เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี : บันเทิงไทยใต้ร่มพระบารมี (8) : “ศรีอโยธยา” ฉบับทรูและหม่อมน้อย

ไม่เกินเลยไป หากจะยกให้ภาพยนตร์ซีรี่ส์ “ศรีอโยธยา” คืองานทางวัฒนธรรมเพื่อการเฉลิมพระเกียรติชิ้นใหญ่ที่สุดหลังการสวรรคต
เดิมทีกลุ่มทรูตั้งใจผลิตให้ทัน 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา 5 ธันวาคม 2560 แต่การฉายในบริบทใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน ก็ยิ่งทำให้งานชิ้นนี้มีพลังมากขึ้น ในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคม ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา มาจบที่สถาปนาราชวงศ์จักรีและทรงตั้งกรุงเทพฯ เป็นราชธานี

งานชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างทั้งหมดจากกลุ่มทรู (ตระกูลเจียรวนนท์) และกำกับภาพยนตร์โดย “หม่อมน้อย – หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล” ผู้กำกับฯ ชั้นครูที่เคยฝากผลงานไว้ใน สี่แผ่นดิน (2546)
หม่อมน้อย มีผลงานกำกับภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น ชั่วฟ้าดินสลาย (2553) อุโมงค์ผาเมือง (2554) จัน ดารา (2555) แผลเก่า (2557) แม่เบี้ย (2558) แทบทุกชิ้นไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ และได้รับคำวิจารณ์ไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาในการตีความบทประพันธ์ที่นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ไปจนถึงความหวือหวาของฉากอีโรติกแบบ “วิจิตรกามา” ที่ถูกตั้งคำถามถึงบ่อยๆ
ศรีอโยธยา ฉายไปเพียงแค่ตอนเดียว แต่ก็ไม่รอดพ้นคำวิจารณ์ไปได้

ดัดแปลงเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
คําวิจารณ์พื้นๆ ที่สวนทางกับการโปรโมตด้วยคำใหญ่คำโต เช่น ผู้ชมบางรายโพสต์บนโลกออนไลน์แซวจนเป็นข่าวหลายลิงก์ว่า “สมัยอยุธยานั้นคงเจริญมาก มีไฟฟ้าใช้กันแล้ว เพราะในบางฉาก เห็นทั้งปลั๊กไฟ หลอดไฟ”, มีแท็งก์น้ำโผล่มาข้างหลังนางเอก นุ่น วรนุช ไปจนถึงปรากฏฉากวัดเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ในฉากละคร
คำวิจารณ์หนักๆ ก็เช่น เพจ “วิพากษ์ประวัติศาสตร์” ซึ่งถูกแชร์ซ้ำเป็นจำนวนมาก ตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ทั้งชมและติ ทั้งชมก็เช่น ความพยายามในการนำเสนอความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองท่านานาชาติ ซึ่งใหม่มากในแผงละครพีเรียด
ไปจนถึง คติเรื่องความเป็นจักรพรรดิราชที่ไม่ค่อยถูกบอกเล่านักในงานละครก่อนหน้านี้
ทั้งติก็เช่น การตีความพระเจ้าเอกทัศน์ (ใหม่), การแสดงที่ออกมาไม่เป็นธรรมชาติ, บทสนทนาใช้ภาษาหลุดออกจากยุคสมัย, การแต่งกายผิดชั้นยศ, การพกอาวุธเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน, คำเรียกพระเจ้าแผ่นดินในแต่ละช่วงเวลา, พระกำนัลนารีสังข์ที่ไม่ควรเป็นขันที แต่ควรเป็นนางกำนัลธรรมดา, การให้พระพันวัสสาน้อย (สินจัย) มีชีวิตอยู่ยาวจนสิ้นกรุงศรีฯ, การสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในฉากที่ไม่จำเป็น, การพูดถึงพระสยามเทวาธิราช ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่งกำเนิดในสมัย ร.4 และอื่นๆ
จบด้วยประโยค “การดัดแปลงเนื้อหาบางอย่างไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็อาจเป็นดาบสองคม ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของคนทั่วไป”
บทวิจารณ์มีแนวโน้มจะหนาหูมากกว่าปกติหน่อย เพราะหม่อมน้อยและทีมงาน พูดในสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำไว้ใหญ่ เมื่อใหญ่คนย่อมคาดหวัง ในความคาดหวัง จะปรารถนาให้งานมีแต่คำชมก็เป็นไปไม่ได้
ในประเด็นคำวิจารณ์ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หม่อมน้อยแก้ต่างในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ด้วยการขึ้นคำโปรยก่อนฉายว่า “ภาพยนตร์ชุดนี้ได้รังสรรค์ขึ้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติองค์พระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า มิใช่ประสงค์ให้เป็นภาพยนตร์สารคดีเชิงประวัติศาสตร์ ฉะนั้น ความบางตอนอาจไม่ตรงกับจดหมายเหตุและพงศาวดารบางฉบับ การดัดแปลงทั้งสิ้น มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศ หากตั้งใจที่จะเชิดชูพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าให้ประจักษ์แก่อนุชนรุ่นหลัง”

นอกจากคำโปรยตรงๆ แบบนี้ หม่อมน้อยยังเผยว่าตั้งใจทำงานชิ้นนี้ “ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างง่ายๆ แล้วก็มีสีสันหน่อย มีการดัดแปลงพงศาวดารหรือจดหมายเหตุบางตอนเพื่อที่จะชูประเด็นในการสักการบูชาท่าน”
หม่อมน้อยเล่าถึงแนวทางกำกับฯ ไว้ว่า “ตั้งใจจะพาผู้ชมกลับไปสัมผัสความรุ่งเรืองของกรุงศรีอโยธยาอีกครั้ง ในฐานะเมืองท่านานาชาติ ในละครเรื่องนี้ กรุงศรีฯ คือพระเอก”
ตั้งใจรื้อภาพพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ รวมถึงตัวละครอื่นๆ ใหม่ ขับเน้นภาพของ “ข้าราชสำนักที่ใกล้เคียงกับมนุษย์สามัญที่บังเอิญเกิดมาเป็นกษัตริย์ ในการเขียนบทละครจึงไม่เพียงยึดความเป็นจริงหรือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แต่ยึดสิ่งที่หม่อมน้อยเรียกว่า เหตุผล กฎธรรมชาติ แรงจูงใจ สภาพแวดล้อมที่ท่านเผชิญอยู่”
ในแง่นี้เส้นเรื่องจึงดำเนินไปอย่างเนิบช้า เพื่อถ่ายทอดอากัปกิริยา อารมณ์ความรู้สึกของนักแสดง ที่เกิดในรั้วในวัง มากกว่าจะถ่ายทอดเส้นเรื่องที่เล่าประวัติศาสตร์ หรือคนเล็กคนน้อย นอกรั้วนอกวัง

ตัวเรื่องยังใช้เทคนิคย้อนชาติภพ สร้างตัวละคร “บุษบาบรรณ์” (เขมนิจ จามิกรณ์) ให้เป็นตัวแทนของคนในอดีต ตัวแทนของราชสำนักฝ่ายใน มาสนทนากับ “พิมาน” (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) อาจารย์พิเศษสอนวิชาโบราณคดี ตัวแทนของคนยุคปัจจุบัน
นัยหนึ่ง ตัวละครแบบ บุษบาบรรณ์ จะช่วยแก้ต่าง และตอบคำถามข้อใหญ่หนึ่งข้อที่หม่อมน้อยตั้งไว้คือ กรุงศรีอยุธยาเสียเพราะอะไร? เราสูญเสียอารยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไปเพราะอะไร? หรือนัยหนึ่ง เป็นการสร้างตัวละครที่ดูเหมือนใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มาสนทนากับตัวละครที่ยึดเอาความรู้ในช่วงเวลาปัจจุบันเป็นที่ตั้ง
จะมีเรื่องเล่าใหม่ๆ และความชอบธรรมแบบใดเกิดขึ้นบ้าง ระหว่างความพยายามในการตอบคำถามนี้ ชวนผู้ชม ดูละครเรื่องนี้ไปพร้อมกัน
บทสัมภาษณ์ของผู้กำกับฯ บอกเล่าทิศทาง บอกวัตถุประสงค์ บอกกลุ่มเป้าหมายผู้ชม บอกวิธีการเล่าเรื่องของละครเรื่องนี้ชัดมาก ในแง่นี้ เราจึงเห็นความพยายามในการสร้างความรับรู้ใหม่พร้อมกันไปด้วย!!

ทุน “ทรู” หนุนวัฒนธรรม
หม่อมน้อยให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ว่า งานชิ้นนี้เป็นดำริของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” (CEO เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานบอร์ด ทรู คอร์ปอเรชั่น) ที่อยากจะ “สร้างงานในระดับ international ให้กับความเป็นไทย และใช้เทคนิคภาพยนตร์ในการถ่ายละคร ในระดับที่สามารถไปฉายในโรงหนังใหญ่ได้ โดยเริ่มต้นคุยงานกันตั้งแต่กลางปี 2559”
ในเครดิตก่อนฉาย จะเห็นชื่อศุภชัยในฐานะผู้อำนวยการสร้าง โดยกลุ่มทรู หรือบริษัทในเครือ CP ไม่เพียงให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างละครเรื่องนี้ แต่ยังใช้ทุกช่องทางของบริษัทในการผลิตซ้ำ เช่น การกำหนดให้ฉายละครในทุกช่องทางของกลุ่มทรู เช่น ผ่านช่อง True4U, ช่อง True Thai Film, ช่อง True Film Asia, ช่อง TNN2 (HD)
ทั้งยังขนทัพนักข่าว และทีมประชาสัมพันธ์มืออาชีพ ทำพีอาร์ให้กับละครเรื่องนี้แบบถี่ยิบ ตั้งแต่สัมภาษณ์ผู้กำกับฯ นักแสดง ทีมงาน โดยแยกคลิปแบบยิบย่อยเป็นตอนๆ และจัดทำสารคดีเบื้องหลังการผลิตชิ้นใหญ่ก่อนฉาย เพื่อเรียกกระแสนิยม และสร้างการรับรู้ล่วงหน้า
“พีรธน เกษมสันต์ ณ อยุธยา” ผู้บริหารของทรู คอร์ปอเรเชั่น ซึ่งขึ้นเครดิตในฐานะผู้อำนวยการผลิตละครเรื่องนี้ กล่าวในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตราธิราชเจ้าแห่งราชอาณาจักรอยุธยา ซึ่งถือเป็นวันเปิดกล้อง และเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ ว่าที่สยามประเทศสามารถรอดพ้นวิกฤตจนดำรงอยู่แล้วนั้น “มิได้เกิดจากความสมานฉันท์ของชนในชาติแต่ประการเดียว หากแต่เพราะพระปรีชาญาณขององค์พระมหาบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ … และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุนอันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ ทางกลุ่มทรูจึงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อถวายเป็นเครื่องราชสักการะ และเทิดพระเกียรติคุณ ในองค์พระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบัน”
เมื่อไล่กลับไปดูงาน CSR ของเครือซีพี หรือทรู ย้อนหลัง จะเห็นได้ว่า การลงทุนทางวัฒนธรรมครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์เฉพาะ เพราะก่อนหน้านี้ซีพีไม่เคยลงมาเป็นผู้ผลิตละครแนวอิงประวัติศาสตร์เองเลย ยกเว้นในงานโฆษณา ที่เหลือทั้งหมดคือการให้ทุนสนับสนุนในการผลิตแทบทั้งสิ้น ในระยะยาวทิศทางการให้ทุนเช่นนี้มีแนวโน้มจะยิ่งเร้าให้ทุนใหญ่ๆ ในประเทศนี้หันมาหนุนงานวัฒนธรรมกันมากขึ้น!!
เมื่อทุนใหญ่ ทำงานผสานกับผู้กำกับฯ ชั้นครู และครูสอนการแสดงที่มีเครือข่ายแตกแขนงมากในวงการ สิ่งที่ปรากฏต่อมาคือความสำเร็จในการระดมทรัพยากรได้มหาศาล
หนึ่งในประโยคที่ใช้โปรโมตงาน คือเป็นการ “รวมตัวร่วมงานอย่างไม่เคยมีมาก่อนของสุดยอดฝีมือชาวไทยในทุกแขนง ทั้งวงการภาพยนตร์ โทรทัศน์ โฆษณา และศิลปะการแสดง”

ทั้งบทละคร งานออกแบบศิลปกรรม กำกับฝ่ายศิลป์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย ออกแบบแต่งหน้าและทรงผม ดนตรีประกอบ ถ่ายภาพ งานเทคนิคพิเศษ “งานสร้างทุกแขนงในภาพยนตร์…มีองค์ความรู้เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน” เหมือนที่ “ดร.สุรัตน์ จงดา” ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานออกแบบเสื้อผ้าราชสำนักกล่าวไว้ว่า “แบบแผนการทำงานเรื่องนี้เหมือนการทำโขนพระราชทาน คือ นอกจากทำให้ฉากสวย ก็ทำให้เป็นประวัติศาสตร์ไปด้วยเลย มีการสืบค้น มีการสร้างมาตรฐานใหม่ของการทำงาน”
แต่ความสำเร็จในการระดมทรัพยากร อาจไม่ได้มาพร้อมกับงานคุณภาพสูงเสมอไป อย่างที่เริ่มปรากฏคำวิจารณ์ประปรายบ้างแล้ว และผู้ชมเองก็ควรตั้งคำถามกับความรู้ กับเส้นเรื่องที่ผู้ผลิตเลือกมานำเสนอด้วย อย่าให้ละครเรื่องเดียว ทำให้เรา “เชื่อ” แบบเดียว!!
————————————————————-
ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กแฟนเพจ @SriAyodhayaOfficial
