‘องค์ทะไลลามะ’ที่ไม่กลับชาติมาเกิดที่ ‘จีน’ และเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในระบบการเมืองทิเบต


ขวาสุด-มาลิสสา มาธิสัน (Melissa Mathison) (Photo by MATT CAMPBELL / AFP)
มาลิสสา มาธิสัน ได้เคยสัมภาษณ์ท่านไว้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2544 มาลิสสาทูลถามท่านหลายประเด็น แต่ผู้เขียนเจาะนำมาเสนอเฉพาะที่เกี่ยวประเด็นการกลับชาติมาเกิดอีกของท่าน เนื่องจากประเพณีนี้รักษาไว้เฉพาะพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ซึ่งถือพระวินัยของมูลสรรวาสติวาท (มี รร สองตัวถูกต้องค่ะ มาจากคำว่า สรรพ)
องค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบัน ฉายาว่า “เท็นซิน กยัตโส” ท่านรับสั่งเสมอว่า ท่านเป็นพระภิกษุธรรมดา เวลาลงพระนาม ก็จะเขียนว่า พระภิกษุในพุทธศาสนา ไม่มีสมเด็จ ไม่มีมหาเถระ
ตำแหน่งทะไลลามะนั้น สืบเนื่องมาในประวัติศาสตร์ของทิเบตที่ผูกพันกับจีนมายาวนาน พระเจ้าแผ่นดินจีนทรงยกย่องพระอาจารย์ที่มีความสามารถรูปหนึ่งของทิเบตขึ้นเป็นทะไลลามะ ทะไลลามะองค์นั้น แสดงความเคารพอาจารย์ของท่านโดยการถวายเกียรติแก่อาจารย์ 2 ท่าน ก่อนหน้านั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสายทะไลลามะ
ความเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดแบบนี้ เรียกว่า reincarnation เช่นความเชื่อที่ว่า องค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบัน คือองค์ที่ 14 เป็นการกลับชาติมาเกิดขององค์ที่ 13 ในขณะที่ความเชื่อในพุทธศาสนานิกายอื่นๆ ยอมรับเพียง rebirth หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรมและวิบากกรรมของบุคคลแต่ละคน
การสรรหาและการยอมรับตลอดจนการแต่งตั้งองค์ทะไลลามะ เป็นไปโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยพระอาจารย์ผู้ใหญ่ ในบรรดพระอาจารย์เหล่านั้น ส่วนมากก็ล้วนแล้วแต่เป็นการกลับชาติมาเกิดขององค์ก่อนทั้งสิ้น

A painting by Kanwal Krishna dated probably in 1930s of young Dalai Lama (Photo by KANWAL KRISHNA / AFP)
ปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นตรงนี้ จีนซึ่งโดยทั่วไปไม่เชื่อเรื่องศาสนา เมาเซตุงเองเคยพูดกับองค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบันว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด แต่เรื่องการครองตำแหน่งผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตนั้นผูกติดมากับความเป็นผู้นำทางการเมืองด้วย ตำแหน่งทะไลลามะจึงเป็นตำแหน่งที่จีนต้องเข้ามากำกับ การที่องค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบันหลบหนีออกมาจากจีนได้ และมีความเป็นอิสระอยู่นอกเหนือการกำกับของจีนจึงเป็นเรื่องที่ทิ่มแทงหัวใจของจีนอย่างหนักหนาสาหัส
ดังนั้น หากทะไลลามะองค์ปัจจุบันสิ้นพระชนม์ลง แน่นอนจีนจะต้องประกาศว่าได้พบทะไลลามะกลับชาติมาเกิดแล้วในประเทศจีน เพื่อจีนจะได้กำกับบงการได้ ปัญหาการควบคุมชาวทิเบตที่ยังจงรักภักดีต่อทะไลลามะก็จะคลี่คลายไปได้อีกเปลาะหนึ่ง
การที่องค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบันจะต้องทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ เราได้รับทราบอย่างเป็นทางการว่า องค์ทะไลลามะทรงสละตำแหน่งผู้นำทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 และต่อมามีการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยคนที่ได้รับเลือกเป็นชาวทิเบตที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชาญฉลาดและรอบคอบ

(Photo by Lobsang Wangyal / AFP)
การกระจายอำนาจโดยที่ทะไลลามะรับผิดชอบเฉพาะเรื่องทางจิตวิญญาณนั้น เป็นการลดทอนความรับผิดชอบของทะไลลามะองค์ที่ 15 ที่จะมาในอนาคตไปด้วย
องค์ทะไลลามะ สร้างกรอบความคิดไว้อย่างชัดเจนที่จีนคงจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงว่า เนื่องจากองค์ทะไลลามะองค์ปัจจุบัน คือพระองค์ท่านทรงลี้ภัยอยู่นอกประเทศจีน เมื่อท่านสิ้นพระชนม์ไปแล้ว หากจะมีการค้นพบองค์ทะไลลามะองค์ที่ 15 ก็ต้องอยู่ในต่างประเทศเช่นกัน สมควรด้วยเหตุผล แต่จีนคงไม่ชอบนัก
นั่นหมายความว่า องค์ทะไลลามะองค์ที่ 14 ทรงลี้ภัยออกมาจากการจับกุมของจีนได้ ก็อย่าหวังว่าจะจับกุมองค์ทะไลลามะองค์ที่ 15 ได้ เพราะองค์ทะไลลามะองค์ที่ 15 ที่จะค้นพบก็จะไปเกิดอยู่นอกอาณาเขตของจีนเช่นกัน
เราคงจะจำได้ว่าตอนที่จะทรงลี้ภัยออกมาย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ.1959 นั้น องค์ทะไลลามะทรงถามเทพที่ดูแลธิเบตผ่านคนทรง ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ครั้งนั้น เทพตอบว่า ให้เสด็จทันที ท่านจึงตัดสินพระทัยโดยไม่ลังเล หลบหนีทหารจีน ออกมาแบบว่าใต้จมูกทหารจีนทีเดียว (อ่านเหตุการณ์นี้ที่ท่านเล่าเอง อยู่ในอิสรภาพในการลี้ภัย ที่ผู้เขียนแปลเป็นไทยนานแล้ว)
คราวนี้ก็เช่นกัน เมื่อท่านพิจารณาเรื่องการลาออกจากการเป็นผู้นำทางการเมือง เทพก็ถวายการสนับสนุน
ในประเด็นเรื่องภารกิจของพระองค์นั้น ท่านก็ยังทรงชัดเจนว่า ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ในสังคมมนุษย์ จะต้องเริ่มจากตัวเรา จากการกระทำของเราแต่ละคน เมื่อเรามีปัญหา เราจึงต้องมีการพูดคุยกัน ท่านทรงเห็นว่านั่นเป็นวิธีเดียวจริงๆ
ข้อสำคัญคือการวางอาวุธจากภายใน ความรับผิดชอบของเราจึงควรทำความสงบสุขให้เกิดขึ้นในโลกด้วยความกรุณา นี้เป็นความปรารถนาของท่าน แม้จะไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที แต่เราก็ต้องใช้ความพยายาม
ขณะนี้ สิ่งที่ท่านรับสั่งดูเหมือนว่า จะเป็นเพียงความคิด แต่ทุกมุมต้องใช้ความพยายามร่วมกัน จึงจะมีความเป็นไปได้ หากเราทำแล้ว แล้วมันไม่เกิด เราก็ไม่ต้องเสียใจ
เมื่อทูลถามว่าพระองค์ท่านรู้สึกอึดอัดพระทัยไหมที่มีผู้คนเริ่มพูดถึงทะไลลามะองค์ที่ 15 นั่นหมายถึงพูดถึงว่า เมื่อท่านสิ้นพระชนม์แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
ท่านรับสั่งว่า ไม่เดือดร้อนเลย ท่านเล่าว่า มีนักข่าวชาวฝรั่งเศสก็ถามท่านอย่างนี้เหมือนกัน ท่านทรงถอดฉลองพระเนตรเดินเข้าไปตรงหน้านักข่าวคนนั้น ให้เขาดูพระพักตร์ท่านใกล้ๆ แล้วถามเขาว่า “คุณดูหน้าอาตมภาพซิ แล้วคุณว่า ปัญหาที่เราจะคุยกันเรื่องการกลับชาติมาเกิดของอาตมภาพเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่”
ท่านเล่าแล้วก็ทรงพระสรวลตามสไตล์ของท่าน
ท่านทรงคิดว่า ตอนนี้ ท่านยังคงรอได้อีก 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เมื่อถึงตอนนั้นแล้วค่อยว่ากัน หากชาวทิเบตเองเห็นว่ายังจำเป็นต้องมีทะไลลามะ และยังอยากจะรักษาประเพณีสืบไป เขาก็จะใช้ประสบการณ์ในอดีตที่เขาสามารถศึกษาและไถ่ถามดูได้ เพื่อค้นหาเด็กชายที่มีความสามารถเป็นพิเศษ ที่เกิดอยู่นอกทิเบตมาเป็นองค์ทะไลลามะองค์ที่ 15
การที่ท่านได้ทรงปูทางโดยการแยกความรับผิดชอบระหว่างผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางจิตวิญญาณให้ชัดเจนตั้งแต่ขณะที่ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่นี้ ก็จะเป็นการคลี่คลายการสรรหาทะไลลามะองค์ต่อไปด้วย
หากทะไลลามะองค์ใหม่ไม่มีความสามารถทางการบริหารประเทศก็ไม่มีปัญหา ก็ให้ทำหน้าที่ผู้นำทางจิตวิญญาณเท่าที่ความสามารถของท่านจะทำได้หากไม่เฉลียวฉลาดนัก ก็ไม่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ
การสละตำแหน่งผู้นำทางการเมืองที่เป็นข่าวสำคัญของชาวทิเบต แท้จริงแล้ว มีนัยยะที่ลึกซึ้ง และเป็นขั้นตอนในการสร้างความมั่นคงให้เกิดกับชาติและชาวทิเบตอย่างสำคัญทีเดียว

Dalai Lama, May 25, 1959 (Photo by AFP)
