ประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ จุดเปลี่ยนยุค “มาร์คอส” การห้ำหั่นแยกดินแดนจึงอุบัติขึ้น

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7 ก.ย. – 13 ก.ย. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (8)
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายไทยมาก นอกจากขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกันแล้ว ฟิลิปปินส์กับไทยยังมีรัฐบาลพลเรือนที่ไร้เสถียรภาพ ถูกทหารทำรัฐประหารโค่นล้มหรือถูกคุมคามจากทหารบ่อย ในระบบการเมืองและวงราชการเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น กิจการต่างชาติมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทุนนิยมแทรกซึมเข้าไปทุกซอกทุกมุม คนรวยกับคนจนมีฐานะเหลื่อมล้ำกันมาก ฯลฯ
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์กับไทยยังประสบความสำเร็จในการหลอมคนจีนเข้ากับสังคมคนพื้นเมือง แต่กลับล้มเหลวในการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองกับชาวมุสลิมทางภาคใต้ และต้องเผชิญกับภัยก่อความไม่สงบของคนบางกลุ่มในหมู่ชาวมุสลิมเหล่านี้ จนกลายเป็นปัญหาความมั่นคงที่หนักหน่วงที่สุดปัญหาหนึ่งของประเทศ
คนพื้นเมืองเกือบทั้งหมดของฟิลิปปินส์เป็นคนเชื้อสายมลายูเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ของมาเลเซียและอินโดนีเซีย กลุ่มชาวมลายูที่สำคัญได้แก่ชาวตากาลอกและชาววีซายาส ส่วนชนกลุ่มน้อยที่สำคัญคือคนจีนซึ่งมีประมาณ 2.5% ของพลเมืองทั้งประเทศ ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 90% นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ซึ่งนับเป็นประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในเอเชีย พลเมืองอีก 5% นับถือศาสนาอิสลาม นอกนั้นนับถือศาสนาอื่นๆได้แก่ คริสต์โปรเตสแตนต์ พุทธ เต๋าและศาสนาดั้งเดิม
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีพัฒนาการทางการเมืองและสังคมช้าที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ อารยธรรมอินเดียที่แพร่เข้ามาและก่อให้เกิดอาณาจักรต่างๆ ในภูมิภาคนี้ไม่ได้ย่างกรายเข้าสู่หมู่เกาะฟิลิปปินส์ ชาวจีนที่เดินทางมาแถบนี้ก็มิได้ฝากอารยธรรมไว้ที่นี่ ทั้งที่หมู่เกาะนี้อยู่ห่างจากจีนไม่มาก อารยธรรมแรกสุดที่เข้ามาคือศาสนาอิสลาม ที่แพร่เข้าสู่หมู่เกาะซูลูที่อยู่ใต้สุดของฟิลิปปินส์เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 จากนั้นก็เกิดรัฐสุลต่านซูลูขึ้นมา ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศยังไม่มีอำนาจรัฐปกครอง ประชาชนอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ กระจัดกระจายทั่วไป
สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งชาวสเปนเข้ามาถึงหมู่เกาะนี้
สเปนเป็นประเทศยุโรปที่แข่งขันกับโปรตุเกสในการค้นหาเส้นทางไปยังดินแดนตะวันออก สเปนใช้วิธีมุ่งไปทางตะวันตกเพราะเชื่อว่าโลกกลม เมื่อเดินทางไปตะวันตกเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะไปถึงจีนและอินเดียที่อยู่ทางตะวันออก ราชสำนักสเปนได้สนับสนุน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ให้เดินเรือไปทางตะวันตกจนพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ.1492 สเปนได้ก่อตั้งอาณานิคมขึ้นในทวีปอเมริกา ขณะเดียวกันก็ยังพยายามหาทางไปให้ถึงดินแดนตะวันออกให้ได้
สเปนได้ส่ง เฟอร์ดินันด์ แม็กเจลแลน (Ferdinand Magellan) นำกองเรือออกเดินทางในปี 1519 กองเรือของเขาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วอ้อมทวีปอเมริกาใต้ตัดข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจนไปถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์เมื่อปี 1521 จากนั้นไม่นาน แม็กเจลแลนก็เสียชีวิตจากการปะทะกับชาวพื้นเมืองที่เกาะแมคตันใกล้เกาะเซบู ลูกเรือที่เหลือได้นำเรือลำสุดท้ายข้ามมหาสมุทรอินเดียกลับไปถึงสเปนในปีถัดมา
การเดินทางของกองเรือแมกเจลแลนนับเป็นการเดินทางรอบโลกครั้งแรกของมนุษย์
สเปนได้ส่งกองเรือเข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์กับโปรตุเกสที่หมู่เกาะเครื่องเทศ (หมู่เกาะโมลุกกะ) หลายครั้ง กองเรือกองหนึ่งมาถึงเกาะมินดาเนาในปี 1543 ผู้นำกองเรือได้ตั้งชื่อหมู่เกาะนี้ว่า “ฟิลิปปินส์” เพื่อเป็นเกียรติแก่มกุฎราชกุมารสเปนขณะนั้น ต่อมาสเปนยอมถอนตัวออกจากหมู่เกาะเครื่องเทศตามข้อตกลงที่ทำกับโปรตุเกส แล้วหันไปสนใจหมู่เกาะฟิลิปปินส์แทน
สเปนได้ส่ง มิเกล โลเปซ เดอ เลกัสปี (Miguel Lopez de Legaspi) นำกองเรือเดินทางมาถึงฟิลิปปินส์เมื่อปี 1565 กองเรือของเขาได้เข้ายึดเกาะเซบูเป็นแห่งแรก จากนั้นได้ยกกำลังขึ้นเหนือและยึดมะนิลาได้ในปี 1571 แล้วใช้มะนิลาเป็นศูนย์กลางปกครองหมู่เกาะนี้ หลังจากนั้นก็ทยอยเข้ายึดเกาะอื่นๆ
จนถึงต้นศตวรรษที่ 17 หมู่เกาะฟิลิปปินส์ทั้งหมดก็ตกเป็นอาณานิคมของสเปน ยกเว้นหมู่เกาะซูลูและบางส่วนของเกาะมินดาเนาที่เป็นของอาณาจักรอิสลามเท่านั้น
สเปนประสบความสำเร็จในการชักจูงให้ชาวพื้นเมืองของหมู่เกาะฟิลิปปินส์นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก สำหรับอาณาจักรมุสลิมสองแห่งทางใต้คือรัฐสุลต่านซูลูกับรัฐสุลต่านมาควีนดาเนาบนเกาะมินดาเนา สเปนได้ส่งกำลังทหารไปปราบปราม เพื่อให้รวมเข้ากับอาณานิคมของตนและหันมานับถือศาสนาคริสต์ สเปนเริ่มส่งทหารไปปราบรัฐอิสลามเมื่อปี 1578 แต่ถูกต่อต้านอย่างแข็งขันและถูกโต้กลับรุนแรง
สงครามระหว่างสเปนกับรัฐมุสลิมทั้งสองดำเนินไปยืดเยื้อยาวนาน สเปนใช้ความพยายามนานเกือบ 300 ปี ในที่สุดก็สามารถบังคับให้รัฐสุลต่านสองแห่งนี้ยอมอยู่ใต้อำนาจเมื่อปี 1851 และ 1861 ตามลำดับ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของคนที่นั่น ชาวพื้นเมืองของหมู่เกาะซูลูและบางส่วนของเกาะมินดาเนายังนับถือศาสนาอิสลามตามเดิม และกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่า “โมโร” ของอาณานิคมฟิลิปปินส์และประเทศฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา
การปกครองของสเปนมาถึงจุดเสื่อมในปลายศตวรรษที่ 19 ชาวฟิลิปปินส์ได้ก่อกบฏต่อสเปนและจัดตั้งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ขึ้นมาเมื่อปี 1896 แต่ถูกสเปนปราบลงไป ต่อมาเกิดสงครามระหว่างสเปนกับสหรัฐอเมริกาในปี 1898 ชาวฟิลิปปินส์ถือโอกาสฟื้นสาธารณรัฐขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ถูกสหรัฐฯปราบปรามจนล้มไปในปี 1901 ฟิลิปปินส์จึงตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่บัดนั้น
ฟิลิปปินส์ได้รับสิทธิปกครองตนเองเมื่อปี 1935 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ฟิลิปปินส์ถูกญี่ปุ่นยึดครองนานกว่า 3 ปี หลังสงครามสหรัฐได้ให้เอกราชแก่ฟิลิปปินส์ตามที่สัญญาไว้ ฟิลิปปินส์ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1946 ซึ่งนับเป็นอาณานิคมแห่งแรกในเอเชียอาคเนย์ที่ได้รับเอกราชสมบูรณ์
ฟิลิปปินส์หลังเอกราชถือเป็นประเทศนำหน้าในทวีปเอเชีย ระบอบการเมืองการปกครองของฟิลิปปินส์เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐบาลฟิลิปปินส์มีเสถียรภาพสูง เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี สังคมมีความสงบและเป็นระเบียบ และยังมีระบบการศึกษาที่ทันสมัย ทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ดึงดูดเยาวชนจากภูมิภาคนี้เข้าไปศึกษาเล่าเรียนจำนวนมาก
จุดเปลี่ยนแปลงของฟิลิปปินส์เกิดขึ้นในสมัยปกครองของประธานาธิบดี เฟอร์ดินันด์ มาร์คอส (Ferdinand Marcos) ที่นานถึง 21 ปี ระหว่าง 1965-1986 ในช่วงนี้การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เริ่มจากคนในครอบครัวผู้นำลุกลามไปทั่วทุกวงการ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ สังคมก็เสื่อมโทรม ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากต้องไปทำงานเป็นแม่บ้านหรือทำงานอื่นๆ ในต่างประเทศ จนรายได้จากการขายแรงงานกลายเป็นรายได้หลักของประเทศ
ปัญหาความไม่สงบที่เกิดจากความแตกต่างทางชนชาติและศาสนาที่ยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้ก็เริ่มขึ้นในสมัยนี้
จุดเริ่มต้นของปัญหาความไม่สงบที่เกิดจากชาวมุสลิมทางใต้เกิดขึ้นในปี 1968 เมื่อประธานาธิบดีมาร์คอส สั่งให้รับสมัครชาวโมโร 300 คนเข้ารับการฝึกอบรมทางทหาร เพื่อเตรียมส่งไปก่อกวนมาเลเซีย ต่อมาเกิดไม่มั่นใจในความซื่อสัตย์ของพวกเขา จึงสั่งให้สังหารพวกเขาทั้งหมดเพื่อปิดปาก
เรื่องนี้ได้สร้างความโกรธแค้นอย่างมากแก่ชาวโมโร ชาวโมโรได้ก่อตั้ง “แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร” (Moro National Liberation Front MNLF) จับอาวุธขึ้นมาสู้รบกับรัฐบาลเมื่อปี 1972 รัฐบาลมาร์คอสได้ประกาศกฎอัยการศึกและระดมทหารเข้าปราบปราม สงครามแบ่งแยกดินแดนของชาวโมโรจึงอุบัติขึ้นตั้งแต่บัดนั้น
รัฐบาลมาร์คอส นอกจากใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามแล้ว ยังใช้วิธีเจรจาควบคู่ไปด้วย รัฐบาลกับ MNLF ได้บรรลุข้อตกลงที่ให้สิทธิปกครองตนเองแก่ชาวโมโรเมื่อปี 1976 แต่การดำเนินการล่าช้ามาก จนกระทั่งปี 1990 ถึงได้จัดตั้ง “เขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนา”ขึ้นมา ต่อมาทั้งสองฝ่ายยังมีการเจรจาอีกหลายรอบ จนเมื่อปี 1996 จึงบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย MNLF ยอมวางอาวุธและยุติการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง
ปัญหาชาวโมโรไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะมีชาวโมโรกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจาก MNLF แล้วก่อตั้ง “แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร” (Moro Islamic Liberation Front MILF) ขึ้นมาเมื่อปี 1982 กลุ่มนี้ต่อมากลายเป็นกำลังหลักในการสู้รบกับรัฐบาล รัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้วิธีปราบปรามสลับกับเจรจาต่อกลุ่มนี้เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อ MNLF แต่ MILF มีท่าทีแข็งกร้าวกว่า
และเมื่อติมอร์ตะวันออกได้รับเอกราชจากอินโดนีเซียในปี 1999 ทำให้พวกเขาเกิดความหวังและคิดเอาอย่าง พวกเขาจึงไม่ยอมรับเงื่อนไขอื่นนอกจากการจัดตั้งรัฐอิสลามที่เป็นเอกราชขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่มีทางยินยอม
การสู้รบของทั้งสองฝ่ายจึงยืดเยื้อต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้
ปัญหาชาวมุสลิมทางใต้ยิ่งซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อมีชาวโมโรอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “อาบู ไซยัฟ”แยกตัวออกจาก MILF ในปี 1991 กลุ่มนี้แข็งกร้าวกว่าและนิยมความรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น วิธีการที่กลุ่มนี้ชอบใช้คือการลักพาตัวนักท่องเที่ยวมาเรียกค่าไถ่ กลุ่มนี้ยังเคยเข้าไปจับตัวนักท่องเที่ยวในเขตมาเลเซีย รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ใช้กำลังปราบปรามกลุ่มนี้อย่างหนัก สหรัฐอเมริกาก็เคยยื่นมือเข้ามาช่วยปราบ แต่ก็ไม่สามารถกำจัดให้สิ้นซาก
ปัญหาการแยกดินแดนของชาวมุสลิมทางใต้ของฟิลิปปินส์หนักหน่วงกว่ากรณีของไทยมาก กลุ่ม MILF มีกองกำลังติดอาวุธประมาณ 15,000 คน อาบู ไซยัฟ ก็มีกำลังนับพันคน พวกเขายังยึดครองพื้นที่และตั้งอำนาจรัฐขึ้นมาปกครองคนท้องถิ่น จึงมีความพร้อมในการแยกดินแดนไปตั้งเป็นประเทศใหม่
แต่รัฐบาลและประชาชนฟิลิปปินส์คงไม่มีทางยอมให้ดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งถูกเฉือนออกไป สังคมโลกก็ไม่ยอมรับการแบ่งแยกดินแดนของพวกเขา ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดหรือองค์กรระหว่างประเทศใดให้การสนับสนุนพวกเขาอย่างเปิดเผย ผิดกับกรณีติมอร์ตะวันออกที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างแข็งขันจากสหประชาชาติและประเทศตะวันตก
ดังนั้น โอกาสในการบรรลุจุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงค่อนข้างริบหรี่ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาอาจลดเงื่อนไขลงมาเป็นการขอสิทธิปกครองตนเองเท่านั้น
และเมื่อนั้นสันติภาพก็จะกลับคืนมาสู่ดินแดนแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง
