ประกันตนก็ยังไม่หยุด

มีการเสนอแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งในทางที่ทำให้เสียงของผู้ประกันตนมีน้ำหนักน้อยลง โดยหุ้มห่อด้วยภาษาว่าด้วยความเหมาะสมทางการบริหารและความซับซ้อนของกระบวนการ

นี่คือรูปแบบซ้ำของสิ่งเดียวกัน คือทุกครั้งที่อำนาจของประชาชนขยายตัวจนกระทบผลประโยชน์ของกลไกแต่งตั้ง กลไกนั้นจะหาเหตุผลทางเทคนิคใหม่มาอ้างเสมอ
ไม่ต่างจากที่ในอดีตเคยอ้างว่าประชาชนขาดการศึกษาจึงไม่ควรมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนราษฎรของตัวเอง

สิทธิประโยชน์ การบริหารจัดการ และการลงทุนเป็นสามเสาที่แยกจากกันไม่ได้ ในปี 2567 สิทธิประโยชน์ 7 กรณีของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 มีมูลค่ารวมกว่า 135,586.68 ล้านบาท ครอบคลุมการเจ็บป่วย ชราภาพ สงเคราะห์บุตร ว่างงาน คลอดบุตร เสียชีวิต และทุพพลภาพ

เงินก้อนนี้ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่เป็นผลของการตัดสินใจเชิงบริหารและการลงทุนที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

หากตัดวงจรที่ผู้ประกันตนมีอำนาจตรวจสอบผ่านการเลือกตั้งออกไป อำนาจทั้งหมดจะกลับไปกระจุกอยู่ในมือระบบราชการที่ไม่ต้องรับผิดต่อใครอีกครั้ง

ผมบอกนักศึกษาว่า คำถามที่ผมตั้งไว้ตอนต้นไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง

แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือรูปแบบของการให้เหตุผล ทุกครั้งที่มีการเสนอให้จำกัดสิทธิ์ของคนธรรมดาโดยอ้างว่าพวกเขาขาดความรู้ ควรถามกลับว่าใครได้ประโยชน์จากการจำกัดสิทธิ์นั้น

และคำตอบมักไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางอย่างที่กล่าวอ้าง แต่คือระบบราชการและกลไกแต่งตั้งที่ไม่ต้องการถูกตรวจสอบ

การปกป้องการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมจึงไม่ใช่เรื่องกระบวนการเล็กๆ

แต่คือการต่อสู้เพื่อไม่ให้เงินของแรงงานหลายสิบล้านคนถูกส่งคืนกลับไปอยู่ในมือของคนที่ไม่เคยต้องรับผิดต่อใคร

คนที่เคยกู้เงินเรียน คนที่เคยตกงาน คนที่กลัวความยากจนในวัยชรา มีสิทธิ์เต็มที่จะมีเสียงในการตัดสินใจเรื่องเงินก้อนเดียวกับที่พวกเขาสมทบเข้าไปทุกเดือน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
เจาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ฟื้นตำนานเอสยูวี-ออปชั่นพร้อมลุย
ภารกิจใหญ่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ เร่งเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นความสำเร็จ
NPA บ้านอีกระลอกใหญ่
เจาะความหวังไทยในเอเชี่ยนเกมส์ เหรียญทองและบทพิสูจน์ศักยภาพ
ข้าวผัดน้ำพริกมะขามทรงเครื่อง
ยาต้ม พร้อมดื่มในทุกที่
‘อ่านคนไร้ราก (1)’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
รถเมล์ท้องถิ่น
E-DUANG | สภาพ อาทิตย์ 13 กันยายน คือ ตัว”แปร” ทาง การเมือง