bg-single

ครึ่งหนึ่งของชีวิต ตอนที่ 9 “ความรักในความคิดของกฤษณมูรติ”

21.09.2018

“ความรักคืออะไรเล่า? คำคำนี้มีความหมายมากมายและถูกทำให้เสียไปแล้วจนผมไม่อยากใช้มันอีกต่อไป

ทุกๆ คนพูดถึงความรัก นิตยสารและหนังสือพิมพ์ทุกฉบับรวมทั้งนักสอนศาสนาทุกคนพูดถึงความรักกันไม่รู้จบ ฉันรักประเทศของฉัน ฉันรักผู้ปกครองของฉัน ฉันรักหนังสือบางเล่ม ฉันรักภูเขาลูกนั้น ฉันรักความสุข ฉันรักภรรยาของฉัน หรือฉันรักพระเจ้า ความรักเป็นแนวความคิดอย่างนั้นหรือ? ถ้ามันเป็นแนวความคิด มันก็บ่มเพาะอบรมเลี้ยงดู ทะนุถนอมเอาไว้ ผลักดันและบิดผันมันได้ตามที่คุณต้องการ เมื่อคุณบอกว่าคุณรักพระเจ้า นั่นหมายความว่าอะไร? มันก็หมายความว่าคุณรักจินตนาการที่ตัวเองนึกคิดออกไป เป็นสิ่งที่ตัวเองนึกคิดออกไป ห่อหุ้มไว้ด้วยรูปแบบต่างๆ ของความน่าเคารพนบนอบตามที่คุณเองคิดว่าสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น การพูดออกมาว่า “ฉันรักพระเจ้า” จึงเป็นคำพูดที่ไร้สาระอย่างแท้จริง เมื่อคุณบูชาพระเจ้า คุณก็กำลังบูชาตัวคุณเอง และนั่นไม่ใช่ความรัก”

“ด้วยเหตุที่ว่าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาของมนุษย์ที่เรียกว่าความรักนี้เอง เราจึงหนีไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งหลาย ความรักอาจเป็นตัวการสูงสุดในการแก้ปัญหาความยุ่งยากและความปวดร้าวทั้งหลายของมนุษย์ก็ได้ ดังนั้น เราจะพบได้อย่างไรว่าความรักคืออะไร เราจะพบมันได้ด้วยคำจำกัดความของคำคำนี้อย่างนั้นหรือ? ศาสนาก็ให้คำนิยามความรักเอาไว้อย่างหนึ่ง สังคมก็ให้คำจำกัดความอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น จึงมีความเบี่ยงเบนและบิดเบือนในลักษณะต่างๆ นานา ความคลั่งไคล้ใหลหลงใครสักคนหนึ่ง การนอนกับคนคนหนึ่ง การแลกเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกและความเป็นเพื่อนกัน เหล่านี้คือสิ่งที่เราหมายถึงความรักกันหรือเปล่า? สิ่งนี้ดูจะเป็นแบบแผนหรือแนวโน้มทั่วไป และความรักนั้นได้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องเนื้อหนัง และมีข้อจำกัดเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งศาสนาทั้งหลายประกาศออกมาว่าความรักเป็นอะไรบางสิ่งซึ่งมากกว่าสิ่งนี้ ในสิ่งที่ศาสนาทั้งหลายเรียกว่าความรักอย่างมนุษย์นั้น ศาสนาก็เห็นว่าจะต้องมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีความอิจฉาริษยา มีความปรารถนาที่จะเข้าครอบครองยึดถือไว้ เข้าไปควบคุมหรือเข้าไปสอดแทรกในความคิดของผู้อื่น และเมื่อรู้ถึงความซับซ้อนในเรื่องเหล่านี้ ศาสนาจึงบอกว่ามีความรักอีกชนิดหนึ่ง เป็นความรักอย่างเทพ สวยงาม และไม่แปดเปื้อน ไม่สกปรก”

“เราจะแบ่งแยกความรักออกเป็นความรักที่ศักดิ์สิทธิ์กับความรักที่ไม่บริสุทธิ์หรือแบ่งเป็นความรักของมนุษย์กับความรักของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? หรือว่ามีความรักเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น? หรือว่ามีความรักเฉพาะต่อคนหนึ่งและไม่มีกับคนอื่นๆ หลายคน ถ้าผมบอกว่า “ผมรักคุณ” นั่นหมายถึงการกำจัดความรักต่อผู้อื่นออกไปด้วยหรือเปล่า? ความรักเป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่ใช่เรื่องส่วนตัวกันแน่? เป็นเรื่องที่มีศีลธรรมหรือผิดศีลธรรม? เป็นเรื่องภายในครอบครัวหรือไม่เกี่ยวกับครอบครัว? ถ้าคุณรักมนุษยชาติแล้วคุณจะรักใครเป็นพิเศษได้หรือไม่? ความรักเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างนั้นหรือ? หรือว่าความรักเป็นความสุขเป็นความต้องการกันแน่? คำถามเหล่านี้ชี้ให้เห็นไม่ใช่หรือว่าเรามีแนวคิดมากมายที่เกี่ยวกับความรัก มีความคิดว่าความรักควรจะเป็นหรือไม่ควรจะเป็นเช่นใดบ้าง เรามีแบบแผน มีหลักเกณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในวัฒนธรรมที่เราอาศัยอยู่”

“ดังนั้น การเข้าไปพิจารณาในปัญหาที่ว่าความรักคืออะไรนั้น เราต้องปลดปล่อยความรักนี้ออกจากเปลือกห่อหุ้มนับศตวรรษไม่ถ้วน วางอุดมคติและลัทธิความเชื่อว่าความรักควรจะเป็นหรือไม่ควรจะเป็นลงเสียก่อนเป็นอันดับแรก การแบ่งแยกสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นและสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนั้นจริงๆ นับเป็นวิธีการที่หลอกลวงอย่างยิ่งในการจัดการกับชีวิต”

“ต่อมาผมจะค้นหาประกายเพลิงซึ่งเรียกว่าความรักนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่แสดงความรักออกมาต่อผู้อื่นแต่อย่างใด หากทว่าความรักหมายถึงอะไรในตัวของมันเอง? แรกทีเดียวผมต้องปฏิเสธสิ่งที่ศาสนา สิ่งที่สังคม สิ่งที่พ่อแม่เพื่อนฝูง สิ่งที่คนอื่นๆ รวมทั้งสิ่งที่หนังสือทุกเล่มพูดเอาไว้เกี่ยวกับความรัก ทั้งนี้ก็เพราะว่าผมต้องการค้นหาด้วยตัวเองว่ามันคืออะไรกันแน่ ตรงนี้เองที่เป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับมนุษยชาติทั้งมวล เพราะว่าวิถีทางซึ่งจะให้คำจำกัดความของความรักนับร้อยนับพันอย่าง และตัวผมเองก็ถูกจับขังเอาไว้ในคำจำกัดความรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เท่าที่ตนเองชอบและพึงพอใจในขณะนั้น ดังนั้น เพื่อที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของความรัก ทำไมผมจึงไม่ปลดปล่อยตัวเองให้ออกจากความโน้มเอียงและอคติที่ตนเองมีลงเสียล่ะ? ผมสับสน ผมถูกฉีกทึ้งด้วยตัณหา ดังนั้น ผมจึงบอกกับตัวเองว่า “ในลำดับแรกให้ขจัดความสับสนของตัวเองก่อน แล้วบางทีตัวเองอาจจะค้นพบว่าความรักคืออะไรจากสิ่งที่ไม่ใช่ความรักนั่นเอง””

ความรัก-ชิททุ กฤษณมูรติ

แปลโดย พยับแดด สนพ.ถ้ำแก่นจันทน์ 2535

 

ในหมู่วิปัสนาจารย์หรือคุรุด้านจิตวิญญาณร่วมสมัย ชิททุ กฤษณมูรติ หรือ Jiddhu Krishnamurti น่าจะเป็นคุรุไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญกับความรักมากกว่าประเด็นอื่น

และแม้ว่ากฤษณมูรติจะมีบทสนทนาอื่นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเสรีภาพ การศึกษา ความโดดเดี่ยว หรือความกลัว กฤษณมูรติก็ดูจะผนวกรวมเรื่องราวของความรักลงไปในหัวข้อเหล่านั้นอยู่เสมอ

ราวกับว่าสิ่งที่กฤษณมูรติเชื่อว่าจะผลักดันหรือปลุกเร้าความก้าวหน้าทางศาสนธรรมในตัวเราก็คือความรักนั่นเอง

ประเด็นสำคัญที่กฤษณมูรติหยิบยกอยู่เนืองๆ ในเรื่องราวเกี่ยวกับความรักนั้นเริ่มด้วยการยอมรับว่าความรักนั้นไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความรักที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องที่สูงส่งหรือไม่พ้นโลกียวิสัยกับความรักที่เป็นเรื่องดาษดื่น พื้นฐาน

อาทิ ความรักในระหว่างหนุ่มสาว ความรักคือความรัก มันคือสภาวะอันละเอียดอ่อน ให้ค่ากับความใส่ใจ เรียบง่าย ปราศจากพิธีรีตอง

ความรักคือการมอบให้ ไม่ใช่ร้องขอ

ความรักคือการเต็มเปี่ยมอยู่ภายใน ไม่ใช่ความบกพร่องแหว่งเว้า

ความรักเป็นประสบการณ์เฉพาะตนที่เราต้องปลูกฝังมันขึ้นในจิตใจของเรา ไม่ใช่การสมาทานบางความเชื่อบางประการเกี่ยวกับความรักและยึดโยงมันไว้อย่างเหนียวแน่นจนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

ความรักคือการเปิดเผยตนเอง ยอมที่จะเห็นตนเองอย่างแท้จริงในทุกแง่มุม

ความรักจะต้องปราศจากความกลัว ไม่มีการใช้อำนาจบาทใหญ่เพื่อได้มาซึ่งความรักและไม่ใช่เรียกร้องความรักเพราะหวาดกลัวในการสูญเสีย

ความรักในมุมมองของชิททุ กฤษณมูรติ แทบจะแทรกซึมไปในทุกประการของชีวิต ในทุกองคาพยพของการดำรงอยู่ของเรา

อาจกล่าวได้ว่า สำหรับชิททุ กฤษณมูรติ แล้ว ความรักนั้นดำรงอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออกของเรา

สำหรับชิททุ กฤษณมูรติ แล้ว ความรักเปรียบได้ดังศีล เปรียบได้ดังสมาธิและเปรียบได้ดังปัญญา

 

การยึดถือเอาเรื่องราวสำคัญเป็นการฝึกฝนตนเองนั้นเป็นข้อสำคัญของผู้ปฏิบัติตามคำสอนของชิททุ กฤษณมูรติ

ตัวท่านเองอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ไม่แยแสกับนิกาย หลักธรรม หรือความเชื่อใดโดยเฉพาะเจาะจง

เมื่ออายุได้ 34 ปี ชิททุ กฤษณมูรติ ละทิ้งบทบาทศาสดาที่ถูกจัดตั้งโดยสมาคมทางจิตวิญญาณแห่งหนึ่งและออกแสวงหาหลักธรรมพร้อมด้วยมิตรสหายบางส่วนอย่างแน่วแน่

ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่มีความอดอยากและเรื่องเลวร้ายนานาในโลก ชิททุ กฤษณมูรติ ออกจาริกไปและเริ่มต้นการบรรยายถึงเรื่องราวพื้นฐานที่มนุษยชาติกำลังประสบอยู่

ท่านพูดถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสันติภาพ การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสงครามและความหวาดกลัว ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง การไปพ้นความก้าวร้าวด้วยการเห็นรากเหง้าแห่งความเกลียดชัง

หลังได้มีโอกาสพบปะกับเดวิด โบห์ม หนึ่งในนักฟิสิกส์ที่สนใจในเรื่องราวของความคิดและจิตวิญญาณ กฤษณมูรติได้ผนวกเอาวิทยาศาสตร์เป็นรากฐานหนึ่งในการค้นหาเบื้องลึกของจิตใจ อัตตาหรือสาเหตุแห่งการยึดติดทั้งหลาย

ทั้งคู่ได้สร้างบทสนทนาสำคัญจำนวนมากทั้งในเรื่องราวของชีวิต ความคิดสร้างสรรค์และความเชื่อทางศาสนา

กฤษณมูรติมีอายุยืนยาวจนถึงเก้าสิบปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในปี 2529 ด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน

 

ความเห็นของกฤษณมูรติต่อความรักนั้นส่วนหนึ่งใกล้เคียงกับความรักในแนวทางมนุษยนิยมที่เห็นพ้องว่าความรักที่ถูกต้อง เปิดกว้าง เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอ่อนน้อมนั้นจะทำให้มนุษย์เติบโตขึ้น

บุคคลที่ไม่ปลูกฝังทัศนคติต่อความรักอย่างจริงจังย่อมพลาดสิ่งสำคัญในชีวิตไป

ในหนังสือชื่อ Think on These Things กฤษณมูรติได้กล่าวถึงความรักในฐานะของศักยภาพสำคัญของชีวิตไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ถ้าหากขณะที่เธอยังอยู่ในวัยเยาว์ แล้วเธอไม่รู้สึกรัก ถ้าหากเธอไม่มองดูผู้คน มองดูสัตว์ มองดูดอกไม้ด้วยความรักแล้ว เมื่อเธอเติบโตขึ้นเธอก็จะพบว่าชีวิตกลวงเปล่า เธอจะโดดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง และเงาดำของความกลัวจะติดตามเธอไปตลอดกาล”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา