E-DUANG : ทิศทาง พัฒนา อนาคตใหม่ พรรคมวลชน กับ พรรคสภา

เริ่มเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่าปฏิบัติการทางการเมืองตั้งแต่ เรื่องเล็กๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆนับแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมเป็นต้นมามีแรงสะเทือนมาจาก ธนาธร อนาคตใหม่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆอย่างกรณี”สติกเกอร์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆอย่างกรณี”อิลลูมินาติ”
หรือแม้กระทั่งการเปิดหมวกอำลาพรรคประชาธิปัตย์เพื่อไปสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กระทั่งเกิดขบวน การสกัด”ลัทธิชังชาติ”ก็มีรากฐานมาจาก ธนาธร อนาคตใหม่
รวมถึงสถาบันบางสถาบันอันสัมพันธ์กับจิตวิญญาณของ”เปรตกู้” แนบแน่นก็มีแรงดาลใจมาจากการเกิดขึ้นของ ธนาธร อนาคตใหม่ อย่างมีนัยสำคัญ
เพราะเส้นทางของ ธนาธร อนาคตใหม่ คือ การปักธงความคิด
กระนั้น มีบทบาทหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังซึมลึกลงไปในกระ บวนการทางการเมือง กระบวนการของพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง มากเป็นลำดับ
นั่นก็คือ กระบวนการปักธง”พรรคมวลชน” เพื่อรุกไล่ต่อแนวทางอันเคยเป็น “พรรคสภา”
ความเป็นจริงอันเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนานก็คือ พรรคการเมืองของไทยเป็นพรรคในแนวทาง”พรรคสภา” มีบทบาทเฉพาะตอนเลือกตั้งเพื่อคัดสรร ส.ส.
ภายหลังการเลือกตั้งบทบาทจะไปอยู่ที่”รัฐสภา” และเมื่อมีการยุบสภาก็หวนกลับไปแสดงบทบาท หรือแสดงบทบาทก็เพื่อหวังที่จะได้รับเลือก วนเวียนอยู่แค่นี้
ขณะที่ภาระธุระของพรรคอนาคตใหม่คือการเน้นในเรื่อง”พรรคมวลชน” อาศัยพลังมวลชน พลังสมาชิกไปสถาปนาประชาธิปไตย
รูปธรรมหนึ่ง คือการนำเสนอระบบไพรมารี โหวต ไม่ว่าระดับชาติ ไม่ว่าระดับท้องถิ่น
รูปธรรมหนึ่ง คือ การเน้นระบบสมาชิกพรรค
รูปธรรมหนึ่ง คือ การขยายสาขาพรรค อาศัยสมาชิกพรรค อาศัยสาขาพรรคเป็นตัวควบคุมบทบาทของ ส.ส.
เพียง 1 ปีก็สามารถมีได้ในขอบเขตเกือบทั่วประเทศ
กิจกรรมของสาขาพรรคดำเนินไปอย่างเป็นอิสระและเริ่มมีศูนย์ในแต่ละจุด ตัวอย่างหนึ่งก็คือศูนย์อนาคตใหม่ ธนบุรี เป็นต้น
นี่คือการรุกในทางนามธรรมสู่รูปธรรมอันทรงพลังทางการเมือง
