
การผลักดันให้ “คำสั่งที่ 66/2523” เข้าไปมีส่วนในการขับเคลื่อนเรื่อง “ปรองดอง”
ทำให้บรรยากาศ”ปรองดอง”คึกคักขึ้น
น่าสนใจก็ตรงที่ทั้งๆที่ “คำสั่งที่ 66/2523” เกิดขึ้นในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อันถือว่าเป็น “ยุคทหาร”
แต่คนที่ผลักดันกลับเป็น “พลเรือน”
คน 1 คือ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คน 1 คือ นายนิกร จำนง ซึ่งล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ในยุค “คำสั่งที่ 66/2523”
คนแรก เป็น “นักวิชาการ” ในทาง “เศรษฐศาสตร์”
คนหลัง ร่ำเรียนมาในทาง “รัฐศาสตร์” แต่ต่อมาก็เข้าสู่สนามทาง “การเมือง” เป็น ส.ส.พรรคเอกภาพ พรรคประชาชน และปักหลักอยู่พรรคชาติไทย
พวกเขาเป็น “อนุกรรมาธิการ” ในเรื่องปรองดองซึ่งแต่งตั้งโดย “สปท.”
หากสรุปตามสำนวน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยออกมากล่าวถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี”ก็ต้องว่า
”ขอเชียร์”
หากศึกษา “แถลง” อันมาจาก นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และ นายนิกร จำนง ก็จะประจักษ์
ประจักษ์ว่าเข้าใจ “คำสั่งที่ 66/2523″เป็นอย่างดี
”คำสั่งที่ 66/2523 ทำให้สงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลที่ยืดเยื้อมากว่า 30 ปียุติลงได้โดยการใช้นโยบายทางการเมือง”
เป็นบทสรุปจาก นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
”ส่วนวิธีการต้องคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากคู่ขัดแย้งต่างกัน”
เป็นบทสรุปจาก นายนิกร จำนง
ความน่าสนใจก็คือ บทสรุปนี้ “ต่อยอด” มาจากการศึกษาในเรื่องการปรองดองของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อีกทอดหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ คือ การส่งต่อ”ภูมิปัญญา”
คำสั่งที่ 66/2523 เป็นผลึกในทางปัญญาอันเกิดขึ้นในยุคที่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็น นายกรัฐมนตรี
ความสำเร็จ คือ สามารถยุติ”สงครามกลางเมือง”
นี่เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมยิ่งที่จะติดไปกับนามของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ว่าเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเมื่อเป็นประ ธานองคมนตรี
แต่ความสำเร็จนี้จะสามารถเกิดขึ้นในยุค “คสช.”หรือไม่
จำเป็นต้องติดตามว่า ข้อเสนออันมาจาก นายสังศิต พิริยะรัง สรรค์ และ นายนิกร จำนง ครั้งนี้จะมีผลสะเทือนมากน้อยเพียงใด
1 สะเทือนไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
1 สะเทือนไปถึงบรรดาสิ่งที่เรียกว่า “คู่ความขัดแย้ง”ที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมาถึงรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มากน้อยเพียงใด
หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน จะทานหรือจะทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา
