เกษียร เตชะพีระ : เราเป็นพวกเดนตายจากการปฏิวัติ : ความในใจถึงพี่ยิ้มและอดีตสหายวัยโรยรา

เนื่องในโอกาสที่ “พี่ยิ้ม” หรือ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักประวัติศาสต์ชาวธรรมศาสตร์รุ่น 6 ตุลาฯ 2519 อายุครบ 60 ปี และถึงวาระเกษียณอายุราชการ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางพรรคพวกเพื่อนฝูงศิษย์เก่าธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกันได้จัดงานเลี้ยงสังสันทน์แสดงความยินดีเป็นกำลังใจให้เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ผมเผอิญติดปัญหาสุขภาพไม่ได้ไปร่วมงานสังสันทน์ ทว่า ค่าที่รู้จักมักคุ้นร่วมงานทั้งกิจกรรมและวิชาการกันมาร่วมสี่สิบปี จึงอยากนำข้อความบางตอนที่เคยเขียนถึง “พี่ยิ้ม” ระหว่างพี่ถูก ศอฉ. ภายใต้รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ นำตัวไปคุมขังชั่วคราวหลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต 2553
มาเล่าซ้ำในที่นี้…
“…ผมรู้จักพี่ยิ้มมานานตั้งแต่ครั้งเรียนหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกันที่ธรรมศาสตร์หลัง 14 ตุลาฯ 2516 ได้ผ่านประสบการณ์สารพัดมาด้วยกันไม่ว่ารัฐประหารและฆ่าหมู่ 6 ตุลาฯ 2519, เข้าป่าต่อสู้เผด็จการ, ออกจากป่ากลับมาเรียนหนังสือ, ทำงานฝ่ายข่าวต่างประเทศกอง บ.ก.หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจการเมือง ที่มีพี่วิชัย บำรุงฤทธิ์ เป็น บ.ก. และพี่ปรีดี บุญซื่อ เป็นหัวหน้าฝ่าย ฯลฯ
ก่อนจะแยกย้ายไปสอนหนังสือและเรียนต่อคนละที่ละทางโดยผมเข้าสอนที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ส่วนพี่ยิ้มเข้าสอนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ และไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ ครั้นกลับมาเจอกันที่เมืองไทย ก็ยังได้ร่วมงานวิชาการและกิจกรรมกันเป็นระยะสืบมา
ในฐานะเพื่อนเก่าแก่ ผมมีเรื่องอยากบอกเล่าเกี่ยวกับพี่ยิ้ม 2-3 อย่างคือ :-
1)
พี่ยิ้มเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพชั้นแนวหน้าและใส่ใจค้นคว้าวิจัยจริงจัง
ก่อนจะมาเป็นนักวิชาการ พี่ยิ้มเป็นนักหนังสือพิมพ์มาก่อน ผมเห็นว่าจุดเด่นคือพี่ยิ้มได้ใช้ทักษะสืบสวนสอบสวนแกะรอยเส้นสายสัมพันธ์ในกองทัพแบบนักข่าวสายทหาร มาประยุกต์วิเคราะห์เครือข่ายสายสัมพันธ์ของกลุ่มทหารในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ตั้งแต่คณะราษฎร 2475 มาจนถึงคณะรัฐประหาร 2490 และคณะปฏิวัติ 2501 ว่าแบ่งกลุ่มแบ่งสายเชื่อมโยงกับนักการเมืองพรรคฝ่ายต่างๆ รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวมวลชนอย่างไร
ผลงานค้นคว้าวิจัยที่ว่านี้ปรากฏเป็นวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตด้านประวัติศาสตร์ของพี่ยิ้มเรื่อง “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (พ.ศ.2491-2500)” ซึ่งเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ในปี พ.ศ.2532 และต่อมาตีพิมพ์เป็นเล่มชื่อ แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ.2491-2500) (พิมพ์ 2 ครั้งในปี พ.ศ.2534 และล่าสุด 2550)
ในฐานะที่ผมเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับขบวนการปัญญาชน-วัฒนธรรมฝ่ายซ้ายไทยในช่วงดังกล่าวเช่นกัน (Commodifying Marxism : The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958) ผมได้ใช้ประโยชน์จากงานของพี่ยิ้มในการค้นคว้าข้อมูลและเข้าใจการเมืองสมัยนั้นมาก และเห็นด้วยเต็มที่กับการประเมินของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในคำนำเสนอของหนังสือ แผนชิงชาติไทย ฉบับพิมพ์ครั้งหลังว่างานของพี่ยี้มเล่มนี้ :
“น่าจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุด ละเอียดลออที่สุด เป็นวิชาการที่สุดที่เรามีอยู่ในภาษาไทยเกี่ยวกับ “รัฐประหาร 2490” และ “ระบอบทหาร/ระบอบพิบูลสงคราม” กับการเมืองไทยในช่วง พ.ศ.2491-2500 อันมีอำมาตยาธิปไตยทหารเป็นผู้นำ”
งานค้นคว้าวิจัยและเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในชั้นหลังของพี่ยิ้ม ก็พยายามสืบสานต่อจากที่ทำไว้เดิมโดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ขบวนการสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในประเทศไทยและระดับโลก, ขบวนการนักศึกษาประชาชนช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516, การรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519, การเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนและความขัดแย้งแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยหลัง 6 ตุลาฯ เป็นต้น (ดูรายละเอียดได้ที่ www.arts.chula.ac.th/~history/viewteacher.php?id=5)
และยังมีวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของพี่เรื่อง “Portuguese Lancados in Asia in the sixteenth and seventeenth centuries” (ค.ศ.1998) กล่าวได้ว่าพี่ยิ้มน่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นปัจจุบันคนเดียวที่เรียนรู้ภาษาโปรตุเกสและค้นคว้าวิจัยประวัติความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสสมัยอยุธยามาโดยตรง
2)
พี่ยิ้มเป็นผู้รักความเป็นธรรมและสังคมประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่มั่นคง
ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะประสบการณ์ครบเครื่องในอดีตในฐานะ “คนเดือนตุลาฯ”, ประกอบกับศรัทธามั่นคงต่ออุดมการณ์สังคมประชาธิปไตย (social democracy) และความรู้ความเข้าใจบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยพุทธทศวรรษที่ 2490 อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น นอกจากสอนหนังสือและทำงานวิชาการแล้ว พี่ยิ้มก็ยังสนับสนุนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวบ้าน-ชุมชน-คนงานผู้เสียเปรียบและลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมเป็นนิจศีล ไม่ว่าสมัชชาคนจน, กลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์บ่อนอก-บ้านกรูด, คนงานหญิงไทรอัมพ์, พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย เป็นต้น
เดิมทีพี่ยิ้มก็คัดค้านนโยบาย และการกระทำบางด้านของรัฐบาลทักษิณ เช่น การส่งทหารไทยไปอิรัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฆ่าหมู่ที่ตากใบ เมื่อมีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณระยะแรก พี่ยิ้มจึงเห็นด้วย แต่พอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล หันไปเรียกร้องให้ถวายพระราชอำนาจคืนโดยอ้างมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2540 พี่ยิ้มก็รับไม่ได้และเปลี่ยนท่าที เพราะมันซ้ำรอยวิธีการที่พวกขวาจัด-อนุรักษนิยมในอดีตอ้างอิงสถาบันกษัตริย์สมัยรัชกาลที่ 7 มาขัดขวางทำลายเค้าโครงเศรษฐกิจแนวสังคมนิยมของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เมื่อปี พ.ศ.2476 และต่อมาก็ฉวยใช้กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 มาใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ปรีดี และก่อรัฐประหารโค่นระบอบประชาธิปไตยลงเมื่อปี พ.ศ.2490 อันเป็นบทเรียนเลวร้ายทางประวัติศาสตร์ที่พี่ยิ้มค้นคว้าศึกษามาโดยตรง
รัฐประหารของ คปค. เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ที่อ้างเหตุประการหนึ่งว่าเพราะรัฐบาลทักษิณกระทำการ “หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์” จึงย่อมเหมือนตอกย้ำลงไปว่าประวัติศาสตร์รัฐประหาร 2490 กำลังเกิดซ้ำรอยต่อหน้าต่อตาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
และทำให้พี่ยิ้มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารครั้งนั้นร่วมกับขบวนการ นปก.-นปช. ในที่สุด
3)
พี่ยิ้มเป็นคนซื่อตรงจริงใจต่อความเชื่อของตัวและมีท่าทีการเมืองแบบเดินสายกลาง
พี่ยิ้มเป็นคนจริงใจ ซื่อๆ ตรงๆ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพี่ก็เริ่มจากความเชื่อดังกล่าวข้างต้นอย่างบริสุทธิ์ใจ ทำไปตามความเชื่อและสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายที่พึงมี โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว บ่อยครั้งจึงอาจถูกเข้าใจผิด มองไปทางร้ายและเข้าเนื้อเสียหายได้ แต่เอาเข้าจริงพี่ยิ้มเป็นคนที่เดินสายกลาง หรือ moderate ทางการเมือง ไม่ได้ตั้งเป้าเรียกร้องอย่างสุดโต่งสุดขั้วหรือถอนรากถอนโคนแต่อย่างใด พูดจาโต้เถียงออกจะนิ่มๆ ทื่อๆ ตะกุกตะกัก ติดๆ ขัดๆ บ้างด้วยซ้ำไป
การที่ชื่อพี่ยิ้มไปโผล่หราในแผนผังเครือข่ายล้มเจ้าของ ศอฉ. จึงเป็นเรื่องชวนฮาเหลวไหลสิ้นดี เพราะเอาเข้าจริงยังมีนักวิชาการรายอื่นที่แสดงทรรศนะต่อต้านรัฐประหาร คปค. อย่างสุดโต่งสุดขั้วถอนรากถอนโคนดุเดือดเลือดพล่านเสียวไส้กว่าพี่ยิ้มมาก…
การเล่นรังแกพี่ยิ้มด้วยการเอาชื่อแกใส่แผนผังฯ, จับกุมคุมขัง และยึดหนังสือตำราวิชาการไม่ให้แกอ่านเตรียมสอนตามหน้าที่รับผิดชอบของอาจารย์ จึงสะท้อนลักษณะ “เจเล่” ของมันสมอง ศอฉ. ยิ่งกว่าอื่น
ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือวิธีการใช้อำนาจของคนที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเดียวกับผม!
ระหว่างนั่งรอรับยาหลังพบหมอเย็นวันหนึ่งที่ศิริราช ผมมาคิดว่าจะมีอะไรไปพูดในงานฉลองอายุครบ 60 ปีของพี่ยิ้ม หรือ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ บ้าง ระหว่างที่คิดก็รู้สึกว่าไม่อยากให้เป็นแค่การคุยความในใจถึงกัน 2 คน แต่อยากบอกผ่านเลยไปยังมิตรสหายร่วมประสบการณ์ของเราทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่และกำลังย่างเข้าวัยบั้นปลายเหมือนกันด้วย
ผมนึกอะไรออกมาได้บ้าง ก็จดโน้ตย่อใส่สมุดพกเล่มเล็กไว้ ขออนุญาตนำสิ่งที่จดไว้วันนั้นมาถ่ายทอดต่อสู่พี่ยิ้ม อดีตสหายวัยโรยรา และท่านผู้อ่านทั้งหลายได้อ่านกันดู…
“เราเป็นพวกเดนตายจากการปฏิวัติ
มากกว่าหนึ่งครั้งที่พระเจ้าอาจจะเอาชีวิตของเราไป
แต่ก็ปล่อยให้เรารอดมาได้
สำหรับผู้รอดชีวิตอย่างเราหลังการปฏิวัติ
คำถามก็คือจะดำเนินหรือเล่าชีวิตเราต่ออย่างไรจากตอนก่อน
ในสภาพที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องเขียนบทเอง
ในความหมายหนึ่ง เราก็เหมือนพวกเจได อัศวินในเรื่อง Star Wars
เป็นมนุษย์ที่มีประสบการณ์พิเศษ ถูกฝึกเป็นพิเศษ มีทักษะความชำนาญพิเศษ
มีพลังสร้างสรรค์สูง มีพลังทำลายมาก
อยู่ที่ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร เพื่อใคร
อายุปูนนี้แล้ว อยู่ในช่วงเริ่มชีวิตหลังเกษียณ พวกเราคงอยู่อีกไม่นาน
นั่นหมายความว่าต่อไปคงไม่มีคนอย่างพวกเราอีกแล้ว
เหมือนดังที่แต่ก่อน คนรุ่นคณะราษฎร 2475 หมดไป
คนรุ่นเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหมดไป
พวกเราก็คงจะหมดไปในไม่ช้า
ต่อไปก็คงมีคนพิเศษรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาอีก
แต่พวกเขาจะไม่เหมือนเรา
ไม่มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างเรา
ไม่มีจุดดี จุดบอดอย่างเรา
ไม่มีชัยชนะและความพ่ายแพ้อย่างเรา
ไม่มีสายตาที่มองโลกมองชีวิตอย่างเรา
พวกเขาจะแตกต่างออกไป
แล้วพวกเราล่ะจะใช้เวลาที่เหลือทำอะไร?…”
เสียงเรียกชื่อให้ผมไปชำระค่ายาและรับยาดังขึ้น ความคิดขาดตอนเพียงแค่นี้ เผื่อพี่ยิ้มหรือเพื่อนพ้องน้องพี่คนใดคิดออกจะเขียนต่อยังไง ก็เชิญนะครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
