พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับวงการกีฬาสากล

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ทรงพระปรีชาสามารถในเชิงกีฬาหลากหลายชนิด นอกจากจะทรงกีฬาที่ทรงโปรดอย่างเรือใบหรือแบดมินตันด้วยพระองค์เองแล้ว ยังทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องเทคนิคต่างๆ ของกีฬานั้นๆ ลึกซึ้งจนถึงระดับกลศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
ที่เห็นได้ชัดเจนคือทรงออกแบบและประดิษฐ์ “เรือใบ” ขึ้นด้วยพระองค์เอง หลังจากทอดพระเนตร “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” ทรงเรือใบที่ชายหาดใกล้วังไกลกังวล และทรงมีรับสั่งว่าเรือใบของหม่อมเจ้าภีศเดชเคลื่อนที่ช้ามาก จึงทรงมีพระราชดำริว่าจะทรงสร้างเรือที่แล่นได้ไวกว่านี้ จึงเกิดเป็นเรือใบประเภทโอเคและตระกูลมดในเวลาต่อมา (จากคำบอกเล่าของ “ปีเตอร์ คัมมินส์” พระสหายชาวออสเตรเลียนซึ่งเคยแล่นเรือใบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่บ่อยครั้ง)
อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยติดตามทอดพระเนตรการแข่งขันอยู่บ่อยครั้ง และหลายคนอาจไม่ทราบ คือกีฬา “มอเตอร์สปอร์ต” โดย “ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์” อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 1 ในคณะแพทย์ที่เคยถวายการรักษาและถวายงาน เปิดเผยว่า พระองค์ทรงติดตามทอดพระเนตรการถ่ายทอด “ฟอร์มูล่าวัน” ทางโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง
ถือเป็นเรื่องปกติสามัญสำหรับผู้ชายทั่วๆ ไปที่มักชื่นชอบกีฬาความเร็ว ครั้งหนึ่งย้อนไปในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2479 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเคยตามเสด็จ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” รัชกาลที่ 8 พระเชษฐา พร้อมด้วย “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” พระชนนี และ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” พระเชษฐภคินี ทอดพระเนตรการแข่งรถที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้กำลังใจ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช” หรือ “พระองค์เจ้าพีระ” ทรงแข่งขันรถยนต์ซึ่งถือเป็นต้นแบบของ “เอฟวัน” ในปัจจุบัน (ข้อมูลจากหนังสือ “8 ทศวรรษ พีระ เจ้าดาราทอง สู่ F1 Grand Prix of Thailand)
หรือหากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2553 เมื่อบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน นำรถแข่งฟอร์มูล่าวันของทีม “เรดบูล เรซซิ่ง” รุ่นที่คว้าแชมป์ฤดูกาล 2010 รวมทั้งนักขับดังของทีมอย่าง “มาร์ค เว็บเบอร์” นักแข่งดังชาวออสเตรเลียน มาขับโชว์ที่ถนนราชดำเนิน เมื่อทีมงานทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬารถสูตรหนึ่ง จึงขอพระบรมราชานุญาตนำรถไปให้พระองค์ทอดพระเนตรที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
พระองค์มีพระราชดำรัสถามเว็บเบอร์เกี่ยวกับการแข่งขัน เรื่องประเภทและขนาดของเครื่องยนต์ ไปจนถึงเรื่องชุดที่นักแข่งใช้ใส่ในการแข่งขัน ด้วยความสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง
กีฬาอื่นๆ ที่ทรงโปรดทอดพระเนตร อาทิ เทนนิส มวย โดยเฉพาะกีฬามวยอาชีพซึ่ง “สภามวยโลก (ดับเบิลยูบีซี)” มีสาส์นแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันของพระองค์ที่มีต่อวงการมวยในระดับสากล
ดับเบิลยูบีซีบรรยายว่า พระองค์เคยเสด็จทอดพระเนตรการชกชิงตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นแบนตั้มเวตของ “จิ้งเหลนไฟ” “จำเริญ ทรงกิตรัตน์” กับ “โรแบร์ โคฮัง” จากฝรั่งเศส ที่อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2497 อีกทั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ “โฮเซ่ สุไลมาน” อดีตประธานสภามวยโลกเข้าเฝ้าฯ หลายครั้ง
ดับเบิลยูบีซีซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นอย่างยิ่ง โดยระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งหนึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พระองค์ท่านมีรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์กับนายสุไลมานในฐานะพระสหาย ขอให้นายสุไลมานช่วยสนับสนุนการประชาสัมพันธ์กีฬา “มวยไทย” กีฬาประจำชาติของไทยด้วย
สภามวยโลกจึงนำกีฬามวยไทยไปแข่งโชว์ที่ประเทศเม็กซิโก บ้านเกิดของนายสุไลมาน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แม้วันนี้นายสุไลมานจะจากไปแล้ว แต่ลูกชาย “เมาริซิโอ สุไลมาน ซัลดิวาร์” ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งต่อก็ยังสานต่อการสนับสนุนกีฬามวยไทยในระดับสากลอย่างสม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ช่วยให้กีฬามวยไทยได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อวงการกีฬาของไทย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
