bg-single

เกษียร เตชะพีระ | THE CONSTITUTIONAL REFERENDUM DID NOT TAKE PLACE! (จบ)

17.04.2020

(เรียบเรียงขยายความจากคำอภิปรายของผมในการเสวนาวิทยานิพนธ์เรื่อง “การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559” ของคุณหทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 14 กุมภาพันธ์ ศกนี้)


ข้อคิดต่อยอดเพิ่มเติมทางการเมืองวัฒนธรรม :

– สัญศาสตร์ของคำว่าไทยๆ

ข้อความตอนหนึ่งในบทความสรุปสังเขปวิทยานิพนธ์ของคุณหทัยกาญจน์เรื่อง “การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559” ชี้ว่า “ประชามติแบบไทยๆ” กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องเชื่อมร้อยกับ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

ข้อความนี้กระตุกให้ผมฉุกคิดว่าพลังและหน้าที่อันมหัศจรรย์ของ adjective “ไทยๆ” คืออะไร?

ผมคิดว่าในทางสัญศาสตร์ (semiotics ศาสตร์ว่าด้วยความหมาย) อาจพูดขั้นต้นได้ว่า adjective “ไทยๆ” เป็นตัวปลดปล่อยคำหรือสัญญะ (signifiers) เดิม ไม่ว่าคำว่า “ประชาธิปไตย” หรือ “ประชามติ” ให้เป็นอิสระหลุดลอยจากความหมายดั้งเดิมในต้นฉบับตะวันตก (traditional signifieds)

ผลของมันก็คือ :

เราจึงได้ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” และ “ประชามติแบบไทยๆ” ซึ่งเป็นคำล่องลอย (free-floating signifiers)

ความหมายของมันที่ถูกทำให้หลากหลายออกไป ไม่ใช่มีแต่ความหมายเดิมตามแบบฉบับตะวันตก หากมีความหมายใหม่แบบไทยๆ เพิ่มเข้าไปด้วย (multiple signifieds) จะแปลว่าอะไรก็ตามที (ต้องถาม คสช.)

free-floating signifiers & multiple signifieds นำไปสู่ -> substituted referents (ของทดแทน) & incongruous practices (การปฏิบัติอันแปลกพิสดาร เมื่อเทียบกับแบบแผนการปฏิบัติที่ควรจะเป็นแต่เดิมของมัน)

ดังที่ถ้ายึดตามหลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติ 6 ประการ (ศ.นันทวัฒน์ บรมานันท์) แล้ว การปฏิบัติ “ประชามติแบบไทยๆ” ในปี พ.ศ.2559 ก็สอบผ่านแค่ 1 ข้อเท่านั้นเอง สอบตกไป 2 ข้อ และก้ำกึ่ง 3 ข้อ (ถึงปัจจุบัน มองอย่างคนฉลาดหลังเหตุการณ์ น่าจะตกถึง 4 ข้อด้วยซ้ำ)

– โครงสร้างความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

โครงสร้างความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย : จากอาการเหนื่อยล้าต่อความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายทางการเมือง (Political Conflict & Chaos Fatigue) เปลี่ยนไปเป็น -> อาการเหนื่อยล้าต่อความไร้ประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรมของอำนาจนิยม คสช. (NCPO Authoritarian Inefficiency & Illegitimacy Fatigue)

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้โหวตรับรองได้แก่โครงสร้างความรู้สึกของสังคมไทยที่รู้สึกเหนื่อยล้า (fatigue) กับความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายทางการเมืองของสงครามเสื้อสีในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ดังสะท้อนออกในคอมเมนต์ของนักการเมืองต่างฝ่ายที่เห็นตรงกันในประเด็นนี้คือ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง แห่งอดีตพรรคไทยรักษาชาติ กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ : (ดูล้อมกรอบ 1)

ผมคิดว่าอาการเหนื่อยล้าความขัดแย้งและความสับสนวุ่นวายทางการเมืองดังกล่าวนี้ เป็นโครงสร้างความรู้สึก (the structure of feelings) ของสังคมไทยช่วงสงครามเสื้อสีราวสิบปี (พ.ศ.2548-2557) ซึ่งไม่เพียงแต่มีส่วนช่วยให้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ผ่านโหวตรับรองมาด้วยเสียงข้างมากเท่านั้น แต่ยังช่วยค้ำจุนอำนาจเผด็จการของ คสช. ช่วงห้าปีหลังรัฐประหาร 2557 ไว้ด้วย

ทว่าผมเห็นว่าโครงสร้างความรู้สึกของสังคมไทยดังกล่าวกำลังเปลี่ยน ในย่างปีที่หกของอำนาจนิยม คสช. อาการเหนื่อยล้าของสังคมไทยต่อความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายทางการเมือง กำลังขยับเปลี่ยนไปเป็นอาการเหนื่อยล้าของสังคมไทยต่อความไร้ประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรมของอำนาจนิยม คสช. (NCPO Authoritarian Inefficiency & Illegitimacy Fatigue) แทน ดังแสดงออกในผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ดีเกินคาดของพรรคอนาคตใหม่ แฟลชม็อบ และการวิ่งไล่ลุงหลายจุดทั่วประเทศ

รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย

ก็แลโครงสร้างความรู้สึก (the structure of feelings) เป็นเรื่องของรุ่นคน (generation) และประสบการณ์เฉพาะรุ่น ผมคิดว่าอาการเหนื่อยล้าต่อความไร้ประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรมของอำนาจนิยม คสช. เกิดกับคนหนุ่มสาวรุ่นที่รับผลกระทบของสงครามเสื้อสีบ้างในตอนปลาย แต่เริ่มมีประสบการณ์และตื่นรู้ทางการเมืองเต็มที่ในช่วงการปกครองกว่าห้าปีของ คสช. ที่ผ่านมาเป็นหลัก (ดูภาพประกอบด้านบนจากมติชนรายวัน, 1 มีนาคม 2563)

ส่วนโครงสร้างความรู้สึกใหม่ของสังคมไทยดังกล่าวจะนำไปสู่ปรากฏการณ์ทางการเมืองอย่างไรต่อไปข้างหน้า เป็นคำถามที่รอคำตอบจากความเป็นจริงต่อไป

– คุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดของระบอบทักษิณต่อสังคมทุนนิยมไทย

เมื่อมองย้อนหลังแล้วคิดตรองจากงานวิทยานิพนธ์ของคุณหทัยกาญจน์กลับไป ผมคิดว่ากล่าวอย่างเลือดเย็นแล้ว คุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดของระบอบทักษิณต่อสังคมทุนนิยมไทยคือสถาปนาการยอมรับและหวงแหนความเสมอภาคทางการเมืองโดยรูปแบบ (formal political equality) หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากันในสังคมการเมืองไทย

ซึ่งนัยด้านกลับของมันก็คือช่วยสถาปนาการยอมรับและหวงแหนโดยนัยซึ่งความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจสังคมโดยเนื้อหา (substantial socio-economic inequality) ขึ้นในสังคมเศรษฐกิจไทยด้วย

นี่เป็นโจทย์ใหญ่และความสำเร็จสำคัญในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาสังคมทุนนิยมในโลก คือยอมรับหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน (ในทางรูปแบบการเมือง) แต่เพิกเฉยละเลยหรือยอมรับความเหลื่อมล้ำมหาศาลแบบไร้ขอบเขตทางเศรษฐกิจสังคม โดยไม่เฉลียวใจว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมนั้นในที่สุดสัมพันธ์อย่างแนบแน่นและส่งผลกระทบต่อความเสมอภาคทางการเมืองโดยรูปแบบ ในลักษณะที่ไปบั่นทอนกร่อนเซาะความเสมอภาคทางการเมืองในทางปฏิบัติจริงลงในที่สุด

ดังตัวอย่างของสังคมทุนนิยมอเมริกันที่นับวันมีนักวิชาการนักวิจารณ์ชี้ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าระบอบการเมืองอเมริกันเอาเข้าจริงไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นคณาธิปไตย (oligarchy) ของชนชั้นนายทุนใหญ่มากกว่า

ส่วนฐานคิดทางปรัชญาของเรื่องนี้มาจากคำวิพากษ์ของฌอง ฌากส์ รูสโซ ต่อสัญญาประชาคมแบบเสรีนิยมของจอห์น ล็อก ว่าเป็น “สัญญาหลอก” (fraudulent contract) ที่ชนชั้นเจ้าสมบัติทำกับคนจนส่วนใหญ่ในสังคม โดยตรึงคนจนไว้กับความจน และตรึงคนรวยไว้กับความรวย ปกป้องคุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ของสิทธิโดยธรรมชาติเหนือทรัพย์สินของบุคคลเอกชน (ดู ฌอง ฌากส์ รูสโซ, ความเรียงว่าด้วยต้นกำเนิดและรากฐานแห่งความไม่เท่าเทียมกันของมวลมนุษยชาติ, ศุภชัย ศุภผล, แปล, หน้า 69, 87-91)

หรือหากพูดจากภาษาแนวคิดทฤษฎีของกรัมชีก็คือ นี่เป็นการบรรลุหน้าที่ทางอุดมการณ์หรือการสถาปนาความยินยอมพร้อมใจ (consent) ของสังคมการเมืองหรือรัฐในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ซึ่งมีโครงสร้างอสมมาตรระหว่างสังคมการเมืองหรือรัฐ (coercion+consent) กับประชาสังคม (consent) นั่นเอง

คุณูปการของระบอบทักษิณอันนี้นี่แหละที่ คมช.และ คสช. กร่อนทลายลง ด้วย “ประชามติแบบไทยๆ” และ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” แต่กระนั้นมันยังคงตามหลอกหลอนพวกเขาอยู่มิเว้นวาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ