ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ : “ความแน่นอนบนความไม่แน่นอนของทรัมป์”

“…วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งสู่อีกรัฐบาลหนึ่ง หรือจากพรรคหนึ่งสู่อีกพรรคหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากวอชิงตันดีซีเพื่อให้อำนาจกลับคืนกับคุณ-ประชาชน…”
“เสียงของคุณ ความหวังของคุณ และความฝันของคุณจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของอเมริกา ความกล้าหาญ ความดี และความรักจะเป็นเครื่องนำทางให้พวกเราตลอดไป พวกเราจะทำให้อเมริกาเข้มแข็งอีกครั้งด้วยกัน พวกเราจะทำให้อเมริการ่ำรวยอีกครั้ง พวกเราจะทำให้อเมริกาภาคภูมิใจอีกครั้ง และพวกเราจะทำให้อเมริกาปลอดภัยอีกครั้ง และแน่นอนพวกเราจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
นี่คือบางส่วนจากสุนทรพจน์จากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งล้วนเน้นย้ำว่าการขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาคือชัยชนะของประชาชน คือการถ่ายโอนอำนาจที่เคยกระจุกตัวอยู่ภายใต้กลุ่มผู้มีอำนาจไม่กี่กลุ่มไปสู่คนจำนวนมาก และคือการยุติศักราชของนักการเมืองที่เอาแต่พูดแต่ไม่เคยทำ เสียที
แต่นอกจากคำกล่าวปลุกใจประชาชนภายใต้สโลแกนที่เขาใช้ในการหาเสียงคือ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) และ “อเมริกามาก่อน” (America First) นี้ เนื้อหาในสุนทรพจน์ของทรัมป์แทบไม่ได้กล่าวถึงนโยบายที่มีความชัดเจนมากกว่าก่อนได้รับเลือกตั้งแม้แต่น้อย
นโยบายที่พอจะคาดการณ์ได้จากสุนทรพจน์ของทรัมป์ คือสหรัฐฯ จะสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศเพื่อสร้างงานแทนที่จะปล่อยให้ประเทศอื่น “ขโมย” ความร่ำรวยจากการลงทุนในต่างประเทศไป นอกจากนี้สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการสร้างและปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศ
ส่วนด้านความมั่นคง สหรัฐฯ จะลดการให้ความช่วยเหลือเพื่อปกป้องมาตุภูมิของประเทศอื่นๆ และให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศตัวเองมากขึ้น เมื่อฟังถึงตรงนี้ ประเทศที่น่าจะร้อนๆ หนาวๆ มากที่สุดจากการตัดลดความช่วยเหลือคงจะหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศนาโต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพิงทรัพยากรด้านการทหารของสหรัฐฯ อย่างสูง ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ จะเปิดความสัมพันธ์และสร้างพันธมิตรใหม่ๆ (ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าจะรวมถึงการสานสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย) เพื่อทำลายรัฐอิสลาม (IS) ให้สิ้นซากไปจากโลก
ถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าทรัมป์จะกล่าวถึงนโยบายของตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงเนื้อหาเรื่องนโยบายกินสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับวาทกรรมคืนอำนาจให้ประชาชนและการเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือเพื่อทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อเปรียบเทียบกับสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสองครั้งในปี 2009 และปี 2013 สุนทรพจน์ของโอบามา แม้ว่าจะไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเท่ากับการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสที่มีขึ้นในเวลาต่อมา แต่ก็มีความชัดเจนมากกว่านโยบายของทรัมป์ไม่น้อย
ในปี 2009 โอบามาขึ้นรับตำแหน่งด้วยการประกาศสร้างอเมริกาขึ้นใหม่ (Remaking America) จากความบอบช้ำของวิกฤติเศรษฐกิจ และการทุ่มเทงบประมาณในการทำสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถาน แม้การให้น้ำหนักประเด็นต่างๆ ของโอบามาจะไม่ได้ต่างจากทรัมป์นั้นไม่ได้ต่างกันมาก เนื่องมาจากความกังวลของประชาชนในช่วงระยะ 8 ปีที่ผ่านมานั้นยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจและความตกต่ำในระดับระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
ในขณะที่ทรัมป์โทษการลงทุนในต่างประเทศ เน้นการนำเอา “พรมแดน” กลับคืนมา และสร้างอเมริกาขึ้นใหม่ด้วย “ฝืมือชาวอเมริกันและแรงงานชาวอเมริกัน” โอบามาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพประชาชนด้วยการพัฒนาคุณภาพของระบบสาธารณสุขและปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของโลกสมัยใหม่ ในปี2013 โอบามาเขยิบมาเน้นการพัฒนาชนชั้นกลางและคนเข้าเมือง และให้ความสำคัญกับไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และธำรงตำแหน่งผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลกเอาไว้
แต่ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือในสุนทรพจน์ของทรัมป์ แม้จะกล่าวถึงประชาชน คน และชาวอเมริกันอยู่หลายวรรคหลายตอน แต่ไม่มีตอนไหนที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับ “ปัจเจกชน” ซึ่งแตกต่างจากสุนทรพจน์ของโอบามาทั้งสองครั้ง ที่เลือกใช้คำว่าหญิง ชาย ปัจเจกมากกว่าการเหมารวม เท่ากับว่าเป็นการให้ค่ากับศักยภาพและปัญหาของบุคคลแต่ละคนในฐานะปัจเจกซึ่งมีประสบการณ์แตกต่างกันและอาจจะมีมีรสนิยมในทางการเมืองต่างกันด้วย ในขณะที่ทรัมป์เลือกมองประชาชนในฐานะกลุ่มก้อนที่มี “ความเหมือน”เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัมป์จึงละเลยคนจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ผู้สนับสนุนทรัมป์ กลุ่มคนกลุ่มนี้มีอยู่จริง เห็นได้จากการประท้วงที่เกิดขึ้นพร้อมกับพิธ๊สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และเมื่อการมองของทรัมป์คือการจัดประเภทว่าใครอยู่ในกลุ่มตัวเองและใครไม่ได้อยู่อย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือความเข้าใจผิดว่าชาวอเมริกันทุกคนเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่สุนทรพจน์ของทรัมป์เน้นการเร้าอารมณ์มากกว่าการแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพราะเขาได้เหมาเอาแล้วว่าคนที่อยู่ในกลุ่มมองเห็นอนาคตของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน
จริงอยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกแฝงอยู่ในการกล่าวสุนทรพจน์ทางการเมืองทุกครั้งอย่างเป็นปกติ แต่จากสุนทรพจน์ของทรัมป์ดูเหมือนจะสหรัฐฯ กำลังจะเคลื่อนตัวสู่ยุคที่มี “ความหวัง” ในปี 2009 สู่ยุคแห่ง “ความกลัว” ในปี 2017 กลัวที่จะถูกประเทศอื่นเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจ กลุ่มถูกแย่งงาน กลัวชาวต่างชาติ กลัวคนเข้าเมือง กลัวว่าตัวเองจะเสียบทบาทการเป็นผู้นำ และเมื่อความกลัวเป็นแรงขับในการออกนโยบายเช่นนี้ ความไม่แน่นอนจึงตามมา เหมือนกับคนเราเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็อาจจะตัดสินใจในแบบที่อาจไม่ทำในเวลาปกติก็เป็นได้
หมายเหตุ : ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
