bg-single

ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ : “ความแน่นอนบนความไม่แน่นอนของทรัมป์”

22.01.2017

“…วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งสู่อีกรัฐบาลหนึ่ง หรือจากพรรคหนึ่งสู่อีกพรรคหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากวอชิงตันดีซีเพื่อให้อำนาจกลับคืนกับคุณ-ประชาชน…”

“เสียงของคุณ ความหวังของคุณ และความฝันของคุณจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของอเมริกา ความกล้าหาญ ความดี และความรักจะเป็นเครื่องนำทางให้พวกเราตลอดไป พวกเราจะทำให้อเมริกาเข้มแข็งอีกครั้งด้วยกัน พวกเราจะทำให้อเมริการ่ำรวยอีกครั้ง พวกเราจะทำให้อเมริกาภาคภูมิใจอีกครั้ง และพวกเราจะทำให้อเมริกาปลอดภัยอีกครั้ง และแน่นอนพวกเราจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

นี่คือบางส่วนจากสุนทรพจน์จากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งล้วนเน้นย้ำว่าการขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาคือชัยชนะของประชาชน คือการถ่ายโอนอำนาจที่เคยกระจุกตัวอยู่ภายใต้กลุ่มผู้มีอำนาจไม่กี่กลุ่มไปสู่คนจำนวนมาก และคือการยุติศักราชของนักการเมืองที่เอาแต่พูดแต่ไม่เคยทำ เสียที

แต่นอกจากคำกล่าวปลุกใจประชาชนภายใต้สโลแกนที่เขาใช้ในการหาเสียงคือ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) และ “อเมริกามาก่อน” (America First) นี้ เนื้อหาในสุนทรพจน์ของทรัมป์แทบไม่ได้กล่าวถึงนโยบายที่มีความชัดเจนมากกว่าก่อนได้รับเลือกตั้งแม้แต่น้อย

นโยบายที่พอจะคาดการณ์ได้จากสุนทรพจน์ของทรัมป์ คือสหรัฐฯ จะสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศเพื่อสร้างงานแทนที่จะปล่อยให้ประเทศอื่น “ขโมย” ความร่ำรวยจากการลงทุนในต่างประเทศไป นอกจากนี้สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการสร้างและปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศ

ส่วนด้านความมั่นคง สหรัฐฯ จะลดการให้ความช่วยเหลือเพื่อปกป้องมาตุภูมิของประเทศอื่นๆ และให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศตัวเองมากขึ้น เมื่อฟังถึงตรงนี้ ประเทศที่น่าจะร้อนๆ หนาวๆ มากที่สุดจากการตัดลดความช่วยเหลือคงจะหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศนาโต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพิงทรัพยากรด้านการทหารของสหรัฐฯ อย่างสูง ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ จะเปิดความสัมพันธ์และสร้างพันธมิตรใหม่ๆ (ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าจะรวมถึงการสานสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย) เพื่อทำลายรัฐอิสลาม (IS) ให้สิ้นซากไปจากโลก

ถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าทรัมป์จะกล่าวถึงนโยบายของตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงเนื้อหาเรื่องนโยบายกินสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับวาทกรรมคืนอำนาจให้ประชาชนและการเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือเพื่อทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อเปรียบเทียบกับสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสองครั้งในปี 2009 และปี 2013 สุนทรพจน์ของโอบามา แม้ว่าจะไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเท่ากับการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสที่มีขึ้นในเวลาต่อมา แต่ก็มีความชัดเจนมากกว่านโยบายของทรัมป์ไม่น้อย

ในปี 2009 โอบามาขึ้นรับตำแหน่งด้วยการประกาศสร้างอเมริกาขึ้นใหม่ (Remaking America) จากความบอบช้ำของวิกฤติเศรษฐกิจ และการทุ่มเทงบประมาณในการทำสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถาน แม้การให้น้ำหนักประเด็นต่างๆ ของโอบามาจะไม่ได้ต่างจากทรัมป์นั้นไม่ได้ต่างกันมาก เนื่องมาจากความกังวลของประชาชนในช่วงระยะ 8 ปีที่ผ่านมานั้นยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจและความตกต่ำในระดับระหว่างประเทศของสหรัฐฯ

ในขณะที่ทรัมป์โทษการลงทุนในต่างประเทศ เน้นการนำเอา “พรมแดน” กลับคืนมา และสร้างอเมริกาขึ้นใหม่ด้วย “ฝืมือชาวอเมริกันและแรงงานชาวอเมริกัน” โอบามาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพประชาชนด้วยการพัฒนาคุณภาพของระบบสาธารณสุขและปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของโลกสมัยใหม่ ในปี2013 โอบามาเขยิบมาเน้นการพัฒนาชนชั้นกลางและคนเข้าเมือง และให้ความสำคัญกับไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และธำรงตำแหน่งผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลกเอาไว้

แต่ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือในสุนทรพจน์ของทรัมป์ แม้จะกล่าวถึงประชาชน คน และชาวอเมริกันอยู่หลายวรรคหลายตอน แต่ไม่มีตอนไหนที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับ “ปัจเจกชน” ซึ่งแตกต่างจากสุนทรพจน์ของโอบามาทั้งสองครั้ง ที่เลือกใช้คำว่าหญิง ชาย ปัจเจกมากกว่าการเหมารวม เท่ากับว่าเป็นการให้ค่ากับศักยภาพและปัญหาของบุคคลแต่ละคนในฐานะปัจเจกซึ่งมีประสบการณ์แตกต่างกันและอาจจะมีมีรสนิยมในทางการเมืองต่างกันด้วย ในขณะที่ทรัมป์เลือกมองประชาชนในฐานะกลุ่มก้อนที่มี “ความเหมือน”เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัมป์จึงละเลยคนจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ผู้สนับสนุนทรัมป์ กลุ่มคนกลุ่มนี้มีอยู่จริง เห็นได้จากการประท้วงที่เกิดขึ้นพร้อมกับพิธ๊สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และเมื่อการมองของทรัมป์คือการจัดประเภทว่าใครอยู่ในกลุ่มตัวเองและใครไม่ได้อยู่อย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือความเข้าใจผิดว่าชาวอเมริกันทุกคนเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่สุนทรพจน์ของทรัมป์เน้นการเร้าอารมณ์มากกว่าการแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพราะเขาได้เหมาเอาแล้วว่าคนที่อยู่ในกลุ่มมองเห็นอนาคตของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน

จริงอยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกแฝงอยู่ในการกล่าวสุนทรพจน์ทางการเมืองทุกครั้งอย่างเป็นปกติ แต่จากสุนทรพจน์ของทรัมป์ดูเหมือนจะสหรัฐฯ กำลังจะเคลื่อนตัวสู่ยุคที่มี “ความหวัง” ในปี 2009 สู่ยุคแห่ง “ความกลัว” ในปี 2017 กลัวที่จะถูกประเทศอื่นเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจ กลุ่มถูกแย่งงาน กลัวชาวต่างชาติ กลัวคนเข้าเมือง กลัวว่าตัวเองจะเสียบทบาทการเป็นผู้นำ และเมื่อความกลัวเป็นแรงขับในการออกนโยบายเช่นนี้ ความไม่แน่นอนจึงตามมา เหมือนกับคนเราเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็อาจจะตัดสินใจในแบบที่อาจไม่ทำในเวลาปกติก็เป็นได้

หมายเหตุ : ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์  อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้