เกษียร เตชะพีระ : ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอกลักษณ์ทางศาสนา ข้อโต้แย้งในพระคัมภีร์?

(เรียบเรียงจากปาฐกถารีธ (The Reith Lectures) ประจำปี ค.ศ.2016 ของสถานีวิทยุบีบีซี ประเทศอังกฤษ เรื่อง “Mistaken Identities: Creed, Country, Color, Culture” (“ผิดฝาผิดตัว : ความเชื่อ, ประเทศชาติ, สีผิว, วัฒนธรรม” แสดงโดย ศาสตราจารย์ควาเม แอนโธนี อัพเพียห์ แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ตอนแรกว่าด้วยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอกลักษณ์ทางศาสนา)
สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นก็คือว่าเรื่องราวของตัวบทอันศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนจักรทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องราวของบรรดาผู้อ่านมันนั่นเอง กล่าวคือ มันเป็นเรื่องราวของการตีความที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และบ่อยครั้งก็กระทั่งปะทะขัดแย้งกันด้วย ยังมีกรณีทำนองนี้อีกมากหลายที่อาจเอ่ยถึงได้ อาทิ ข้อโต้แย้งว่าพระคัมภีร์อัลกุรอานกำหนดให้หญิงต้องปิดคลุมใบหน้าตนในสาธารณสถานหรือไม่, ท่าทีอันแตกต่างกันไปของคริสต์ศาสนานิกายต่างๆ ต่อเพศสัมพันธ์และการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันรวมทั้งบทบาทของผู้หญิงในฐานะนักบวช, ข้อถกเถียงในบรรดาชุมชนฮินดูสมัยใหม่ว่าพึงคิดถึงการร่วมเพศและกามารมณ์เช่นใดจึงจะถูกต้องสมควร เป็นต้น

พุทธศาสนิกบางคนไม่คิดว่าจะเคยมีกรณีที่ภิกษุณีมีสมณศักดิ์สูงกว่าภิกษุ ทว่า เอาเข้าจริงพุทธศาสนาเคยมีธรรมเนียมประเพณีอริยบุคคลที่เป็นสตรีย้อนหลังกลับไปแต่แรกเริ่ม ในพระสูตรวิมลเกียรตินิรเทศของพุทธศาสนา (นิกายมหายาน – ผู้แปล) อันมีอายุร่วมสองสหัสวรรษ เทพธิดาได้สำแดงอิทธาภิสังขารบันดาลให้พระสารีบุตรผู้เป็นสาวกแต่แรกเริ่มเดิมทีองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้ากลายเป็นตัวนางเทพธิดา คือเป็นหญิงเสียเอง แล้วนางก็กล่าวกับพระสารีบุตรว่า :
พระคุณเจ้าสารีบุตร ถ้าพระคุณอาจแปรเปลี่ยนรูปหญิงนี้ได้ สตรีทั้งปวงก็จักสามารถเปลี่ยนภาวะของเธอได้ เช่นกับพระคุณเองมิใช่เป็นสตรี แต่ก็สำแดงปรากฏเป็นรูปสตรีฉันใด สตรีทั้งหลายแม้จักปรากฏโดยรูปว่าเป็นหญิง แต่ความจริงแล้วก็หาสภาวะหญิงมิได้ฉันนั้น เพราะเหตุประการฉะนี้แล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สิ่งทั้งปวง ไม่มีสภาวะชาย ฤๅสภาวะหญิง
นักบุญปอลคนเดียวกับที่บอกว่าผู้หญิงควรเอาผ้าคลุมศีรษะเสียเวลาอยู่ในโบสถ์แต่ผู้ชายไม่ต้องนั้นได้กล่าวกับชาวกาลาเทียว่า : “จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” อีกทั้งพระคัมภีร์อัลกุรอานก็ได้เน้นในซูเราะฮ์อันขึ้นชื่อลือชา (33 : 35) ว่ามีรางวัลให้แก่การนอบน้อมภักดีต่ออัลลอฮสำหรับทั้งหญิงและชาย ซึ่งเป็นข้อความที่มักถูกอ้างอิงเพื่อย้ำถึงความเสมอภาคในขั้นมูลฐานระหว่างเพศ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาเหล่านี้หาได้พูดเป็นเสียงเดียวกันไม่ การยึดกุมพระธรรมคัมภีร์ได้อย่างถี่ถ้วนถ่องแท้นั้นจึงเป็นการรู้ว่าจะอ่านหยั่งยึดข้อความย่อหน้าไหนบ้างและจะอ่านผ่านเลยข้อความย่อหน้าไหนบ้างนั่นเอง
เมื่อเป็นเรื่องของการตีความแล้ว เราย่อมดูบริบทประกอบได้เสมอ ตอนที่นักบุญปอลบอกว่าผู้หญิงควรคลุมศีรษะในโบสถ์นั้น มันก็สมเหตุสมผลที่จะปุจฉาว่าธรรมเนียมการแต่งกายในเมืองโครินธ์สมัยของท่านนั้นเป็นเช่นใดเนื่องจากท่านกำลังมุ่งกล่าวกับชาวเมืองโครินธ์อยู่ หากการณ์ออกมาเป็นว่าไม่มีผู้หญิงที่น่านับถือในเมืองโรมันแห่งนั้นคนใดจะเที่ยวออกไปไหนต่อไหนโดยไม่คลุมศีรษะแล้ว ท่านก็พึงสรุปได้ดังที่คุณแม่ของผมสรุปว่าท่านควรแต่งกายให้น่านับถือตามมาตรฐานท้องถิ่นเวลาอยู่ในโบสถ์ และนั่นย่อมหมายถึงมาตรฐานของเมืองคูมาซีอันเป็นที่ซึ่งท่านไปโบสถ์ หากมิใช่มาตรฐานของฟิลกินส์อันเป็นหมู่บ้านในอังกฤษที่ท่านเติบใหญ่ขึ้นมา มิพักต้องกล่าวถึงมาตรฐานของเมืองโครินธ์ในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่งนู่น
หลักการเดียวกันก็ประยุกต์ใช้ได้แม้กระทั่งกับความผิดอาญาที่มีโทษประหาร คัมภีร์โตราห์กล่าวว่าพวกล่วงประเวณีต้องถูกขว้างหินใส่จนตาย กฎหมายของชาวยิวกำหนดให้โทษประหารต้องนำขึ้นสู่การพิจารณาของสภาซันเฮดรินอันเป็นศาลอุทธรณ์ของรับไบในวิหารที่กรุงเยรูซาเลม ในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่งนั้น เนื่องจากวิหารดังกล่าวถูกทำลาย สภาซันเฮดรินจึงมิได้ดำรงอยู่ ดังนั้น รับไบบางคนจึงบอกว่าในเมื่อไม่มีสภาซันเฮดริน ก็ไม่มีการลงโทษโดยการขว้างหินใส่ไปด้วย
ส่วนสำหรับชาวคริสเตียนนั้น ก็มีเรื่องเล่าในพระกิตติคุณของนักบุญยอห์นในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ว่าเมื่อพระเยซูถูกถามว่าจะอนุญาตให้เอาหินขว้างใส่หญิงที่ “ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่” หรือไม่
พระเยซูก็ตรัสตอบพวกฟาริสีว่าผู้ใดในพวกเขาที่ไม่มีผิดบาป ก็ให้ผู้นั้น “เอาหินขว้างเขาก่อน” เมื่อไม่มีผู้ใดในหมู่พวกนั้นยินดีที่จะเอาโทษนาง พระเยซูก็ตรัสว่าพระองค์ก็ไม่เอาโทษนางเหมือนกัน
กล่าวได้ว่าฉากตอนทำนองนี้หาได้สำแดงความหมายออกมาซึ่งหน้าไม่ ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีที่ใดในเรื่องเล่านี้เลยที่พระเยซูกล่าวปฏิเสธธรรมบัญญัติของโมเสสจริงๆ พระองค์จะกล่าวว่า “เราปฏิเสธธรรมบัญญัตินั้น” ก็ย่อมได้ แต่อันที่จริงในบทเทศน์บนภูเขา (หมายถึงคำกล่าวและคำสอนของพระเยซูเกี่ยวกับศีลธรรมที่ปรากฏในพระกิตติคุณของนักบุญมัทธิวบทที่ 5, 6 และ 7 ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ – ผู้แปล) นั้น พระเยซูตรัสว่าพระองค์มิได้มาเลิกล้างธรรมบัญญัติ แต่มา “ทำให้ (ธรรมบัญญัติ) สมบูรณ์ทุกประการ” ต่างหาก
นี่หมายความว่าอะไรหรือ?
การตีความสิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นนำพาชาว คริสเตียนย้อนกลับไปหาพระคัมภีร์โตราห์และเดินหน้าไปสู่นักบุญปอล เราย่อมคาดคิดได้เป็นธรรมดาว่าพระเยซูคงไม่ได้ทรงเห็นด้วยกับโทษประหารนักอย่างน้อยก็สำหรับข้อหาล่วงประเวณี เฉกเช่นเดียวกับรับไบบางคนในดินแดนปาเลสไตน์ในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง และเอาเข้าจริงเราก็อาจคาดคิดอย่างเดียวกันได้กับกรณีท่านนบีมูฮัมหมัดเนื่องจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน กำหนดให้ต้องมีพยานสี่คนในอันที่จะตัดสินเอาผิดหญิงฐานล่วงประเวณี (และลงโทษใครก็ตามที่กล่าวหาผู้อื่นเช่นนั้นโดยไม่มีพยานสี่คนมายืนยัน) เมื่อคำนึงถึงลักษณะความผิดที่ว่าแล้ว การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวก็เรียกว่าค่อนข้างสูงทีเดียว
(ผู้ฟังหัวร่อครืน)
ทุกวันนี้เราทุกคนต่างตระหนักรู้ถึงการตีความศาสนาอิสลามแบบต่างๆ ที่ถูกยึดกุมไปรองรับสนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อชาวมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม รวมทั้งเอาไปปลุกระดมการก่อการร้ายและการฆ่าฟันกันและการทำลายล้าง และอันที่จริงท่านก็สามารถหาพบแหล่งอ้างอิงในธรรมเนียมประเพณีมุสลิมที่ค้ำจุนความคิดเหล่านี้ได้ เพราะจะว่าไปแล้วท่านก็สามารถหาพบแหล่งอ้างอิงทำนองเดียวกันนั้นในธรรมเนียมประเพณีของศาสนาใหญ่ทั้งปวงได้เหมือนกันนั่นแหละ ความคิดที่ว่าเนื่องจากมีตัวบทมุสลิมบางที่พูดถึงสงคราม ฉะนั้น ชาวมุสลิมจึงต้องเข้าไปพัวพันกับการนองเลือดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นมันไม่ได้ฟังเข้าท่าไปกว่าคำกล่าวอ้างอย่างเดียวกันในกรณีธรรมเนียมศาสนาอื่นใดหรอก ถ้าจะเอากันอย่างนั้น ท่านเถียงไปเลยก็ได้เหมือนกันว่าเนื่องจากมีเพลงสวดสรรเสริญยอดนิยมของชาวคริสเตียนที่ขึ้นต้นว่า “เดินรุดหน้าไปเถิดทหารคริสเตียน” ฉะนั้น ชาวคริสเตียนทั้งหลายจักต้องต่อต้านสันติภาพนั่นปะไร เวลาที่พวกนักวิจารณ์ลัทธิเคร่งหลักศาสนามูลฐานบอกว่าเอกลักษณ์ทางศาสนาเรียกร้องต้องการความเชื่อที่แน่นอนตายตัวชุดหนึ่งหรือการอ่านพระธรรมคัมภีร์ที่แน่นอนตายตัวบางแบบนั้น พวกนักวิจารณ์เหล่านั้นเองนั่นแหละที่ตกหลุมความหลงผิดของพวกเคร่งหลักศาสนามูลฐานไปแล้วเสียฉิบ
การยึดมั่นถือมั่นแบบนึกฝันไปเองเหล่านี้จะไม่ช่วยชาวมุสลิมในประเทศอังกฤษหรือเพื่อนบ้านที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมของพวกเขาในการร่วมกันแสวงหารูปแบบการอยู่ร่วมกันที่ประสบความสำเร็จ ชาวมุสลิมในอังกฤษกำลังดำเนินชีวิตผ่านการทดลองสมัยใหม่ในลักษณาการต่างๆ ที่ส่วนใหญ่หาได้เป็นที่รับรู้ของบรรดาอูลามาอฺ (ผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม – ผู้แปล) ผู้กำหนดรูปโฉมความคิดของอิสลามเกี่ยวกับการเมืองไม่ เช่นเดียวกับชาวมุสลิมหลายแห่งในยุโรปและอเมริกาเหนือ พวกเขาได้เลือกตั้งหลักปักฐานถาวรในดินแดนที่ไม่ใช่มุสลิม
ในสภาพการณ์ใหม่นี้ คำถามทั้งหลายแหล่เรื่องเพศสภาพจะเป็นแค่การท้าทายส่วนหนึ่งเท่านั้น ในการเผชิญการท้าทายดังกล่าว การตระหนักรับว่าเอกลักษณ์ยืนนานอยู่ได้โดยผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือเอาเข้าจริงคือตระหนักรับเสียว่าเอกลักษณ์ยืนนานอยู่ได้ก็ด้วยการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ย่อมจะเป็นหลักหมายอันอำนวยประโยชน์สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง บรรดาเอกลักษณ์ทางศาสนาล้วนถูกเปลี่ยนแปลงไปผ่านประวัติศาสตร์เหมือนกับเอกลักษณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั่นแหละ ดังที่เราจะได้เห็นกันในปาฐกถาสามชิ้นถัดไปของผม
นั่นแหละคือวิธีการที่เอกลักษณ์ดังกล่าวอยู่รอดมาได้
หลายสัปดาห์ก่อนในหมู่บ้านไกลโพ้นแห่งหนึ่งในกานาซึ่งห่างไกลจากที่นี่มาก ผมพบตัวเองกำลังทำสิ่งที่ชาวแคว้นอาชันตีทำกันร่วมกับหัวหน้าชุมชนท้องถิ่นหลายคน กล่าวคือ รินเหล้าเซ่นสรวงบรรพชนของเรา
จอกหนึ่งเซ่นสรวงแด่ต้นตระกูลของคุณพ่อของผม ได้แก่อาโครมา-อัมพิม นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ผมกล่าวว่าปู่อาโครมา-อัมพิมได้โปรดมารับเหล้านี้ไปดื่มด้วย ส่วนอีกจอกหนึ่งเซ่นสรวงแด่คุณพ่อของผมเอง ผมกล่าวว่าพ่อโจได้โปรดมารับเหล้านี้ไปดื่มด้วย
ในหมู่ชาวแคว้นอาชันตี บรรพชนของท่านเป็นดวงวิญญาณที่อาจจะช่วยเหลือหรือขัดขวางท่านก็ได้ และท่านจึงหาอาหารและเครื่องดื่มมาให้บรรพชน ทั้งด้วยความเต็มอกเต็มใจและเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ การทำเช่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประจำวันเพราะชีวิตประจำวันคือที่ซึ่งท่านปฏิสัมพันธ์กับดวงวิญญาณทั้งหลาย ไม่มีใครถูกว่ากล่าวตักเตือนเรื่องศรัทธาชักจะคลอนแคลน เพราะไม่มีใครรู้สึกอยากได้ใคร่เป็นพวกนอกรีตนัก และคนส่วนใหญ่ (รวมทั้งบิชอปคาทอลิกและอิหม่ามชาวแคว้นอาชันตีด้วย!) ต่างก็ถือว่าวัตรปฏิบัติที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนสอดคล้องไปกันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับการแสดงความภักดีทางศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือคริสเตียน
มันเป็นจริงอย่างนั้นแน่ในกรณีคุณพ่อของผมเอง ท่านเป็นผู้อาวุโสของวิหารเมธอดิสท์เวสลีย์ที่เมืองคูมาซี ทว่า ความเชื่อนิกายเมธอดิสต์ของท่านก็ต้องอยู่กับข้อความจริงที่ว่าท่านเป็นชาวแคว้นอาชันตีด้วย และดังนั้น ยามใดที่คุณพ่อของผมเปิดขวดเหล้าซึ่งจัดได้ว่าบ่อยดีทีเดียว (ผู้ฟังหัวร่อครืน) ท่านก็จะเทหยดแรกๆ ออกมาเพื่อเซ่นสรวงดวงวิญญาณบรรพชนของท่านเองและวอนขอให้บรรพชนเหล่านั้นช่วยดูแลครอบครัวให้อยู่ดีมีสุขด้วย
ในทำนองเดียวกับที่ชาวอิตาเลียนคาทอลิกอาจวอนขอกับพระแม่มารีหรือชาวอินเดียมุสลิมอาจวอนขอกับนักบุญซูฟีที่ศาลเจ้า บรรดามิชชันนารีผู้แปลงศาสนาคุณปู่ของผมอาจบ่นว่าการทำเช่นนี้เป็นการหวนคืนไปสู่การเคารพรูปบูชา (idolatry) แต่คุณพ่อและคุณปู่ของผมคงเห็นว่าคำบ่นที่ว่านี้ช่างเหลวไหลไร้สาระ ฟิโลแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย (25 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ.50, นักปรัชญาชาวยิวโบราณผู้พยายามประสานปรัชญาศาสนายิวเข้ากับปรัชญากรีก – ผู้แปล) ระหว่างอรรถาธิบายชุดพระบัญญัติเล่มว่าด้วยการอพยพ (Exodus) ในพระคัมภีร์โตราห์ ก็มีข้อแนะนำอันกอปรด้วยวิจารณญาณที่ดีสำหรับพวกขี้บ่นเหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเพื่อจะจงรักภักดีต่อพระเจ้าของตน ท่านหาจำต้องประณามด่าว่าพระเจ้าของคนอื่นไม่ และฉะนั้นเองผมจึงไปปรากฏตัวอยู่ในหมู่บ้านบรรพชนของคุณพ่อของผมพลางรินเหล้าเซ่นสรวงเหล่านั้น
อันเป็นวัตรปฏิบัติที่ฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณแห่งชุมชนและสหธรรมิกเรา
ดังนั้นก็มีเรื่องหนึ่งแหละครับที่เราเห็นด้วยได้กับพวกเคร่งหลักศาสนามูลฐาน นั่นคือบรรพชนของเรานั้นช่างทรงพลังอำนาจเสียนี่กระไร ชั่วแต่ว่าพวกท่านหาได้ทรงพลังอำนาจในแบบที่พวกเคร่งหลักศาสนามูลฐานนึกฝันกันไปเองไม่ ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีใครเลยสักคนในหมู่พวกเราที่สร้างโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ขึ้นมาได้ใหม่หมดโดยไม่มีพื้นฐานเดิมใดๆ รองรับอยู่เลย ไม่มีใครเลยสักคนในหมู่พวกเราที่ประดิดประดอยคุณค่าและความยึดมั่นของเราขึ้นมาได้เว้นไว้แต่โดยผ่านการสานเสวนาหรือวิวาทะกับอดีต
แต่กระนั้นการสานเสวนาก็หาใช่การถูกกำหนดอย่างตายตัวไม่ ลงท่านคิดถึงเอกลักษณ์ทางความเชื่อในเชิงของวัตรปฏิบัติและชุมชนที่กลายพันธุ์ได้แทนที่จะเป็นชุดความเชื่ออันไม่แปรเปลี่ยนแล้ว ศาสนาก็จะกลายเป็นกริยามากกว่าคำนาม กล่าวคือ เอกลักษณ์จะถูกเผยตัวออกมาในฐานที่เป็นกิจกรรม หาใช่สิ่งของไม่ และธาตุแท้ของกิจกรรมนั้นย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง เห็นไหมล่ะครับว่าบรรพชนของเรานั้นช่างทรงพลังอำนาจอย่างที่ผมบอกนั่นแหละ พวกท่านกุมกำเราไว้ในลักษณาการต่างๆ โดยที่เราแทบไม่ตระหนักเอาเลย ทว่า ในระหว่างที่รินเหล้าเซ่นสรวงนั่นเองที่ผมพบว่าตัวเองครุ่นคิดไปว่าในปริมณฑลทางจริยธรรม – ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรมแห่งพลเมืองหรือศาสนานั้น – เราจำต้องตระหนักว่าสักวันหนึ่งตัวเราก็จะกลายเป็นบรรพชนด้วย ว่าเรานั้นหาได้แค่ดำเนินรอยตามธรรมเนียมประเพณีดุ่ยๆ ไปไม่ เราสร้างมันขึ้นด้วย ถือว่านั่นเป็นภาระและก็เป็นพรจากพระเจ้าด้วยเถิดครับ ขอบคุณ
(ผู้ฟังปรบมือ)
