
ครบรอบ 60 ปี โรงเรียนเตรียมทหาร จนถึงวันนี้มีนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) แล้ว 61 รุ่น
โดยนักเรียนรุ่นที่ 1 ที่มีชื่อเสียงได้แก่ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ รวมถึง “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นต้น
แม้โรงเรียนเตรียมทหารจะมีภารกิจหลักเพื่อผลิตบุคลากรมาประจำในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็มีนายทหาร-ตำรวจหลายคนที่เปลี่ยนสถานะตนเองจากวิชาชีพในเหล่าทัพมาสู่สนามการเมือง วงการธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรสาธารณะ เป็นต้น
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษาแนวความคิดของทหาร-ตำรวจผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง “นักเรียนชายชั้น ม.ปลาย” ให้กลายเป็น “ทหาร-ตำรวจ”
แน่นอนว่าจุดนี้เองที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้แตกต่างจาก “โรงเรียนประจำทั่วไป” เพราะโรงเรียนเตรียมทหารถือเป็นแหล่ง “บ่มเพาะต้นกล้าความมั่นคง” เพื่อส่งต่อให้โรงเรียนนายร้อยสี่เหล่าทัพต่อไป
โดยจะฝึกฝนบุคคลจาก “พลเรือน” ไปเป็น “ทหาร” อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเรียนการสอนของที่นี่จึงผิดแผกไปจากโรงเรียนหรือสถาบันทางการศึกษาอื่นๆ
ซึ่งจุดเด่นสำคัญสุดคือการสร้าง “ผู้นำ” อย่างเข้มข้น
ตามหลักสูตรใหม่ โรงเรียนเตรียมทหารจะมีหลักสูตร 2 ปี แต่ละชั้นปีมีนักเรียนราว 600 คน แล้วส่งต่อโรงเรียนเหล่าทัพอีก 5 ปี รวมเป็น 7 ปี
ซึ่งช่วงเวลาการเรียนก็จะใกล้เคียงกับการเรียนชั้น ม.ปลาย ไปถึงระดับปริญญาตรี เมื่อครบระยะ 7 ปี ก็จะเข้าเหล่าทัพเป็น “ว่าที่ร้อยตรี” ซึ่งเป็นยศเริ่มต้นของนายทหารชั้นสัญญาบัตร
ก่อนเข้ารับการอบรมเป็น “ร้อยตรี” เพื่อพร้อมสู่การเป็น “ผู้หมวด” ที่จะต้องดูแลกำลังพล 30-40 คน ยังไม่รวมถึงครอบครัวของทหารชั้นประทวนเหล่านั้นด้วย

ระยะเวลา 2 ปีในโรงเรียนเตรียมทหาร จึงมี “ระบบ” และ “ระเบียบ” ที่ดำเนินควบคู่กันไป โดยในยุคนี้มีระบบ “4 H” คือ
HAND คู่มือพระราชทาน ระบบนักเรียนใหม่ พื้นฐานทหาร-ตำรวจ ระบบเกียรติศักดิ์ ระบบอาวุโส ฝึกภาคสนาม
HEAD คือ Active Learning, Flipped Classroom, Military STEM
HEART คือ จิตอาสา ศีลธรรม วีรชนคนต้นแบบ ความสามัคคี พิธีแต่งเครื่องแบบ พิธีสวมแหวนรุ่น
HEALTH คือ โภชนาการ การทดสอบร่างกาย วิทยาศาสตร์การกีฬา สุขลักษณะ การพักผ่อน
ภายใต้ 5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ ความเป็นทหาร สติปัญญา ความเป็นผู้นำ คุณธรรมจริยธรรม และพลานามัย
ส่วนหลักการฝึกนั้นมีหลัก “3 ถูก” คือ “ถูกที่ ถูกท่า ถูกเวลา” หากฝ่าฝืนจะต้องได้รับการลงโทษตามลำดับ โดยถูกสอบสวน ลงทัณฑ์ หักคะแนนความประพฤติ ซึ่งสามารถทำให้ตกซ้ำชั้นหรือให้ออกจากโรงเรียนได้เลย
ส่วนกรณีทำร้ายร่างกายก็ต้องตัดคะแนนความประพฤติ ซึ่งจะมีผลไปถึงการเป็นนักเรียนเหล่าทัพและมีผลต่ออนาคตทางราชการเมื่อไปประจำการในที่ต่างๆ โดยกรณีเหล่านี้หลายๆ เรื่องต้องนำเข้าสู่สภาเกียรติศักดิ์ของโรงเรียน เพื่อพิจารณาว่าผู้กระทำผิดจะต้องพ้นสภาพ นตท. หรือไม่
ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบการฝึกฝนนักเรียนเตรียมทหาร จากที่สมัยก่อน เมื่อนักเรียนใหม่เข้ามาสู่รั้วโรงเรียนแล้วจะถูก “ว้าก” เลย
แต่ตอนนี้จะเริ่มจากหมวด HEALTH หรือที่เรียกว่า “ระบบนักเรียนใหม่ New Cadet System” เพื่อเป็นการปลูกฝังระบบอาวุโสทางทหาร ให้รู้ว่า นตท. ปีแรกเป็น “ผู้น้อย” กว่าใครทั้งหมด จึงต้องได้รับคำแนะนำรูปแบบต่างๆ เพื่อเปลี่ยนตนเองจากพลเรือนเป็นทหารอย่างรวดเร็ว

ทั้งยังมีการปูพื้นฐานการเป็นผู้นำ โดยการทดสอบค่อนข้างหนัก เพื่อให้นักเรียนใหม่ยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์กดดันอย่างไร นักเรียนเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งทันทีทันใดโดยไม่มีข้อแม้ เป็นการวัดคุณค่าของอุปนิสัย เกียรติ และขวัญ
กระบวนการฝึกฝนนักเรียนใหม่แบ่งออกเป็น 3 ห้วง
ห้วงที่ 1 คือ การปรับสภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพ นตท. ใหม่ เป็นการเข้าสู่วินัยทหาร การออกกำลังกายเบาๆ การฝึกการปฏิบัติตามระเบียบส่วนตัว-ส่วนรวม การฝึกท่ามือเปล่าเบื้องต้นและแถวชิด การอบรมพิเศษตามตารางฝึก การอบรมความรู้พื้นฐานของทหาร-ตำรวจ การปลูกฝังอุดมการณ์ด้านความมั่นคง
ห้วงที่ 2 คือ ฝึกทบทวนบุคลิก เพื่อการแต่งเครื่องแบบ นตท. ได้แก่ การฝึกท่ามือเปล่า ท่าอาวุธแถวชิด ฝึกลักษณะท่าทางการปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อการแต่งเครื่องแบบ ฝึกปฏิบัติตามระเบียบการปฏิบัติประจำของกรมนักเรียนฯ การฝึกพิเศษเตรียมการพิธีแต่งเครื่องแบบ การฝึกปฏิสัมพันธ์กับ นตท. ชั้นอาวุโส การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และการศึกษาด้านวิชาการทหาร-ตำรวจ
ห้วงที่ 3 เสริมสร้างบุคลิกทหารและงานสวมแหวนรุ่น ได้แก่ ฝึกปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์ ฝึกการทดสอบกำลังใจและสมรรถภาพร่างกาย ฝึกอบรมด้านระเบียบคำสั่งกรมนักเรียนฯ และโรงเรียนเตรียมทหาร ฝึกปฏิบัติตามปฏิทินการศึกษาและระเบียบประจำกองของกรมนักเรียนฯ ฝึกเตรียมการรับแหวนรุ่น
ในแต่ละปี นตท.จะมีพิธีรับแหวนรุ่น ขณะนี้ นตท. รุ่น 61 ชั้นปี 1 ยังไม่ได้รับแหวน ส่วน นตท. รุ่น 60 ที่เป็นนักเรียนชั้นปี 2 ต่างสวมแหวนรุ่นทั้งหมด
แม้จะแต่งกายชุด นตท. ก็สามารถสวมแหวนรุ่นได้ ถือเป็น “แหวนทหารวงแรก” ในการเป็นทหาร-ตำรวจเลยทีเดียว

นอกจากนั้น นตท.ชั้นปี 1 จะต้องเข้าร่วม “พิธีแต่งเครื่องแบบชุดปกติ” หลังผ่านการเป็น “นักเรียนใหม่” ครบ 10 สัปดาห์ เพื่อเป็น “นักเรียนเตรียมทหาร” โดยสมบูรณ์แบบ
ทั้งนี้ ถ้านักเรียนแต่ละชั้นปีรายไหนมีผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์ก็จะต้อง “ซ้ำชั้น” โดยขณะนี้มีอยู่เพียงไม่กี่คน
สําหรับเครื่องแบบของ นตท. จะผสมผสานเครื่องแบบของ 4 เหล่าทัพ เช่น เสื้อแบบ ทร., กางเกงแบบ ทบ., หมวกแบบ ทอ. และหน้าหมวกแบบ ตร.

แม้จะยังไม่มีดาวบนบ่า แต่จะมี “แถบ” ที่แขนเสื้อเพื่อแสดงสถานะ เช่น 4 แถบ 1 แถบสีโรงเรียน เป็นหัวหน้านักเรียน, 3 แถบ 1 แถบสีฯ เป็นหัวหน้ากองพัน, 2 แถบ 1 แถบสีฯ เป็นหัวหน้ากองร้อย, 1 แถบ 1 แถบสีฯ เป็นหัวหน้าหมวด, 1 แถบสีฯ เป็นหัวหน้าหมู่ (ผู้ช่วยครูฝึก)
ซึ่งแถบสีที่แตกต่างกันจะบ่งบอกถึงเหล่าทัพที่นักเรียนจะไปสังกัดในอนาคตได้ด้วย เช่น สีแดง ทบ., สีฟ้า ทอ., สีน้ำเงิน ทร. และสีเลือดหมู ตร.

ส่วนวิธีคัดเลือก “นักเรียนบังคับบัญชา” เริ่มจาก
1. เพื่อนๆ นักเรียนด้วยกันมองหาคนที่เหมาะสมไว้ และให้เรียงคะแนนตามลำดับ
2. นายทหารปกครองเข้าไปดูว่ารายชื่อที่นักเรียนพิจารณาไว้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร และควรให้คะแนนเพิ่มไหม
3. พิจารณาผลการทดสอบทัศนคติว่าเป็นอย่างไร จากการทำแบบสอบถาม
4. นักเรียนที่ผ่านการประเมินจะได้เข้าร่วมคณะกรรมการกรมนักเรียนฯ ซึ่งมีนักเรียนบังคับบัญชาอยู่ประมาณ 120 คน ตามลำดับชั้น โดย 60 คน ทำหน้าที่ปกครองเพื่อน อีก 60 คน ทำหน้าที่ปกครองน้อง และจะต้องมีทหารปกครองเข้าไปดูแลนักเรียนบังคับบัญชาเหล่านี้เป็นพิเศษ
โดยนายทหารปกครอง 1 คนจะต้องดูแล นตท. 40-50 คน ซึ่งนายทหารปกครองจะมาจากเหล่าทัพต่างๆ โดยจะต้องผ่านการปฐมนิเทศจากโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อให้ทราบระเบียบต่างๆ และให้มองว่า นตท. คือพลเรือนที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาสู่การเป็นทหาร

นายทหารปกครองจะต้องให้ นตท. ตอบแบบสอบถาม เพื่อทำความรู้จักนักเรียนเตรียมทหารทุกนาย สำหรับนักเรียนใหม่บางรายอาจต้องได้รับการ “ปรับปรุงวินัย-ธำรงวินัย” แต่จะต้องยึดหลัก “3 ถูก” ด้วย
นตท.ใหม่จะมีช่วงเวลาทดลองเรียน 1 เดือน โดยสามารถขอลาออกได้ภายในระยะดังกล่าว ถ้าเลยกำหนดแล้วขอลาออก ก็ต้องเสียค่าปรับ
ยกเว้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ร่างกายไม่พร้อมหรือมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น โดยอัตราการจ่ายค่าปรับ คือ ลาออกระหว่างเรียนชั้นปี 1 ปรับ 100,000 บาท ลาออกระหว่างเรียนชั้นปี 2 ปรับ 200,000 บาท เพราะค่าเล่าเรียนและสวัสดิการต่างๆ มาจาก “ภาษีประชาชน”
ปีนี้เป็นปีแรกสุดที่โรงเรียนเตรียมทหารจะมีหลักสูตรการฝึก “ท่าพระราชทาน” ในการใช้อาวุธและแสดงความเคารพ โดยจะฝึกฝนหลังเลิกเรียนในวันอังคารและวันพฤหัสบดี ช่วง 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง/สัปดาห์

ส่วนวันอื่นๆ นั้น วันจันทร์จะเป็นวันเข้าชมรมต่างๆ วันพุธเป็นการทำกิจกรรมสันทนาการ และวันศุกร์ฟังการอบรมจากผู้บังคับบัญชา ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ คือการกลับบ้าน
ปีนี้ยังเป็นปีแรกที่มีการคัดเลือก นตท. ชั้นปีที่ 2 ที่มีคุณลักษณะดี ทัศนคติที่ดี มีทักษะทางทหารดี มีความรู้ เข้าร่วมอบรม “หลักสูตรจิตอาสา 904” จำนวน 8 นาย ที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยเป็นรุ่นที่ 1/61 ชื่อรุ่น “เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์”
ทั้ง 8 นายจะต้องกลับมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดให้ความรู้เรื่องจิตอาสา ในการร่วมกันทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ รวมถึงเรื่องศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กับหน่วยงานภายใน พี่น้องนักเรียนเตรียมทหาร รวมไปถึงนักเรียนในบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนเตรียมทหาร
โดยการเข้าอบรมหลักสูตรนี้จะเน้นในเรื่องการเป็นผู้นำและการถ่ายทอดความรู้
ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้าง “ต้นกล้าความมั่นคง” ให้เป็น “สุภาพบุรุษจักรดาว” เป็นที่พึ่งของประชาชน รับใช้ประเทศชาติ และเป็น “ต้นแบบผู้นำที่ดี” แก่สังคม
อันเป็นเหตุผลให้ “โรงเรียนเตรียมทหาร” มีความแตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ
