
ปรากฎการณ์ “น็อต กราบรถ” ได้ส่งผลสะเทือนต่อสถานะของ”คนดี” อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง
โดยเฉพาะเมื่อ “คนดี” ออกมาโพสต์”ด่า”
แทนที่คนซึ่งเขม่นพฤติกรรมของ “น็อต กราบรถ” อยู่แล้วจะชะโยโห่ร้องและยกย่อง ชมเชย เพราะมีอารมณ์และความรู้สึกแบบเดียวกัน
ตรงกันข้าม กลับ”รับ”ไม่ได้
คนโบราณสรุปบทบาทของ”คนดี” อย่าง วิกรม นกเงือก ออกมาว่า
ไม่พ้น “ชวด ฉลู ขาล เถาะ”
นั่นก็คือ พฤติกรรมและบทบาทของตนในเรื่องอันเกี่ยวกับ”นกเงือก”ยังอยู่ในความรู้สึกของ”สังคม”
ยัง “เสนอหน้า” มาในท่วงทำนองแบบ”คนดี”
“คนดี”ในแบบ “วิกรม นกเงือก” จึงถูกด่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า”คนดี”ในแบบ “น็อต กราบรถ”
เท่ากับ “สังคม”กำลังเบื่อหน่าย”คนดี”
เมื่อผ่านการเคลื่อนไหว 2 ความเคลื่อนไหวในทางสังคมนับแต่เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา
“สังคม” เริ่มแคลงใจต่อ “คนดี”
เพราะเมื่อเคลื่อนไหวในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” พวกเขาประกาศตนเป็น “คนดี”
เป็น”คนดี”มาไล่ “คนชั่ว” มาไล่”คนโกง”
แต่แล้ว “ศาลฎีกา” ก็พิพากษาลงโทษคนที่อ้างว่ามา”จุดเทียน แห่งธรรม” ให้ติดคุก
เพราะว่า “ฉ้อโกง” เพราะว่า “ทุจริต”
ยิ่งบรรดา “คนดี” ที่ออกมาเป่านกหวีดในห้วงแห่ง”ชัตดาวน์”กรุงเทพมหานคร
ยิ่งสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับ”ประชาชน”
เพราะบทบาทของ”คนดี”นั้นเองจึงนำไปสู่รัฐประหารไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
“แผล”จาก”คนดี”ยังมีอยู่แม้กระทั่ง ณ วันนี้
ความสงสัยต่อ “คนดี” จึงกลายเป็นโรคระบาด และสร้างความหวาดผวาให้กับ “สังคมไทย”
เมื่อเจอกับพฤติกรรมแบบ “วิกรม นกเงือก”
เมื่อประสบเข้ากับพฤติกรรมแบบ “น็อต กราบรถ” แพร่กระจายทางโซเชียล มีเดีย
คำว่า “คนดี” ทำให้เกิด”อาการ”
ไม่เพียงแต่นำไปสู่สภาวะ “อืดเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว” หากแต่ยังเป็นสาเหตุสำคัญให้สภาวะแห่ง”การอ้วก”ด้วยความอิดหนาระอาใจ
คำว่า “คนดี”จึงต่อด้วย “เลิศประเสริฐศรี”
คำว่า “คนดี” จึงมิได้เป็นเรื่องของการยกย่อง ชมเชย หากแต่นำไปสู่ความรู้สึกในเชิงประชดประเทียด เสียดสี
