bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | ความท้าทายเวทีโลก 2019! ความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลง

28.02.2019

“นโยบายภายในสามารถทำให้เราแพ้ [เลือกตั้ง] แต่นโยบายต่างประเทศสามารถฆ่าเราได้”

ประธานาธิบดีเคนเนดี้

หากพิจารณาโลกในปี 2019

จะเห็นความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ดังนี้

1)การสิ้นสุดสมาชิกภาพอย่างสมบูรณ์ของอังกฤษจากสหภาพยุโรป สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญและเป็นผลสืบเนื่องจากชัยชนะของกลุ่มประชานิยมปีกขวาในปี 2016 ที่ต้องการพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป

แต่ชัยชนะเช่นนี้กำลังกลายเป็นปัญหาทางการเมืองให้แก่รัฐบาลอย่างมาก

เพราะรัฐบาลอังกฤษแพ้เสียงที่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวในรัฐสภา

แต่ไม่ว่าการเมืองภายในของอังกฤษจะเป็นอย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปได้กำหนดเวลาที่อังกฤษจะต้องออกไว้อย่างชัดเจนคือ วันที่ 29 มีนาคม 2019 (The EU Withdrawal Act 2018)

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอังกฤษอาจจะออกจากสหภาพยุโรปโดยกระบวนการทางกฎหมายไม่มีข้อยุติ (leaving without a deal) ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบทางกฎหมายและเศรษฐกิจอย่างมาก

และไม่มีความชัดเจนว่านางเทเรซา เมย์จะรวบรวมเสียงในรัฐสภาเพื่อเอาชนะในญัตตินี้ได้อีกครั้ง

หรือไม่เช่นนั้นก็จะต้องเจรจากับสหภาพยุโรปภายใต้มาตราที่ 50 เพื่อขอเลื่อนเวลาการออก

ดังนั้น ปีนี้จึงเป็นความท้าทายอย่างมากว่า กฎหมายการออกจากสหภาพยุโรปจะกลายเป็นวิกฤตของการเมืองอังกฤษเพียงใด

และจะนำไปสู่การลาออกของรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

รวมถึงคำถามว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะมีการลงประชามติรอบสอง ซึ่งก็คงไม่ง่ายเช่นกัน

และคำถามเฉพาะหน้าก็คือ อะไรคือ “เพลนบี” ของรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อสภาล่างเพื่อให้การออกของอังกฤษมีผลอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 29 มีนาคม

แต่ถ้ารัฐบาลแพ้การลงเสียงอีกครั้ง ก็น่าจะเป็นวิกฤตของการเมืองอังกฤษอย่างแน่นอน

และในอีกด้านคือ สหภาพยุโรปที่ปราศจากอังกฤษจะเป็นเช่นไรในอนาคต

2)การขับเคลื่อนของกลุ่มปีกขวาในยุโรป

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มปีกขวาหรือที่เรียกว่า “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) เห็นได้ชัดจากชัยชนะในการเลือกตั้งอังกฤษในกลางปี 2016

และในการเลือกตั้งอเมริกันในตอนปลายปี 2016

แม้แต่เดิมจะดูเป็นปรากฏการณ์ของการเมืองยุโรป แต่ปัจจุบันแนวคิดในลักษณะเดียวกันขยายออกไปยังภูมิภาคอื่นด้วย

อีกทั้งเมื่อหันกลับมาดูสถิติแล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มประชานิยมปีกขวานี้ขยับตัวขึ้นอย่างน้อยมาตั้งแต่ปี 1998

และปัจจุบันพบว่า การเมืองยุโรปมีลักษณะไปในทิศทางดังกล่าวมากขึ้น

เช่น ชัยชนะของกลุ่มนี้ในการเมืองอิตาลีในปี 2018

และในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 จะเห็นบททดสอบสำคัญจากการเลือกตั้งในยูเครน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และเบลเยียม ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างมากว่า กลุ่มนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนมากขึ้น

และแนวคิดนี้จะขยายออกนอกยุโรปเพียงใดในอนาคต

ดังที่เห็นจากการเมืองบราซิลในปีที่ผ่านมา

3)การกลับสู่ความเป็นมหาอำนาจของรัสเซีย

การฟื้นตัวในทางการเมืองระหว่างประเทศของรัสเซียมาพร้อมกับบทบาทที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดรวมถึงการพัฒนาระบบอาวุธใหม่

บทบาทเช่นนี้ยังคงเห็นได้ชัดเจนจากการแทรกแซงสงครามกลางเมืองซีเรียในปี 2015 และปัญหาการผนวกดินแดนของยูเครนในปี 2014 อันเป็นจุดตกต่ำที่สุดของความสัมพันธ์ตะวันตก-ตะวันออกนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็น ในปี 2018

รัสเซียแสดงพลังด้วยการควบคุมเส้นทางเดินเรือที่ช่องแคบเคอร์ช (Kerch Strait) ที่เป็นทางผ่านของยูเครน

ตลอดรวมถึงการสังหารอดีตสายลับรัสเซียในอังกฤษด้วยสารพิษ

และในต้นปีปัจจุบัน รัสเซียได้ขยายบทบาทเข้าไปในละตินอเมริกาด้วยการแสดงความสนับสนุนประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา (บทบาทในยุคสงครามเย็นคือการสนับสนุนประธานาธิบดีคาสโตร จนนำไปสู่วิกฤตการณ์จรวดคิวบาในปี 1962)

จนถึงมีการส่งสัญญาณเตือนมิให้สหรัฐแทรกแซง และทั้งยังมีการส่งทหารรับจ้างรัสเซียเป็นกองกำลังอารักขาประธานาธิบดีอีกด้วย จนเป็นดังการฟื้นภาพในอดีตของยุคสงครามเย็นให้หวนคืนอีกครั้ง

บทบาทของรัสเซียยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องติดตาม

4)คดีการสังหารผู้สื่อข่าวกับอนาคตของมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย

คดีการสังหารนายจามาล คาช็อกกี ซึ่งเป็นนักข่าวที่มีชื่อเสียงในระดับโลกนั้น ไม่ใช่คดีสังหารที่เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อการสังหารเกิดขึ้นในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียที่กรุงอิสตันบูล ประเทตุรกี

และเป็นที่รับรู้กันว่า การสังหารเกิดจากคำสั่งใน “ระดับสูงสุด”

ซึ่งถูกตีความว่ามีการเชื่อมโยงกับข้อเขียนของเขาในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ที่มักจะวิจารณ์นโยบายของมกุฎราชกุมาร (Crown Prince Mohammed bin Salman) ซึ่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ปฏิเสธถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว

ต่อมารัฐบาลตุรกีได้ส่งแถบบันทึกเสียงของการสังหารให้แก่รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส

แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่เป็นที่แน่ชัดว่าทีมสังหารเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาล

ผลที่เกิดขึ้นได้กลายเป็น “วิกฤตการทูต” ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และการขยายผลการสืบสวนในปี 2019 จะส่งผลกระทบต่อสถานะของราชวงศ์และต่อสถานะของประเทศทั้งในเวทีโลกและในเวทีภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5)ความรุนแรงที่กาซา

ฉนวนกาซา (Gaza Strip) กลับมาเป็น “จุดร้อน” ในการเมืองโลกอีกครั้ง

เมื่อชาวปาเลสไตน์ได้เรียกร้องขอ “สิทธิกลับบ้าน” (a right to return) ที่จะกลับสู่ดินแดนเดิมที่อยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล หลังสงครามหกวันในปี 1967

(สงครามครั้งนั้นทำให้อิสราเอลสามารถยึดฉนวนกาซาและคาบสมุทรซีนายจากอียิปต์ ยึดที่ราบสูงโกลานจากซีเรีย ยึดบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและเยรูซาเลมจากจอร์แดน)

ในปี 2014 ความขัดแย้งชุดนี้นำไปสู่สงคราม ซึ่งมีระยะเวลานานถึง 50 วัน และจบลงด้วยการหยุดยิง

และในปี 2018 ชาวปาเลสไตน์ได้เปิดการประท้วงที่ชายแดนกาซา-อิสราเอล และมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

จึงน่าติดตามว่าความขัดแย้งนี้ในปี 2019 จะขยายตัวเพียงใด

และจะนำไปสู่การขยายปฏิบัติการของกลุ่มฮามาส (Hamas) เพียงใดด้วย

6)การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

แม้วิกฤตนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีจะลดระดับลง ทั้งจากการพบกันของผู้นำสองเกาหลี และตามมาด้วยการพบของผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือที่สิงคโปร์

แต่ปัญหาการปลดอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เว้นแต่มีความชัดเจนที่ไม่มีการยิงขีปนาวุธและไม่มีการทดลองนิวเคลียร์

แต่ก็มีสัญญาณบวกที่จะมีการพบของผู้นำระดับสูงสุดอีกครั้ง จึงน่าสนใจว่าปัญหานิวเคลียร์เกาหลีในปี 2019 จะคลี่คลายไปในทางบวกได้มากน้อยเพียงใด

แม้ในปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายยังแสดงออกด้วยการใช้คำพูดตอบโต้กัน

7)ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

การอ้างกรรมสิทธิ์ของอาณาเขตในทะเลจีนใต้เป็นปัญหาตกทอดมาอย่างยาวนานในภูมิภาค และจีนมีท่าทีที่ไม่ประนีประนอมกับข้อเรียกร้องของรัฐที่เกี่ยวข้อง (ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม)

และจีนพยายามขยายสิทธิของการครอบครอง ตลอดรวมถึงการขยายอำนาจทางทหารในหมู่เกาะเหล่านี้

จนทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงผลกระทบเรื่อง “เสรีภาพของการเดินทะเล” (freedom of navigation) เช่น ในเดือนตุลาคม 2018 เรือรบอเมริกันเกือบกระทบกระทั่งกับเรือรบจีน

แน่นอนว่าปัญหานี้จะดำรงอยู่ต่อไปในปี 2019

8)สงครามกลางเมืองที่ไม่จบ

สงครามกลางเมืองซีเรียซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2011 เป็นส่วนหนึ่งของ “อาหรับสปริง”

แต่เป็นอาหรับสปริงที่ไม่ประสบความสำเร็จ และพลิกกลับกลายเป็นสงครามกลางเมือง และสำทับด้วยการขยายตัวของสงครามก่อการร้ายของ “กลุ่มรัฐอิสลาม” จนเป็นหนึ่งในสงครามใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 364,371 คน และสูญหายประมาณ 156,000 คน (Syrian Observatory for Human Rights, August 2018)

สงครามนี้ทำให้มีการอพยพของประชาชนราว 12 ล้านคน และได้พาเอารัฐต่างๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย อิหร่าน ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล

แม้จากปี 2014 จะมีการเจรจาแล้วถึง 9 ครั้ง และอาจจะมีแนวโน้มถึงความพยายามของสหประชาชาติที่จะยุติความรุนแรง

แต่ก็มีความกังวลว่าสงครามกลางเมืองชุดนี้จะยุติได้จริงเพียงใด ในอีกด้านจะเห็นถึงสงครามในเยเมน

เช่นเดียวกับกรณีของซีเรียที่เป็นผลพวงของอาหรับสปริง ความขัดแย้งที่ขยายตัวเป็นสงคราม และพารัฐมหาอำนาจในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องโดยอิหร่านสนับสนุนฝ่ายฮูติ (Houthi) และซาอุดีอาระเบียสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล และยังพากลุ่มก่อการร้ายทั้งอัลกอร์อิดะห์และกลุ่มรัฐอิสลามเข้าสู่พื้นที่ด้วย

และนัยของสงครามนี้มีความสำคัญเพราะที่ตั้งของเยเมนมีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์ ในการเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน

และแม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น แต่ก็มีความกังวลว่าความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นอีกในปี 2019 นี้

9)การถดถอยของกลุ่มรัฐอิสลามและการลดระดับของภัยคุกคามจากการก่อการร้าย

จากสถิติพบว่าโดยภาพรวมแล้ว การก่อการร้ายมีจำนวนลดลงในปี 2018 แม้จะยังมีการก่อเหตุเกิดขึ้นในยุโรปก็ตาม

อีกทั้งผลของการสูญเสียฐานที่มั่นหลักของกลุ่มรัฐอิสลามทั้งในอิรักและซีเรีย ทำให้ปฏิบัติการของกลุ่มลดลงอย่างมาก

แต่ก็มิได้หมายความว่าการก่อการร้ายจะไม่ก่อความรุนแรงขึ้นในปีนี้

โจทย์ของการก่อการร้ายยังคงเป็นประเด็นสำคัญไม่เปลี่ยนแปลงที่จะต้องติดตามในปี 2019

10)ผู้อพยพในเวทีโลก

ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของคนยังคงเป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดจากกรณีของยุโรปที่ผู้อพยพจากอิรัก ซีเรีย และประเทศแอฟริกาอื่นๆ พยายามที่จะเดินทางเข้ายุโรป

ในอีกด้าน ผู้อพยพจากอเมริกากลางก็พยายามที่จะเดินทางไปสหรัฐผ่านเม็กซิโก

และยังเห็นถึงผู้อพยพจากกรณีอื่นๆ ไม่ว่าจะในกรณีในแอฟริกา ตะวันออกกลาง เมียนมา และในยูเครน

ล้วนชี้ให้เห็นว่า 2019 จะยังคงเป็นปีที่ผู้อพยพเป็นประเด็นสำคัญในเวทีโลก

หรืออย่างน้อยก็เห็นได้ชัดจากการเมืองอเมริกันที่ทำเนียบขาวต้องการสร้างกำแพงปิดชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก เพื่อป้องกันผู้อพยพ

11)การขยายตัวของตลาดอาวุธระหว่างประเทศ

การค้าอาวุธเป็นธุรกิจที่มีความเติบโตต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่าปี 2017 เป็นปีที่ธุรกิจอาวุธขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่สาม และมีมูลค่าสูงถึง 398.2 พันล้านเหรียญอเมริกัน การขยายตัวของธุรกิจนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับรัฐมหาอำนาจทั้งสหรัฐ รัสเซีย จีน ชาติในยุโรป และรวมถึงประเทศผู้ผลิตอาวุธอื่นๆ

และทั้งยังโยงกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ

จนอาจคาดคะเนจากแนวโน้มของปีที่ผ่านได้ว่า ธุรกิจอาวุธในปี 2019 จะยังเติบโตต่อไป

12)สงครามไซเบอร์

นักสังเกตการณ์ยกให้ 2018 เป็นปีของสงครามไซเบอร์

และนักความมั่นคงร่วมสมัยถือว่า ภัยคุกคามด้านไซเบอร์เป็นภัยที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในปัจจุบัน

และคาดได้ว่าภัยนี้น่าจะรุนแรงขึ้นในปี 2019

หรืออาจกล่าวได้ในด้านหนึ่งว่า ไซเบอร์ได้กลายเป็นสนามรบที่สำคัญ (อาจจะสำคัญที่สุด) ในยุคปัจจุบัน

และการโจมตีด้านไซเบอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพ

13)ปีของโลกร้อนและไฟป่า

ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อเนื่อง

และ 2018 เป็นปีที่ร้อนสูงสุดเป็นปีที่สี่

และขณะเดียวกันเป็นปีที่เห็นถึงความรุนแรงของไฟป่าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก

จนกล่าวกันว่า 2018 เป็น “ปีของไฟป่า” เช่น ตัวอย่างของไฟป่าในแคลิฟอร์เนียที่รุนแรงมากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง หรือกรณีเมืองมาติของกรีซที่ถูกไฟป่าเผาทั้งเมือง เป็นต้น

สิ่งนี้ยังคงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกถึงอาการโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นนั่นเอง

14)กระแสสิทธิสตรีและกระแสความหลากหลายทางเพศ

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเปรียบเทียบว่า 2017 เป็นปีของความยุ่งยากเท่าๆ กับเป็นปีแห่งการต่อสู้ของขบวนการสตรี

และ 2018 ถือเป็น “ปีของผู้หญิง” (the year of women) และการเรียกร้องของสตรีได้รัยการยอมรับว่าเป็นกระแสหลัก

ดังเห็นได้ในหลายประเทศเช่นเดียวกับการเรียกร้องของกลุ่มหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น

ซึ่งในปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกกฎหมายการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

จึงน่าติดตามว่าปี 2019 กฎหมายนี้จะประสบความสำเร็จในประเทศใดอีกบ้าง

15)การก้าวสู่ยุค “หุ่นยนต์” และการเติบโตของ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI)

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจักรกลไร้มนุษย์ในรูปแบบของหุ่นยนต์ที่มาพร้อมกับการขยายตัวของการใช้ปัญญาประดิษฐ์

เป็นประเด็นสำคัญของความก้าวหน้าของวิทยาการของโลกปัจจุบัน

จนทำให้เห็นถึงการใช้หุ่นยนต์ที่มากขึ้นในอนาคต ที่ไม่ใช่มีแต่ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น

แต่มีการใช้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน

หรือในอีกด้านในทางทหารก็เห็นการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” ที่รับภารกิจทางทหารในด้านต่างๆ รวมทั้งการล่าสังหารด้วย ความก้าวหน้าเช่นนี้มีมากขึ้นทุกปี

และน่าสนใจว่า 2019 จักรกลไร้มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จะก้าวมากขึ้นอีกเพียงใด และอาจมีนัยถึงการตกงานของมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมในอนาคต… โลกกำลังก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่นั่นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ