bg-single

จาก “บุฟเฟต์ คาบิเนต” ถึงดีลขู่ “ยึดทรัพย์” แลกหนุน “พรรคทหาร” สืบทอดอำนาจ

29.07.2023

ใน รสช. ผม (พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์) เป็นเพียงนายทหารยศพันเอก เป็นเพียงจักรเฟืองตัวเล็กๆ จึงไม่สามารถรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง ดังนั้น หากผิดพลาดประการใด ผมขอน้อมรับโดยดุษฎี และยินดีแก้ไขหรือเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ถูกต้องเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายต่อไป

และกราบขออภัยหากข้อความใดล่วงเกินบางท่าน

5 เงื่อนไขยึดอำนาจ

24 กุมภาพันธ์ 2534
เวลา 11.00 น. พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พร้อมคณะและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย เดินทางถึงห้องรับรองสนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) เพื่อเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

ทันทีที่เครื่องบินซี 130 เคลื่อนตัว คณะทั้งหมดก็ถูกควบคุมตัวโดยปราศจากการต่อสู้ขัดขวาง พร้อมกันนั้นกำลังทหารบกก็เคลื่อนพลเข้าประจำจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ตามแผนที่วางไว้

พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุผลของการยึดอำนาจ

สรุปเหตุผลของการยึดอำนาจ ได้แก่ พฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการทางสภา มีการทำลายสถาบันทางทหาร และการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

25 กุมภาพันธ์ 2534
มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 26 แต่งตั้ง พลเอกสิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ (คตส.) โดยให้อำนาจในการอายัดและห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของนักการเมืองที่มีพฤติกรรมอันอาจส่อแสดงว่ามีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ

รัฐมนตรีและนักการเมืองที่ถูกประกาศอายัดทรัพย์มีจากพรรคชาติไทย 12 คน ได้แก่ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร นายเสนาะ เทียนทอง นายกร ทัพพะรังสี นายสมาน ภุมมะกาญจนะ นายเดช บุญ-หลง นายประมวล สภาวสุ นายบรรหาร ศิลปอาชา และ นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์

พรรคกิจสังคม 5 คน ได้แก่ นายมนตรี พงษ์พานิช นายสุบิน ปิ่นขยัน นายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ นายสันติ ชัยวิรัตนะ และ นายภิญญา ช่วยปลอด

พรรคราษฎร 2 คน ได้แก่ พลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ และ นายวัฒนา อัศวเหม

พรรคประชากรไทย 1 คน นายสมัคร สุนทรเวช พรรคเอกภาพ 1 คน นายณรงค์ วงศ์วรรณ และพรรคมวลชน 1 คน ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง

ทุกวันนี้ หลายท่านยังคงโลดแล่นอยู่บนถนนสายการเมือง

“อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง”

วาสนา นาน่วม เขียนไว้ใน “บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช.” ว่า

“การยึดอำนาจของคณะ รสช. นับได้ว่าเกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเบื่อหน่ายรัฐบาล แต่ชื่นชมในตัวผู้นำทหาร จึงทำให้การเริ่มต้นของ รสช. มีช่อดอกไม้จากประชาชนบางกลุ่มนำมามอบให้เป็นกำลังใจ จึงทำให้การเริ่มต้นของ รสช. สวยงามแตกต่างไปจากการยึดอำนาจทั่วๆ ไป

ท่ามกลางความสิ้นหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ต่อนายกรัฐมนตรี และนักการเมือง รสช. กลับกลายเป็นเหมือนความหวังที่กำลังถูกจับตามองว่าสามารถทำสิ่งใดให้ประชาชนได้ดีกว่าที่อำนาจรัฐอยู่ในมือนักการเมืองได้หรือไม่

พลเอกสุจินดายังคงเป็นแกนนำ รสช. ที่ถูกจับตามากที่สุดเพราะเป็น ผบ.ทบ. และถูกจับตามองว่าอยู่ในฐานะที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่ก่อนวันยึดอำนาจ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังสนับสนุนพลเอกสุจินดาว่า เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

วันรุ่งขึ้นของการยึดอำนาจ พลเอกสุจินดาได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อขอพระราชทานคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

โดยเฉพาะพระราชดำรัสที่ตราตรึงในหัวใจพลเอกสุจินดาไปชั่วกาลนานที่ว่า “อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง”

บุฟเฟ่ต์ คาบิเนต

ปัญหาความไม่สุจริตของนักการเมืองเป็นเรื่องที่คาใจคนไทยมาช้านาน ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนคาดหวังเมื่อทหารเข้ามาคือการกวาดล้างเรื่องสกปรกเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป

“วันแรกของการยึดอำนาจ พลเอกสุจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะกรรมการ รสช. ประกาศว่า ระบอบการปกครองที่มีอยู่เป็นระบอบที่มีการคอร์รัปชั่นกันมาก ทุกพรรคมุ่งหน้าหาเงินเพื่อไปหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าระบอบนี้ดำเนินต่อไปบ้านเมืองก็จะล่มจม จนกล่าวกันว่าที่เป็นอยู่นี้เขาเรียกว่า buffet cabinet คือเข้ามาเพื่อแย่งกันกิน แย่งกันหากิน เป็นจุดอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย

การที่ทหารยึดอำนาจ เราคิดเสมอว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่เราจะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด เราอาจจะชะงักนิดหนึ่งเพื่อผลที่ดีกว่าในวันข้างหน้า เราถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกสิบก้าว”

ตรงใจพี่น้องประชาชน

เรื่องของ คตส.

การดำเนินงานของ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ (คตส.) ใช้เวลาประมาณปีเศษ ท่ามกลางข่าวลือและความไม่แน่ใจของผู้คนในระยะหลังๆ ว่า ถึงที่สุดแล้วจะทำได้สำเร็จดังความคาดหวังของประชาชนหรือไม่

“ในเดือนมีนาคม 2535 คตส. ได้พิจารณาเสร็จสิ้นโดยให้ยึดทรัพย์นักการเมือง 10 คน คือ พลเอกชาติชาย จำนวน 226 ล้านบาท นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ 335 ล้านบาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 32 ล้านบาท นายสุบิน ปิ่นขยัน 608 ล้านบาท นายเสนาะ เทียนทอง 62.7 ล้านบาท นายภิญญา ช่วยปลอด 61.8 ล้านบาท พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร 139.7 ล้านบาท นายวัฒนา อัศวเหม 4 ล้านบาท และ นายมนตรี พงษ์พานิช 336.5 ล้านบาท”

บันทึกของวาสนา นาน่วม…

“ส่วนเรื่องที่เป็นที่โจษขานกันมากที่สุดคือ การที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา นักการเมืองคนที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการยึดอำนาจของ รสช. กลับหลุดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์ พร้อมด้วย นายสุชน ชามพูนุท และ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์

และยกเลิกการอายัดทรัพย์เพราะไม่มีหลักฐาน คือ พลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ และ นายณรงค์ วงศ์วรรณ นายสมัคร สุนทรเวช นายประจวบ ไชยสาส์น นายสันติ ชัยวิรัตนะ นายเดช บุญ-หลง นายกร ทัพพะรังสี นายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายอุดมศักดิ์ ทั่งทอง นายสมาน ภุมมะกาญจนะ และ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์

หลังเสร็จหน้าที่แล้ว คตส. ถูกยุบไปโดยอัตโนมัติ โดยส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาเรื่องการยึดทรัพย์แทน ความลึกลับซับซ้อนของการพิจารณายึดทรัพย์และการถอดถอนนักการเมืองจากการถูกยึดทรัพย์ได้ถูกเก็บไว้เป็นความลับ เมื่อพลเอกสุนทรให้เผาเอกสารของ คตส. ทิ้งทั้งหมด เพราะเกรงจะกระทบสิทธิส่วนบุคคลก่อนที่จะสลาย รสช. (มติชน, 29 ธันวาคม 2535)”

ผลที่ตามมาคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์

“จึงเป็นผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า รสช. ใช้อำนาจในการยึดทรัพย์ต่อรองกับนักการเมืองในการสนับสนุนให้พลเอกสุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่พลเอกชาติชาย ยังระบุว่าพรรคชาติไทยและพรรคสามัคคีธรรมร่วมมือกัน สนับสนุนพลเอกสุจินดาเป็นนายกฯ โดยมีการต่อรองกันเรื่องให้ศาลยึดทรัพย์แทน คตส. (มติชน, 21 ตุลาคม 2534)”

นิตยสาร “สารคดี” ฉบับพิเศษ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” มีบันทึกว่า…

“พร้อมๆ กันนั้น มีความเคลื่อนไหวทาง น.ต.ฐิติ นาครทรรพ อดีตนายทหารอากาศที่สนิทสนมกับ พล.อ.อ.เกษตร ประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ในช่วงแรกเรียกกันติดปากว่า “พรรคทหาร” กระทั่งได้ชื่อว่า “พรรคสามัคคีธรรม” ในที่สุด

ในทันทีที่ นายณรงค์ วงศ์วรรณ พ้นจากการถูกอายัดทรัพย์ ก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม

ไม่เพียงแต่พรรคเอกภาพเท่านั้นที่สูญเสียหัวหน้าพรรค ในส่วนของพรรคชาติไทย พล.อ.ชาติชายก็ลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน และโดยการดำเนินการทางการเมือง พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานฯ อดีตนายทหารอากาศก็ได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่พรรคกิจสังคมเปิดตำแหน่งเลขาธิการพรรคให้แก่ พล.ท.เขษม ไกรสรรณ์ เพื่อนร่วมโรงเรียนอำนวยศิลป์ของ พล.อ.สุจินดา และรัฐมนตรี ที่ได้รับการปล่อยตัวจากประกาศยึดทรัพย์ ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคสามัคคีธรรมโดยพร้อมเพรียง ทั้ง นายประมวล นายไชยศิริ และนายสันติ”

เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อคณะ รสช. เลย

“แนวหน้า” 6 พฤษภาคม 2535 หน้า 4 มีบันทึกว่า…

“…อ้างกันว่า ไม่มีความชอบธรรม เพราะพลเอกสุจินดาเป็นผู้ทำปฏิวัติ เป็นผู้ปล้นประชาธิปไตย ปราบนักการเมืองโกงชาติ ปราบไม่จริง กลับยอมให้พวกถูก “ยึดทรัพย์” มาเป็น รมต. ร่วมรัฐบาลเดียวกัน ทำเหมือนตบตาประชาชน นี่คือเสียงกล่าวหาของฝ่ายค้าน…”

ยึดทรัพย์-ให้ศาลพิจารณา

วาสนา นาน่วม บันทึกต่อไปว่า

“ในที่สุดความตั้งใจของพลเอกสุจินดา ในการกำจัดนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติก็ไม่ราบรื่น เพราะนักการเมืองคัดค้านและวิ่งเต้นกับนายทหารระดับแกนนำ รสช. ที่ได้ร่วมเสี่ยงชีวิตในการยึดอำนาจมาด้วยกัน จนทำให้พลเอกสุจินดาไม่มีสิทธิขาดเพียงผู้เดียวในการตัดสินใจใดๆ ในการดำเนินการต่างๆ ของ รสช. โดยเฉพาะข่าวการตั้งพรรคสามัคคีธรรมของพลอากาศเอกเกษตร ผบ.ทอ. (มติชน, 8 พฤษภาคม 2534)

พลอากาศเอกเกษตร เป็นผู้เสนอแนะความคิดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเรื่องการยึดทรัพย์นักการเมืองแทนที่จะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่สอดรับกับกระแสการเรียกร้องของนักการเมืองและสื่อมวลชนที่เรียก คตส. ว่าเป็น “ศาลเตี้ย”

โดยพลอากาศเอกเกษตรยืนยันว่าเป็นความคิดของตนเองเพียงคนเดียว ไม่ใช่ความคิดของ รสช. และยังไม่ได้หารือกับพลเอกสุจินดา ในขณะที่พลเอกสุจินดายังไม่ยอมรับแนวคิดนี้ โดยยืนยันว่า คตส. มีอำนาจในการยึดทรัพย์ตามประกาศ รสช. และต้องการให้มีการประชุมของสภา รสช. เสียก่อน

พร้อมๆ กันนั้น นักการเมืองก็รุมโจมตีการทำงานของ คตส. และมีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของ คตส. ด้วย ซึ่งพลเอกสุจินดาก็ออกมาปกป้องอย่างเต็มที่ด้วยการระบุว่า คตส. ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำ เป็นคนธรรมดาที่ รสช. เชิญมาทำงาน ผู้เสียประโยชน์พยายามก่อเรื่องยุแหย่ (มติชน, 29 พฤษภาคม 2534)

พลเอกสุจินดาระบุว่า การตั้ง คตส. ขึ้นมาก็เป็นความพยายามในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แต่กลับถูกโจมตีจนผมต้องน้ำตาไหลอยู่ทุกวันนี้ เพราะไปทำบาปกรรมให้กับเจ้านายเก่า พลเอกสิทธิ์ จิรโรจน์ เพราะนายมีชัยเป็นคนเสนอมาให้เอาพลเอกสิทธิ์ ก็เลยยกหูโทรศัพท์ให้ตนคุยกับท่านขอให้ท่านมาเป็น (มติชน, 31 สิงหาคม 2534)

ในที่สุดสภา รสช. ยอมส่งเรื่องการยึดทรัพย์ให้ศาลพิจารณาแทน คตส. แต่พลเอกสุจินดาระบุว่าต้องมีการออกกฎหมาย ไม่ใช่การโอนอำนาจ เพราะในเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็น “ศาลเตี้ย” ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสต่อสู้ไม่เป็นธรรม รสช. ก็อยากให้ความเป็นธรรม ให้นักการเมืองอุทธรณ์ต่อศาล เพราะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งนักการเมือง แต่จะต้องให้ คตส. วินิจฉัยให้สิ้นสุดเสียก่อน (มติชน, 22 ตุลาคม 2534)”

ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ รสช. เริ่มสั่นคลอน

ข้อครหา

พลเอกสุจินดาให้สัมภาษณ์ วาสนา นาน่วม ในเรื่องนี้หลังผ่านเหตุการณ์มากว่า 10 ปีแล้วว่า “เพราะสื่อมวลชนอยากให้ศาลเป็นผู้ตัดสินในการยึดทรัพย์ กล่าวหาว่าเป็นศาลเตี้ย แล้วมีพวกมาวิ่งเต้นทั้งหลาย พวกนี้ก็โดนนักการเมืองไปพูดไปวิ่ง พวกนี้เขาต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูง มีอะไรกัน เราต้องเข้าใจ แล้วก็คิดว่าศาลเชื่อถือได้ เป็นองค์กรหนึ่งที่ให้ความยุติธรรม มันก็นาจะดีกว่าอย่างที่เขาว่า ก็เลยว่า เอาก็เอา” (สัมภาษณ์, 14 มิถุนายน 2543)

ที่ส่งผลเสียหายต่อคณะ รสช. มากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการเชื่อมโยงไปสู่ความพยายามในการ “สืบทอดอำนาจ” รวมทั้งความสุจริตโปร่งใสของคณะ รสช. เอง

“การที่ รสช. ไม่สามารถแก้ปัญหานักการเมืองคอร์รัปชั่นได้ และถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการต่อรองระหว่าง รสช. กับนักการเมืองให้หลุดพ้นจากการถูกคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของ รสช. ยึดทรัพย์กับการสนับสนุนแกนนำ รสช. ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากส่งผลต่อภาพพจน์ของ รสช. แล้ว การที่ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องมรดก 4 พันล้านบาท เพราะการฟ้องร้องแย่งชิงมรดกของภริยาทั้ง 2 คนของพลเอกสุนทร ในช่วงเดือนมีนาคม 2544 แม้จะเป็นเวลา 10 ปีหลังการยึดอำนาจ แต่ก็ส่งผลเสียต่อภาพพจน์ รสช. เพราะส่งผลให้มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบทรัพย์สินนายทหาร รสช. คนอื่นๆ ด้วย

พลเอกสุจินดา คราประยูร ให้สัมภาษณ์ วาสนา นาน่วม เมื่อ 20 มีนาคม 2544 ว่า

“เหตุการณ์พฤษภาฯ ทำให้สิ่งที่ รสช. ตั้งใจทำมาตั้งแต่แรกล้มเหลวไปหมดก็จริง แต่ว่าแรกๆ ที่ รสช. ยึดอำนาจนั้น ภาพพจน์ตอนนั้นยังดี แต่พอมาเกิดเรื่องมรดก 4 พันล้านของพี่จ๊อด มันกระทบภาพพจน์ของ รสช. เพราะเราบอกว่าเราจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่มาตอนนี้ รสช. กลับร่ำรวยมหาศาล แม้ว่าเราจะไม่เชื่อว่าพี่จ๊อดร่ำรวยขนาดนั้น แล้วนิสัยพี่จ๊อดสมถะไม่มีเรื่องทุจริตก็ตาม แต่คนก็ต้องเข้าใจไปว่า รสช. ร่ำรวย แต่ผมก็พร้อมให้มีการตรวจสอบ โดยไม่ต้องรอให้มีการออกกฎหมายใหม่ ให้รัฐบาลตรวจสอบได้เลย

7 ธันวาคม 2534

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 262 ต่อ 7

อย่างไรก็ตาม มีผู้ไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในประเด็นให้อำนาจวุฒิสมาชิกสามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ให้ข้าราชการประจำสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และให้ประธานรัฐสภา (ประธานวุฒิสภา) เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเคลื่อนไหวคัดค้านเป็นไปอย่างกว้างขวาง แม้พลเอก สุจินดา คราประยูร จะได้ยืนยันต่อสาธารณชนเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2534 ว่า จะไม่มีการสืบทอดอำนาจ รสช.อย่างเด็ดขาด เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ทหารก็จะกลับเข้าทำหน้าที่ในกองทัพแต่เพียงอย่างเดียว รวมทั้งยืนยันว่า ตัวท่านและ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

จากเสียงคัดค้านเหล่านี้ คณะกรรมาธิการแปรญัตติในวาระที่ 2 จึงปรับเปลี่ยนให้ข้าราชการประจำต้องลาออกจากราชการก่อนจะมารับตำแหน่งทางการเมือง และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงคัดค้านเบาบางลง

9 ธันวาคม 2534

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไทยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2534



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

”เอกนัฏ“ ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา
ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน
ธงทอง จันทรางศุ | ยกเลิกตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ คิดให้ดี ก่อน ‘สายเกินไป’
เส้นทางความรัก 10 ปี ของ ‘ไมเคิล ศิรชัช’ สู่วันคุกเข่าขอ ‘กุ๊กไก่’ แต่งงาน
คำตอบของมาเคียเวลลี เรื่อง ‘ผู้ปกครองดีเพราะมีกุนซือเก่งใช่หรือไม่’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล 5 ลงพื้นที่ “เกาะช้าง” ผู้ว่าตราด ย้ำ!! ศีล 5 ทำให้สังคมปกติสุข ประชาชน “สุขกาย สบายใจ”
จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ
เบื้องหลัง ‘มังกรทมิฬ’ เปิดหน้ากากตำรวจหุ้นลม ผู้อยู่หลังม่านผับจีนห้วยขวาง
ยุติธรรมชำรุด | เหยี่ยวถลาลม
สงครามอิหร่าน กับการอับจนทางเลือกของทรัมป์
OZZY | กวีกระวาด : อนุชา วรรณาสุนทรไชย
เลขสิบสามหลัก | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ