
หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันมีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ทำให้ “นายเศรษฐา” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตกเก้าอี้ และตามไฟต์บังคับ เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ หาผู้นำประเทศคนต่อไป ต้องมาจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองที่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งล็อกสเป๊กเอาไว้ว่า
“ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร”
บัญชีรายชื่อที่เข้าข่าย ประกอบด้วย 1. “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” 2. “นายชัยเกษม นิติสิริ” จากเพื่อไทย 3. “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ภูมิใจไทย 4. “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” พลังประชารัฐ 5. “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 6. “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รวมไทยสร้างชาติ และ 7. “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ประชาธิปัตย์
ขานชื่อตามลำดับไหล่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องได้หยิบชิ้นปลามันก่อน หัสเดิมมีข่าวว่า “นายชัยเกษม” อดีตอัยการสูงสุด ชื่อร้อนแรงมากที่สุด แม้จะมีปัญหาสุขภาพเล็กน้อย เพราะ “อุ๊งอิ๊ง” อายุยังน้อย ต้องสะสมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อน แต่อุปสรรคชิ้นเบ้อเร่อสุด “แม่อ้อ” ขวางลำ ไม่อยากให้ลูกสาวเหมือนพ่อและอา
สุดท้าย มีการนำชื่อของ “ชัยเกษม” กับ “แพทองธาร” เข้ามาชั่ง ตวง วัด กลั่นกรองกันในระดับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสียงส่วนใหญ่โหวตเป็นเอกฉันท์ ไหนๆ ก็ไหนๆ ประกาศชักธงหนุน “อุ๊งอิ๊ง” เต็มสูบ ดันมติที่ประชุม ส.ส.เข้าสู่กรรมการบริหารพรรค เคาะก๊อกสุดท้าย ส่ง “แพทองธาร ชินวัตร” เข้าประกวดชื่อเดียว
ลำดับต่อมา “พรรคร่วม” หน้าเดิมที่เคยร่วมวงไพบูลย์กันมาสมัย “นายเศรษฐา ทวีสิน” ประกาศจับมือกันอย่างเป็นทางการ โหวตหนุน “น.ส.แพทองธาร” ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 141 เสียง ภูมิใจไทย 70 เสียง พลังประชารัฐ 40 เสียง รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ประชาชาติ 9 เสียง พร้อมได้ของแถมจากไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคขนาดจิ๋วเสียงเดียวอีกหลายพรรค ศิโรราบรวมเสียงสนับสนุน “อุ๊งอิ๊ง” ขึ้นลิฟต์นั่งแป้นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เสียงท่วมท้น ถล่มทลาย 319 เสียง
“แพทองธาร” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ถูกโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยวัยเพียง 37 ปี อายุน้อยที่สุดที่นั่งแป้นผู้นำของประเทศไทย เป็นบุตรคนสุดท้องของ “ทักษิณ ชินวัตร” กับ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์”
เป็นคนที่ 4 จากเครือข่ายชินวัตร ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจาก “พ่อ-ทักษิณ ชินวัตร” นายกฯ คนที่ 23 ระหว่างปี 2544-2549 “น้าเขย-สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ปี 2555 เวลา 75 วัน “อาปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกฯ คนที่ 28 ระหว่าง 2554-2557 และ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกฯ คนที่ 31 เดือนสิงหาคม 2567 ไม่รู้อยู่รอดปลอดภัยได้นานเท่าใด กี่ปีกี่เดือนไม่มีใครคาดเดาได้
การฟอร์มรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 1” กระชับพื้นที่-เก้าอี้กันใกล้จะสะเด็ดน้ำแล้ว แน่นอนแล้วว่า พรรคเพื่อไทยประเมินสถานการณ์อย่างถ่องแท้แล้ว มั่นใจมาก จึงชิงลงมือเขี่ยทิ้ง “พรรคพลังประชารัฐ” ของ “พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” อ้างว่าลงเรือลำเดียวกันไม่ได้ เพราะพฤติกรรมของหัวหน้าพรรค ขี้เกียจตัวเป็นขน ปฏิบัติตัวเชิงปฏิปักษ์มาตลอด โดดร่มไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ถึงสองครั้งสองหน ทั้ง “นายเศรษฐา” และ “น.ส.แพทองธาร”
พรรคพลังประชารัฐ ขั้วบ้านป่ารอยต่อฯ แปรสภาพไปเป็นฝ่ายค้านร่วมหัวจมท้ายกับ “พรรคประชาชน” หรือก้าวไกลเดิม ที่เคยวางสโลแกนเอาไว้ว่า “มีเราไม่มีลุง” แต่ประวัติศาสตร์การเมืองตาลปัตร เกมพลิกข้ามสายเกิดดราม่า “ลุงอยู่กับเรา”
แต่ดังที่ทราบ กรณีที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยให้ “นายเศรษฐา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ “มาตรฐานจริยธรรม” ถูกนำมาขยายภาพ ครอบคลุมอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลมาก ว่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องเที่ยงธรรม ทั้งหลักนิติธรรม คุณธรรม-ความโปร่งใส อะไรต่อมิอะไรอีกมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยง “พรรคเพื่อไทย” ที่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เอาพลังประชารัฐเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
แต่มือหนึ่งกลับไปจับปลาในอ่าวบ้านป่าฯ ดึงหูกางเกงกลุ่ม “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่มีฐานกำลังอยู่ 22 เสียงมาเป็นแนวร่วม ดังนั้น สุ่มเสี่ยงที่ “นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” จะโดนยื่นร้องเรียนให้ตรวจสอบผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง หรือเข้าง่ามจริยธรรม วรรคหนึ่งวรรคใดได้
เพื่อกันเหนียว สกัดบาดทะยักลุกลาม เลย “หยุมโผคณะรัฐมนตรี” สับเปลี่ยนตัวบุคคลที่ขึ้นมารับตำแหน่งเสนาบดีกันชุลมุนชุลเกจากที่วางตัวไว้ดังเดิมว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ปรับหมากกกลายเป็น “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “นายอัครา พรหมเผ่า” น้องผู้กอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ “นายอิทธิ ศิริลัทธยากร” เพื่อไทยเก่า เเป็นเชนคัมแบ๊ก แทนลูก นั่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ แทน “นายอรรถกร ศิริลัทธยากร”
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โหวตเลือกนายกฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซื้อหวยถูก งดออกเสียง เลยถูกหวยตีนปวม ได้รับเทียบเชิญมาร่วมรัฐบาล เสียบแทน 18 เสียงที่หายไปของพลังประชารัฐ สายบ้านป่าฯ ของ “ลุงป้อม”
รับอานิสงส์ไป 2 ที่นั่ง โดย “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “นายกชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง” รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข และกำลังเปิดเจรจาขอแลกที่นั่งกับเพื่อไทย โดย “นายกชาย” อยากเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างว่าพูดจาภาษาดอกไม้ ฟังรู้เรื่องกับ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ขณะที่เพื่อไทย จะได้ดูกระทรวงหมอ แบบเหมาเข่ง
พรรคอื่นๆ ถูกหวยตีนบวมกันถ้วนหน้าในรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง 1” มีแต่ “ไทยสร้างไทย” พรรคเดียว น่าสงสารจังหู ทำบุญไม่ขึ้น อุตส่าห์เข้าถ้ำเสือ แต่ไม่ได้อุ้มลูกเสือ…คว้าแห้วกลับมาหน้าตาเฉย
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
