bg-single

2 เมษา 2549 ตอนนั้น ไชยันต์ ไชยพร คิดอะไร ? ย้อนอ่านสัมภาษณ์เปิดใจ ฉีกบัตรเลือกตั้ง “ฉีก”ระบอบทักษิณ

02.04.2021

หลังจาก ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาไปเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 มีการประกาศให้เลือกตั้งในวันที่2เมษายน ด้วยบรรยากาศ ที่ไม่ได้คึกคัก เนื่งจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลางอื่นๆไม่ส่งผู้สมัครลง กระแสในช่วงนั้นผู้คนที่ไม่ชอบพรรคไทยรักไทยและนายกฯทักษิณ ต่างรณรงค์ให้กาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนหรือโหวตโน เพื่อแสดงออก

แต่สิ่งที่สร้างความฮืฮาได้มากที่สุด คือ บบรรยากาศที่หน่วยลือกตั้งที่ 62 เขตสวนหลวง โดยหนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. นายไชยันต์ ไชยพร อายุ 47 ปี หัวหน้าภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บัญชีหมายเลข 96 ได้เดินเข้าคูหาลงคะแนนและกาช่องไม่เลือกใคร ก่อนเดินถือบัตรลงคะแนนออกมาให้สื่อมวลชนดูพร้อมพูดว่า “ผมขอทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง” จากนั้นจึงฉีกบัตรเลือกตั้ง และยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งเดินมาควบคุมตัวแต่โดยดี

ต่อมา นิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1338 หน้า 14 มีบทความพิเศษของ ศัลยา ประชาชาติ สัมภาษณ์เปิดใจไชยันต์ ไชยพร”  : เหนือ”นิติ”มี”รัฐศาสตร์” “ฉีก”บัตรเลือกตั้ง”ฉีก”ฉีกระบอบทักษิณ” ว่า

“…ผม นายไชยันต์ ไชยพร อายุ 47 ปี รับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มา 14 ปี มีความยึดมั่นและพร่ำสอนให้ลูกศิษย์ได้เข้าใจและหวงแหนช่วยกันรักษาสิทธิเสรีภาพของตนในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดว่า เป็นระบอบที่ดียอมให้รัฐมีอำนาจจำกัดเท่าที่จำเป็น ส่วนการได้อำนาจและใช้อำนาจของผู้ปกครองนั้นก็จะถูกตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะอยู่ตลอดเวลา มาบัดนี้ ระบอบทักษิณได้ยักยอกและยึดครองประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิงแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงมติรับรองผู้นำเผด็จการเท่านั้น

…รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้สิทธิพื้นฐานแก่ชนชาวไทยไว้แล้ว ในมาตรา 65 ว่า หากมีการแสวงอำนาจรัฐโดยผิดวิถีทางของรัฐธรรมนูญพาประเทศเข้าสู่เผด็จการเมื่อใด คนไทยย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสงบได้ไม่เป็นความผิด ผมจึงขอปฏิเสธหน้าที่พลเมืองที่กำหนดไว้ในกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของผม โดยฉีกบัตรเลือกตั้งของผมเองในวันนี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่รักษาสิทธิของผมไว้ไม่ให้ถูกบิดเบือนไปเป็นอื่นได้”

การประกาศเจตนารมณ์พร้อมกับฉีกบัตรเลือกตั้งของ “รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร” หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2549 (ตำแหน่งในขณะนั้น) หน้าหีบบัตรเลือกตั้งหน่วยเลือกตั้งที่ 62 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ แขวง-เขตสวนหลวง กทม.สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพราะการที่อาจารย์สอนวิชาการเมืองการปกครอง ลงมือฉีกบัตรเลือกตั้ง เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ฝ่ากระแสระบอบทักษิณคงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมไทย

วันนั้นนักรัฐศาสตร์หนุ่ม ด็อกเตอร์ปริญญาเอก จึงกลายเป็นดาราที่อยู่ในความสนใจของคนในสังคม นักข่าวรุมตอมจองคิวสัมภาษณ์กันยาวเหยียด มีทั้งคนให้กำลังใจและคนที่วิพากษ์วิจารณ์

นับแต่วินาทีนั้นไป ชีวิตที่เคยปกติสุขขับรถออดี้ ฟังเพลงป๊อปของ “รศ.ดร.ไชยันต์” (ตำแหน่งในขณะนั้น)  ต้องเปลี่ยนไป เพราะต้องต่อสู้กับระบอบทักษิณ ขนาดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปักหลักชุมนุมมากว่า 2 เดือนยังไม่สามารถทำให้ระบอบทักษิณระคายเคืองได้เลย ยังยืนยันยึดคะแนนนิยม 16 ล้านเสียงกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง

รศ.ดร.ไชยันต์กล่าวว่า มาถึงวันนี้คงต้องให้ตำรวจเขียนสำนวนฟ้องให้เสร็จเรียบร้อยแล้วส่งไปให้อัยการ หากอัยการสั่งฟ้องก็ไปสู้กันในศาล โดยมีทีมกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายจากนิติศาสตร์จากทั่วประเทศช่วยกันระดมสมองวางรูปแบบว่าจะต่อสู้คดีอย่างไรต่อไป

ส่วนเนื้อหาในการสู้คดีที่จะชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร จะมีอาจารย์รัฐศาสตร์ หลายท่านมาร่วมกันจัดทำเป็นเอกสารออกมาเป็นชุดๆ ในประเด็นต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นข้อแคลงใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างการเป็นนักธุรกิจกับการเป็นผู้นำประเทศ และการยุบสภาที่ไม่ถูกต้อง

“การฉีกบัตรครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อใคร หรือทำเพื่ออะไร แต่เป็นความห่วงใยของตัวผมเอง ทำอย่างไรสิทธิหรือเสียงของผมจะไม่ถูกบิดเบือนหรือแปรปรวนไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัด ทำให้ไม่มั่นใจ ล่าสุด หลังจากผลการนับคะแนนเลือกตั้งเสร็จสิ้น การเลือกกาช่องไม่เลือกใครก็ยังถูกตีความว่าเป็นเพราะประชาชนอยากจะเลือกพรรคฝ่ายค้าน แต่พรรคฝ่ายค้านไม่ลงเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงเลือกกาช่องนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการรณรงค์มาตลอด ตั้งแต่มีหลังยุบสภาจนถึงการเลือกตั้งว่า ถ้าไม่เอาพรรคไทยรักไทยก็ให้กาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน

ส่วนของบัตรเสียก็เช่นกัน ตามกติกาคือบัตรเสีย แต่ถ้าจะดูเนื้อหาของบัตรเสีย คือการส่งเสียงเพื่อปฏิเสธ นายกฯ ทักษิณ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ตามกติกา คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็น ส.ส. แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส.ส.พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงข้างน้อยแต่ได้เป็น ส.ส. เพราะฉะนั้น การยึดกติกา โดยไม่คำนึงถึงหลักการ ปรัชญา อุดมการณ์ประชาธิปไตย

ผลที่ปรากฏคือผู้ที่ได้เป็น ส.ส. ในหลายเขต เป็นผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่าผู้ที่ไม่ประสงค์จะเลือกผู้ใด ถ้ายึดตามกฎหมายอย่างตายตัว คนเหล่านี้ก็คือผู้แทนราษฎร ตรงจุดนี่เองที่สะท้อนให้เห็นว่าความชอบธรรมกับกติกาไม่ไปด้วยกัน เป็นประชาธิปไตยตามอำเภอของนายกฯ ทักษิณ ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน” รศ.ดร.ไชยันต์ วิเคราะห์การเลือกตั้ง 2 เมษาฯ

เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ดร.ไชยันต์ ในฐานะหัวหน้าภาคการปกครองมองว่า วันนี้บ้านเมืองน่าห่วง สถานการณ์จะไม่ต่างจากช่วงก่อนเลือกตั้ง จะมีคนออกมาแสดงความไม่พอใจ ออกมาประท้วงรุนแรงขึ้น ผู้คนจะแบ่งภาคกันมากขึ้น อำนาจตามกฎหมายของรัฐบาลรักษาการณ์จะมีตามกระดาษที่เขียนไว้ แต่อำนาจความชอบธรรมที่มีคนเชื่อถือมีคนยอมปฏิบัติตามนั้นจะลดน้อยลง ความตึงเคียดจะเพิ่มมากขึ้น สังคมไทยจะเดินไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “สุญญากาศทางอำนาจการเมือง”

คนไทยจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิของตนเองคืน สิทธิในการปกป้องดูแลตัวเอง ทุกคนต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ในที่สุดอารยะขัดขืนก็อาจจะต้องเดินไปถึงจุดที่รุนแรง ดังเช่นที่ อาจารย์วสิษฐ เดชกุญชร เขียนบทความไว้ในมติชนว่า ถึงคราวที่สังคมไทยอาจจะต้องเดินไปสู่การปฏิวัติ

ดร.ไชยันต์กล่าวว่า ระบอบทักษิณตามหลักปรัชญาทฤษฎีการเมืองเรียกว่า ระบอบที่ผู้ปกครองบ้านเมืองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะจะมีภาพของอัศวินม้าขาว กับภาพผู้ปกครองที่ชั่วช้าเลวทรามและโหดร้าย ควบคู่กันไป ไม่ได้เป็นเผด็จการที่มีแต่กดขี่ผู้คนเหมือนกับเผด็จการธรรมดา แต่ทรราชจะมี 2 หน้า เพราะฉะนั้น จึงมีฐานของคนที่ชื่นชอบ และคนที่ไม่ชอบ เมื่อสังคมใด เข้าสู่สภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ แล้วกลไกการแก้ไขปัญหาที่เป็นกลไกตามปกตินั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะกลายเป็นวิกฤตที่รุนแรงมาก ผู้คนจะเริ่มท้อแท้และถวิลหาใครสักคนที่จะขึ้นมามีอำนาจในการที่จะจัดแจงเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย เป็นเรื่องของจิตวิทยาของมนุษย์

เมื่อนำเงื่อนไขเหล่านี้มาจับวิกฤตเมืองไทยเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคไทยรักไทยเริ่มก่อตั้ง ประกอบกับนายกฯ ทักษิณมีภาพลักษณ์ของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทุกคนก็คิดว่าเมื่อนายกฯ ทักษิณทำให้บริษัทของตัวเองรวยได้ขนาดนั้นก็น่าจะทำให้ประเทศชาติร่ำรวยขึ้นมาได้ และนายกฯ ทักษิณยังเป็นด็อกเตอร์จบจากเมืองนอก เคยผ่านการเรียนจากโรงเรียนนายร้อยมีเครือข่ายกับตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และยังมีภาพของอดีตสมาชิกพรรคพลังธรรมที่ใส ซื่อ บริสุทธิ์ ติดอยู่ด้วย ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งต้นปี 2544

สิ่งเหล่านี้คือแรงขับที่ทำให้นายกฯ ทักษิณทำอะไรต่างๆ โดยคิดว่าคือความชอบธรรม เมื่อผนวกเข้ากับความเป็นนักการตลาด นักธุรกิจที่ชอบใช้นโยบายประชานิยมเลี้ยงไข้รากหญ้าไปเรื่อยๆ คะแนนนิยมก็มากขึ้น ในที่สุด เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง สัญชาตญาณทรราชก็ออกมา นายกฯ ทักษิณรู้ว่าฐานเสียงคือคนส่วนใหญ่ที่จะทำให้เขาคงอยู่ได้ จึงใช้วิธีการโปรยเงิน มีนโยบายที่ไปเตะความรู้สึกของคนรากหญ้าทั้งหลายตลอดเวลา ประชาชนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้นายกฯ ทักษิณเป็นผู้ปกครองประเทศที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ส่วนจะเต็มตัวหรือไม่นั้นไม่รู้

นักรัฐศาสตร์หนุ่มกล่าวว่า ในประวัติศาสตร์จุดจบของผู้นำที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจมีอยู่ 3 อย่าง คือ ป่วยตาย แก่ตาย หรือไม่ก็ถูกคนใกล้ชิดทรยศแล้วฆ่าทิ้ง ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงต้องพบความยากลำบากในการที่จะโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ” เช่นปัจจุบัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ