
เหมือนกับทุก “การยุทธ์” ความสำเร็จจะวัดจากการเข้ายึด “พื้นที่” ทำลาย “ฐาน”และ”กำลัง”ของอีกฝ่าย
แต่จุดนี้ถือว่า “เบ็ดเสร็จ” หรือไม่
หากมองจากอนุสาสน์อันมาจาก”ซุนวู” หากมองจากอนุสาสน์อันมาจาก”เคลาซวิตซ์”
นั่นมิใช่ “ชัยชนะ” อย่างชนิด “เบ็ดเสร็จ”
“รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมไม่ มิต้องรบแต่สยบทัพข้าศึกได้จึงจะเป็นความยอดเยี่ยม ในความยอดเยียม”
จำได้หรือไม่
“การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองลงมาคือชนะด้วยการทูต รองลงมาคือชนะด้วยการรบ เลวสุดคือการตีเมือง ตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัย”
จำได้หรือไม่
ไม่ว่า”ซุนวู” ไม่ว่า”เคลาซวิตซ์”จึงเน้นอย่างหนักแน่นและจริงจังไปยัง
“จู่โจมเข้าที่ใจ”
เหมือนกับว่า “การยุทธ์” ในการจัดการกับปัญหา”ธรรมกาย”จะวางน้ำหนักไว้กับ “ดีเอสไอ”
“ตำรวจ”และ”ทหาร” เป็นฝ่าย “สนับสนุน”
ทั้งหมดจึงมาจาก “สมองก้อนโต” หากมิใช่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์ เมือง ก็น่าจะเป็น พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รักษ์ศักดิ์สกุล
หรือแม้กระทั่ง พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ
หรือแม้กระทั่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ซึ่งนั่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)
ท่านเหล่านี้อาจเคยเป็น “ตำรวจ”
แต่เมื่อมานั่งอยู่ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ “ดีเอสไอ”คำว่า “พิเศษ”ต่างหากที่สำคัญ
สำคัญอย่างยิ่งในการเขียนและกำหนด “แผน”
การเขียนและกำหนดแผนปฏิบัติการอาจมีจุดเริ่มมาจากลักษณะพิเศษของ “รูปคดี”
แต่เมื่อเป็นเรื่องของ “ธรรมกาย” ย่อมเป้นเรื่องของ”พระ”
และเมื่อเป็นเรื่องของ “พระ” เป็นเรื่องของ “วัด” ย่อมดำรงอยู่บนพื้นฐานแห่ง “ศาสนา”
ศาสนาเป็นเรื่องของ”ความคิด”
ความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา ย่อมเป็นเรื่องของ “ใจ” มิอาจแยกออกจาก “ใจ”ได้อย่างเด็ดขาด
ต่อให้ “ตำรวจ” ต้องติดอาวุธ ต่อให้”ทหาร”ต้องติดอาวุธ
แต่ “อาวุธ” ที่สำคัญมิใช่เอ็ม 16 หรือลูกระเบิด ตรงกันข้าม กลับจะเป็นอาวุธในทาง “ความคิด”
หากไม่เริ่มต้นจาก “ความคิด” ก็ลำบาก
เพราะ “การยุทธ์” อันเกิดขึ้นแล้วในสมรภูมิ”คลองหลวง”เป็น “การยุทธ์” อันมีลักษณะ “พิเศษ”
เป็น”การยุทธ์” ในทาง “ความคิด” ในทาง”ศาสนา”
