E-DUANG : บรรยากาศ”ปรองดอง” บรรยากาศ”ประชาธิปไตย”

เด่นชัดอย่างยิ่งว่า บรรยากาศ “ปรองดอง” จะปรากฏตัวออกมากับ
บรรยากาศ “ประชาธิปไตย”
ไม่ว่าจะต้องการ หรือ ไม่ต้องการ
สัมผัสได้จากการเสนอประเด็นยืนยันความจำเป็นต้องจัดการ ประชุมพรรคอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพราะต้องนำ “บทสรุป” ไปเสนอ
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เมื่อมีเสียงเรียกร้องในเรื่อง “ประชุมพรรค” ก็จะต้องถูกปฏิเสธ
ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือแม้กระทั่ง นายวิษณุ เครืองาม และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
แต่มาในบรรยากาศ “ปรองดอง”
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็บอกว่า สามารถทำได้บนฐานแห่งเหตุผลที่ว่า
“เขาคงไม่ได้ประชุมพรรค แต่ประชุมวงเล็ก”
แม้ว่าการยินยอมนี้จะมิได้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของคสช.แต่ก็เท่ากับยกเลิกไปโดยปริยาย
เป็นการยกเลิกเนื่องแต่ “ปรองดอง”
ความเป็นจริงที่จะต้องยอมรับร่วมกันก็คือ “ปรองดอง”ต้องมาพร้อมกับ “การเสวนา”
นั่นก็คือ จำเป็นต้อง “หารือ”
ไม่ว่าจะเต็มใจ ไม่ว่าจะไม่เต็มใจ แต่ “ปรองดอง”จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาดหากอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งการลิดรอน สิทธิและเสรีภาพ
พลันที่จำเป็นต้อง “เสวนา” และ”หารือ” ก็มีความจำเป็นต้องเปิดกว้าง
เปิดกว้างให้กับ “การเคลื่อนไหว”
เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้”ไฟเขียว”พรรคประชาธิปัตย์ได้ ประชุม “วงเล็ก”
นั่นหมายถึงโอกาสของ “พรรคเพื่อไทย”
เพราะหากมีแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่นัดประชุมได้ แต่ไม่ยอมให้พรรคเพื่อไทยทำ
นั่นหมายถึงเงาสะท้อนแห่ง “2 มาตรฐาน”
ก็ “2 มาตรฐาน”มิใช่หรือ คือเสียงตำหนิติฉินตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เต็ม 2 รูหูของ “คสช.”
การมาของการประชุมพรรคแม้จะเป็น “วงเล็ก” นั่นก็คือการทะลวงเข้ามาของพรรคการเมือง นั่นก็คือ การทะลวงเข้ามาของประชาธิปไตย
บรรยากาศ”ปรองดอง”จึงแตกต่างไปจากบรรยากาศ”ประชามติ”อย่างยิ่ง
“ประชามติ” มีการห้ามแสดงความเห็น”ต่าง”
แต่ “ปรองดอง” เปิดพื้นที่ให้กับความเห็น “ต่าง” อย่างคึกคักและเข้มข้น
