bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ | พุทธ-พราหมณ์-ผี หรือ ผี-พราหมณ์-พุทธ (1)

20.11.2019

สูตรสำเร็จอันหนึ่งในการพูดถึงพุทธศาสนาในเมืองไทยก็คือ “พุทธ-พราหมณ์-ผี”

แต่ทั้งสามชื่อนั้นล้วนกำกวมไม่ชัดเจนทั้งนั้นว่าหมายถึงความเชื่อและแบบปฏิบัติอย่างไรกันแน่ สมมุติกันว่าในศาสนาพุทธและพราหมณ์ ให้ถือว่าความเชื่อและแบบปฏิบัติที่ถูกตราไว้ในคัมภีร์คือมาตรฐาน แต่ที่เรียกว่า “คัมภีร์” ในสองลัทธิความเชื่อนี้มีความหลากหลายมาก แม้แต่ในกลุ่มเถรวาทที่อาศัยต้นแบบการฟื้นฟูพุทธศาสนาในลังกาเหมือนกันก็มีความแตกต่างหลากหลาย ต้องอาศัยการตีความของอาจารย์เพื่อทำให้ความหมายของคัมภีร์ที่หลากหลายนั้นมีเอกภาพ

และอาจารย์ระดับนั้นคงมีในสมัยโบราณหรอก แต่ท่านจะเผยแพร่ความหมายที่เป็นเอกภาพของท่านในวงกว้างได้อย่างไร ดังนั้น ถึงหากจะมีอาจารย์ดังกล่าวจริง ก็คงมีหลาย “สำนัก” ซึ่งสอนอะไรไม่ตรงกันนัก

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงก็เช่นเจ้าพระฝาง หรือสังฆราชแห่งเมืองฝาง (สวางคบุรีในอุตรดิตถ์ปัจจุบัน) สำนักของท่านสอนอะไรก็ไม่ทราบ แต่เป็นคำสอนที่ราชสำนักในภายหลังเห็นว่านอกรีต

ความเชื่อที่ถูกเรียกในเมืองไทยว่าศาสนาพราหมณ์ก็เช่นกัน เมื่อความเชื่อนั้นถูกขยายจากแหล่งกำเนิดในลุ่มน้ำสินธุออกไปภายนอก ก็ถูกตีความให้สอดคล้องกับความเชื่อท้องถิ่นจนกระทั่งเกิดแบบปฏิบัติที่แตกต่างกันมากมาย นักวิชาการอินเดียท่านหนึ่งชื่อศรีนิวาส ไม่เรียกการขยายลัทธิความเชื่อนี้ว่า Hinduization แต่เรียกว่า Sanskritization หรือการขยายภาษาสันสกฤต (และปรากฤต) ให้เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์นอกเขตลุ่มน้ำสินธุ เช่น ไปสู่อินเดียใต้ (และเลยไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พูดอีกอย่างหนึ่งคือไม่เกี่ยวกับความเชื่อเท่ากับยอมรับให้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์

ศาสนาผียิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่มีคัมภีร์กลางอะไรให้อ้างถึงเลย และมักถูกเหมารวมว่าคือความเชื่อในศาสนาพราหมณ์อยู่เสมอ

ดังนั้น เวลาเราพูดถึงพุทธแบบไทย จึงมีความหมายที่หลวมมาก เหมือนอะไรที่ถูกขยายด้วยคุณศัพท์ว่า “แบบไทยๆ” ทั้งหลายแหละครับ สื่อความได้แต่ว่า “แบบกู ไม่ใช่แบบมึง” เท่านั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ ทั้ง “กู” และ “มึง” ก็ไม่เคยหยุดนิ่งให้เรานิยามได้ชัดๆ สักที

ที่ผมสนใจเป็นพิเศษและอยากนำมาชวนคุยก็คือศาสนาผี และปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนาผีกับพุทธในเมืองไทย โดยเฉพาะเมื่อพุทธก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะผมมีความเห็นตรงกันข้ามกับนักวิชาการทั่วไปที่ถือเอาพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของศาสนาไทย โดยมีผีและพราหมณ์เป็นเปลือกห่อหุ้มอยู่บ้าง ผมกลับคิดว่า จะเข้าใจศาสนาไทยได้ดีกว่า หากถือเอาศาสนาผีเป็นแกนกลาง โดยมีพุทธและพราหมณ์เป็นเปลือกห่อหุ้มอยู่ภายนอก

แทนที่จะพูดถึงผีสางนางไม้และการเซ่นวักตั๊กแตนที่ปฏิบัติกันในท้องถิ่นต่างๆ จนทำให้ความเชื่อเรื่องผีไม่มีความเป็นเอกภาพที่พอจะบรรยายถึงอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ผมคิดว่าเราควรพยายามมองหา “หลักการ” ร่วมกันบางอย่างในศาสนาผี ที่ในทางพิธีกรรมอาจแตกต่างกันในท้องถิ่นต่างๆ เพราะ “หลักการ” เหล่านี้ต่างหากที่ต้องเผชิญกับ “หลักการ” ของศาสนาจากภายนอก และศาสนาผีหรือศาสนาภายนอกจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าหากันอย่างไร…

และผมอยากเตือนไว้ก่อนว่า ปรับสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้างด้วย

ประการแรก ในหลักการของศาสนาผีก็คือ สิ่งที่มีฤทธิ์มีอำนาจล้วนอยู่ภายนอกมนุษย์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือฤทธิ์และอำนาจที่อาจให้คุณและให้โทษล้วนอยู่ภายนอกทั้งสิ้น จิตวิญญาณหรือผีที่ทำให้ต้นตะเคียนมีฤทธิ์อำนาจ ไม่ได้เกิดในไม้ตะเคียนเอง แต่จรมาจากภายนอกต้นตะเคียน แล้วเข้าสิงให้ตะเคียนต้นนั้นมีอำนาจมากกว่าตะเคียนต้นอื่น

และนี่อาจเป็นเหตุผลให้เราไม่อาจเรียกศาสนาผีของไทยว่า animism ได้ในทุกความหมายของคำนี้ เพราะเจ้าแม่ตะเคียนไม่ได้เกิดกับต้นตะเคียนเอง (มีตะเคียนอีกหลายต้นที่ไม่มีเจ้าแม่) วัตถุสิ่งของหรือสัตว์และคนไม่ได้มี “ผี” หรือ “จิตวิญญาณ” อยู่ในตัว อย่างที่ใช้ในความหมายหลักของคำ animism

พระพุทธรูปสำคัญมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่ใช่เพราะเป็น “เจดีย์” หรือเครื่องรำลึกถึงพระพุทธเจ้า (เพราะพระพุทธรูปส่วนใหญ่ไม่ได้ “ศักดิ์สิทธิ์” เช่นนั้น มีเพียงบางรูปเท่านั้น) แต่เพราะผี (หรือเทพ) ที่รักษาพระพุทธรูปนั้นต่างหาก การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์จึงไม่เหมือนกัน เพราะผี (หรือเทพ) ที่รักษาพระพุทธรูปเป็นผีต่างตนกัน

เมื่อคนแต่ก่อนนำเอาไข่ต้มและปลาร้าไปถวายพระแก้วมรกต เขาไม่ได้ถวายองค์พระแก้วโดยตรง แต่เพราะพระแก้วประทับอยู่ในเวียงจันทน์มานาน ผี (หรือเทพ) ที่รักษาองค์พระแก้วจึงน่าจะเป็น “ลาว” ซึ่งชอบกินไข่ต้มกับปลาร้า พระพุทธรูปองค์อื่นก็ชอบอย่างอื่น เมื่อจะแก้บนก็ต้องถวายสิ่งอื่น นับตั้งแต่ละครชาตรี, ปี่พาทย์, หนังใหญ่ หรือ “ภักษาหาร” อื่นๆ

กราบพระกับกราบผีจึงเป็นเรื่องเดียวกัน

เทพเจ้าฮินดูนั้นเรานับถือมาก่อนรับพุทธศาสนาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แต่เราทิ้งเทพเจ้าฮินดูไม่ได้ เพราะตรงกับหลักในศาสนาผีของเราที่เชื่อในอำนาจภายนอก พิธีกรรมในราชสำนักซึ่งอ้างถึงเทพเจ้าฮินดูจำนวนมาก มีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นไม่ใช่เพราะตรงกับศาสนาพราหมณ์อย่างเดียว แต่สอดรับกับความเชื่อในศาสนาผีของประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขั้น “ปรมัตถ์” ของศาสนาต่างแดนทั้งสอง คือพราหมณ์และพุทธเชื่อว่า โดยการฝึกตนมนุษย์ก็จะมีฤทธิ์อำนาจขึ้นในตัว (นับตั้งแต่รวมเข้ากับพรหมหรือบรรลุพระนิพพาน เหาะเหินเดินอากาศและ ฯลฯ) ฤทธิ์อำนาจที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่มีเชื้ออยู่ในความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว จึงสามารถฝึกให้มันเจริญงอกงามขึ้นได้

ผมคิดว่าอำนาจมาจากภายนอกหรืออำนาจอยู่ภายในนี้เป็นความขัดแย้งหลักของศาสนาผีและศาสนาจากภายนอก หากจะเผชิญหน้ากันก็อยู่ตรงนี้ หากจะประนีประนอมกันก็อยู่ตรงนี้ ที่นักปราชญ์แต่ก่อนตำหนิพระ (บ้านนอก) ว่า เทศนาแต่เรื่องชาดก ที่จริงแล้วชาดกเป็นอาวุธต่อสู้กับศาสนาผีที่ตรงประเด็นที่สุด เพราะหากไม่เทศน์เรื่อง “ปรมัตถ์” แล้ว จะหาอะไรมาเทศน์ให้เห็นและยอมรับว่ามีอำนาจที่อยู่ภายในได้ดีไปกว่าชาดกเล่า

ในปัจจุบัน ขณะที่หลักการว่าอำนาจอยู่ภายในของพุทธสามารถยึดกุมพื้นที่การศึกษาทั้งของสงฆ์และฆราวาสได้อย่างเด็ดขาด แต่ในทางปฏิบัติของชีวิตประจำวัน หลักการอำนาจอยู่ภายนอกของศาสนาผีกลับปรากฏให้เห็นทั่วไป ครูที่สอนวิชาศีลธรรมพุทธในห้องเรียนอาจบูชาพระเครื่องไว้เต็มคอ พุทธเจดีย์ทั้งหลายถูกปฏิบัติเหมือนอำนาจภายนอกที่อาจโน้มนำเข้าสู่ตนได้ด้วยพิธีกรรมที่ถูกต้อง

หลังการปฏิรูปพุทธศาสนาที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่าศตวรรษในประเทศไทย ศาสนาพุทธและศาสนาผีก็อยู่คู่กันมา หลักการของพุทธเป็นหน้าเป็นตาให้เราเผชิญกับศาสนาอื่นๆ ได้ทั้งโลก ในขณะที่หลักการของศาสนาผีครอบงำวิธีคิดและการดำเนินชีวิตจริงของคนไทยส่วนใหญ่ต่อไป

แต่อำนาจจากภายนอกนั้นมีจริง โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ ซึ่งพุทธที่เป็นทางการไม่มีหนทางจะตอบสนองหรือจัดการนอกเหนือไปจากพิธีกรรม (เช่น สวดมนต์ข้ามปี, ไหว้พระเก้าวัด, ทำบุญประเทศ ฯลฯ) พระสงฆ์ไม่มีกิจที่จะลดการใช้ถุงพลาสติก, กระจายรายได้และโอกาส, พิทักษ์สิทธิของประมงชายฝั่ง หรือแรงงานข้ามชาติ, ต่อต้านการรัฐประหาร ฯลฯ อันล้วนเป็นอำนาจภายนอกที่คุกคามชีวิตคนไทยทั่วไป พุทธแบบไทยสอนให้สร้างอำนาจภายในด้วยการ “ปลง” ให้ได้เท่านั้น

หลักการประการที่สองของศาสนาผีคือ การนับถือบูชาผีบรรพบุรุษ

การนับถือผีบรรพบุรุษอาจเป็นความเชื่อสากล คือพบได้ในทุกวัฒนธรรมกระมัง หากทว่าในแต่ละวัฒนธรรมรูปแบบและเนื้อหาของลัทธินับถือบรรพบุรุษมีลักษณะเฉพาะ ไม่ตรงกันทั่วไป เช่น ผีบรรพบุรุษของไทยนั้นอยู่ใกล้ชิดกับลูกหลานตลอดเวลา อาจเข้ามาแทรกแซงในชีวิตลูกหลานได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ผีบรรพบุรุษของจีนจะสื่อสารหรือสัมพันธ์กับลูกหลานเฉพาะในวันสำคัญ เช่น ตรุษสารทหรือเช็งเม้ง

ในตำนานนิทานสร้างโลกของไท-ลาว ผีบรรพบุรุษของชนชั้นปกครองคือแถน ดังนั้น เมื่อคนเหล่านั้นสิ้นชีวิตลง ก็จะกลับไปอยู่บนฟ้าหรือกลับไปเป็นแถนอีก แต่ก็อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน เพราะในตำนานเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจืองบอกว่า เมื่อกลุ่มเจ้าเหล่านี้ดื่มเหล้าบนพื้นโลก เป็นธรรมเนียมที่จะชูจอกเหล้าขึ้นถวายแก่บรรพบุรุษแถน แล้วสาดเหล้าในจอกไปข้างหลัง ทั้งนี้ ยังไม่นับเรื่องแถนยกกองทัพมาช่วยลูกหลานรบกับข้าศึก

ความคิดเกี่ยวกับบรรพบุรุษของชนชั้นปกครองเช่นนี้ ทำให้สอดรับกับคติยกกษัตริย์ขึ้นเป็นอวตารของเทพเจ้าฮินดู ซึ่งเรารับจากราชสำนักกัมพูชา นอกจากกษัตริย์จะเสด็จ “สวรรคต” หรือไปสวรรค์แล้ว ยังมีการสร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์เพื่อสืบทอดอำนาจลงมาแก่ลูกหลาน ยังไม่นับที่อาจมีสาระของบรรพบุรุษสิงสถิตอยู่ใน pustaka (ภาษามลายูแปลว่ามรดกศักดิ์สิทธิ์) เช่น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหาเศวตฉัตร เป็นต้น

ส่วนผีบรรพบุรุษของสามัญชนแม้ไม่ใช่แถน แต่ก็อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลานเหมือนกัน ทุกครอบครัวล้วนมีผีเรือน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความประพฤติของลูกหลาน โดยเฉพาะด้านเพศและการเลือกคู่ ผีเรือนนั้นคือผีบรรพบุรุษแน่ แต่ดูเหมือนไม่ได้หมายถึงบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งชัดๆ เป็นบรรพบุรุษรวมๆ คือผีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ในหมู่บ้านยังอาจมีศาล “ผีปู่ย่า” ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษของกลุ่มตระกูลใหญ่ในหมู่บ้าน ถึงไม่มีศาลเฉพาะในหมู่บ้าน ก็อาจมีครอบครัวบางครอบครัวที่เป็น “เค้าผี” หรือเป็นต้นตอของผี ซึ่งสืบทอดทางสายผู้หญิง และเป็นศูนย์กลางสำหรับจัดงานบูชาประจำปีให้แก่สมาชิกของกลุ่มตระกูล แม้ได้อพยพออกไปถิ่นอื่นแล้ว

(ความใกล้ชิดระหว่างผีบรรพบุรุษกับลูกหลานในทัศนะของ Anthony Reid ใน Southest Asia in the Age of Commerce อาจเป็นลักษณะทั่วไปที่พบได้ในหลายวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

ความใกล้ชิดระหว่างผีบรรพบุรุษกับผีอื่นที่ดูแลสาธารณูปโภคของหมู่บ้าน มีหน้าที่สำคัญคือบังคับใช้กฎเกณฑ์ศีลธรรมทางสังคม จึงกำกับควบคุมความสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่บ้านให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ ผู้ที่ละเมิดกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็อาจถูกลงโทษ เสียค่าปรับ (เป็นเงินหรือแรง) เพื่อกลับคืนสู่ความสัมพันธ์เดิมได้ใหม่ โดยไม่ระคายเคืองแก่ทุกฝ่าย เป็นอำนาจภายนอกที่มีความสำคัญแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

แต่พุทธศาสนาแบบไทยที่ถูก “ปฏิรูป” แล้ว ตัดส่วนที่เป็นอำนาจภายนอกเช่นนี้ออกไป ทำให้พุทธแบบไทยขาดศีลธรรมทางสังคม (ในตัวคำสอนอาจมี แต่ไม่มีกลไกทางสังคมสำหรับการบังคับใช้ที่ได้ผล) ในขณะที่กลไกรัฐไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับศีลธรรมทางสังคมให้ได้ผล ผู้มีอำนาจจึงอาจยึดทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชุมชนไปใช้ส่วนตัว โดยไม่ต้องกลัวผี และไม่ต้องเกรงกฎหมาย พระเอาสมบัติของวัดไปขายแก่นักเล่นของเก่า เพราะ “เสื้อวัด” ไม่ทำงานเสียแล้ว และรัฐก็ไม่มีสมรรถนะจะทำงานแทนได้

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ก่องข้าวน้อยฆ่ารัฐบาล
ขายสิทธิ์เข้าถึง ‘ทรูธ โซเชียล’ เมื่อ ‘ทรัมป์’ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ฝ่ายค้าน ซ้อมย่อย ลับมีดรอชำแหละ เวทีซักฟอก รบ. ‘อนุทิน’
ทรัมป์กับข้อจำกัดในสงครามเต็มพิกัดกับอิหร่าน
ถ้าโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น…เป็นระบบโจรโกงเลือก ส.ว.จะต้องเป็น…ระบบมหาโจร
มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เมื่อความคาดหวังทะลุเพดาน คำถามตัวโตๆ ถึง ‘ตัวการใหญ่’ รัฐบาลต้องตอบ!
E-DUANG | การตัดสินใจ เดือนสิงหาคม 2566 การตัดสินใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(รัฐบาล) Ultra (ไม่) Smooth
‘ฟุตบอลศาสตร์’ ของ ‘ครูลูกหนังชาวสเปน’ | ปราปต์ บุนปาน
กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8