เปิดปฏิบัติการ เมอร์วิค สะท้าน ‘บิ๊กทิน-บิ๊กอ้วน’ กลยุทธ์ สต๊อป ‘บิ๊กวิน’ เปิดโผ ‘บิ๊กดุง’ จัดทัพ ‘บิ๊กแมว’ วาง ‘เสธ.เดี่ยว’ เต็ง ผบ.ทร.

หลังจาก 5 แคนดิเดต ผบ.ทร. ขับเคี่ยวกันมาแรมเดือน ท้ายที่สุด บิ๊กดุง พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. ก็ควงเพื่อนเตรียมทหาร 23 อย่างบิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ นายเรือเมอร์วิค เข้าเส้นชัย นั่งเก้าอี้แม่ทัพเรือ
หลังจากชิงไหวชิงพริบกันมาตั้งแต่ยุคนายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม จนมาถึงบิ๊กอ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย นั่งสนามไชย 1
นายสุทินเองก็ผ่านการสัมผัสบรรยากาศมาคุ ในการประชุมคณะกรรมการ 6 เสือกลาโหม ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลมาแล้วเมื่อ 3 กันยายน 2567 ที่ประชุมนานถึง 3 ชั่วโมง
แต่ พล.ร.อ.อะดุงก็ยังคงยืนยันเสนอชื่อ พล.ร.อ.จิรพล เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ตามเดิม เหมือนเมื่อครั้งที่มีการหารือส่วนตัวกับนายสุทินก่อนหน้านั้น
ส่งผลให้นายสุทินยังไม่ยอมลงนามในบัญชีรายชื่อ ในสำเนาบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้าย
แม้ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพจะลงนามในบัญชีรายชื่อของตนเอง รวมทั้ง พล.ร.อ.อะดุงด้วยก็ตาม
แต่เพราะนายสุทินมองว่าการหารือยังไม่เสร็จสิ้นลงตัว จึงยังไม่ยอมลงนาม เพราะมีการเสนอชื่อ พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข รอง ผบ. ทร.ให้ที่ประชุมพิจารณาด้วย เนื่องจากมีความชอบธรรม เพราะอาวุโสสูงสุด และเติบโตมาในเส้นทางสายกำลังรบทางเรือตามธรรมเนียมทหารเรือ
รวมถึงยังมีสัญญาใจจากการแต่งตั้งโยกย้ายปลายปี 2566 ในยุคที่บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และ รมว.กลาโหมได้ให้สัญญาใจกับ บิ๊กจ๊อด พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร.ในเวลานั้น โดยยอมให้ พล.ร.อ.อะดุงเป็น ผบ.ทร.ก่อน1 ปี แล้วให้ พล.ร.อ.สุวินขึ้นรอง ผบ.ทร. เพื่อรอจ่อคิวเป็น ผบ.ทร.ในโยกย้ายปีนี้
ทว่าสัญญาใจนี้กลับถูกลืมเพราะ พล.อ.ประยุทธ์พ้นอำนาจไปแล้ว ส่วน พล.ร.อ.เชิงชายก็เกษียณราชการ
ในช่วงสุญญากาศอำนาจกลาโหมเกิดขึ้น ทันทีเมื่อมีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีนายภูมิธรรมเป็น รมว.กลาโหม ส่งผลให้ตามกฎหมายและมารยาทแล้ว นายสุทินซึ่งเป็นรักษาการ รมว.กลาโหม ไม่สามารถลงนามใดๆ ได้แล้ว โดยต้องรอให้นายภูมิธรรมมาทำหน้าที่ หลังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
แต่ปรากฏว่าทางกลาโหมต้องการเร่งการจัดทำโผทหารนี้ให้เสร็จเพราะเกรงว่าจะไม่ทันกำหนด 15 กันยายน จึงมีการขอร้องให้นายสุทินช่วยลงนามย้อนหลัง รับรองผลประชุม 6 เสือกลาโหม 3 กันยายนให้ แต่นายสุทินก็ไม่ยอมลงนาม เนื่องจากรู้ว่าเป็นมารยาททางการเมืองและตามข้อกฎหมาย
โดยทางกลาโหมให้เหตุผลว่า พล.ร.อ.อะดุงมีกำหนดเดินทางไปยุโรป 8-18 กันยายน จึงต้องการทำให้เสร็จสิ้นก่อนกำหนด 15 กันยายน แต่นายสุทินยืนกรานที่จะไม่เซ็น
แต่ทางกลาโหมไม่ท้อ โดยในห้วงสุญญากาศที่รอรัฐบาลแถลงนโยบายนั้น ทางกลาโหมได้ประสานติดต่อนายสุทิน เพื่อขอให้ลงนามอีกครั้ง โดยคราวนี้ให้เหตุผลกับนายสุทินว่าเป็นการลงนามใบปะหน้าเอกสารโผทหารเฉยๆ ไม่ใช่การลงนามรับรองโผทหาร ตามระเบียบ 6 เสือกลาโหม
ซึ่งนายสุทิน ซึ่งเป็นพลเรือนอาจไม่เข้าใจ กลยุทธ์นี้จึงยินยอมเซ็นใบปะหน้าโผทหาร ให้กับทางกลาโหม
โดยมีรายงานว่า นายสุทินยืนยันว่าไม่ใช่การรับรองผลการหารือโผทหาร 3 กันยายน เพราะยังไม่เสร็จสิ้น ต้องให้นายภูมิธรรม รมว.กลาโหมคนใหม่ดำเนินการต่อ
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การลงนามใบปะหน้าครั้งนั้นของนายสุทิน ส่งผลให้ทางกลาโหมส่งเอกสารดังกล่าวเข้าขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการเพื่อเตรียมการสำหรับการทูลเกล้าฯ
โดยมีรายงาน ทางกลาโหมแจ้งนายสุทิน และบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขานุการ รมว.กลาโหม ที่กำลังจะมาเป็น รมช.กลาโหมในตอนนั้น ว่ามีการเสนอ 2 ชื่อคือ ชื่อ พล.ร.อ.จิรพล และ พล.ร.อ.สุวิน เพื่อไปตรวจสอบคุณสมบัติก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม กลับมีรายงานข่าวว่าชื่อที่เสนอขึ้นไปนั้นไปตรวจสอบคุณสมบัติเป็นชื่อของ พล.ร.อ.จิรพลคนเดียว
การชิงไหวชิงพริบในด้านธุรการจึงเกิดขึ้น

พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์
หลังจากนายกฯ แถลงผลงานแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วในครึ่งวันแรก นายภูมิธรรมก็หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเรื่องโผทหารเลย และเป็นที่มาของการนัดหารือบอร์ด 7 กลาโหมครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหม ในเย็นวันที่ 12 กันยายน 2567
ซึ่งในช่วงนั้น พล.ร.อ.อะดุงยังอยู่ระหว่างการไปอำลาตำแหน่งที่ยุโรปจึงทำให้ต้องใช้วิธีการวิดีโอคอล เข้ามาร่วมประชุม
ท่าทีที่ขึงขัง และการให้สัมภาษณ์สื่อของนายภูมิธรรมว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาในส่วนของกองทัพเรือให้เสร็จสิ้น โดยยึดหลักเกณฑ์หลักการและไม่ทำให้เกิดความแตกแยก และให้ดูสิ่งที่ปฏิบัติกันมาจนมีการตีความว่านายภูมิธรรมเองก็ไม่สนับสนุนชื่อ พล.ร.อ.จิรพล เป็น ผบ.ทร.
โดยมีรายงานว่า นายภูมิธรรมก็สนับสนุน พล.ร.อ.สุวิน เช่นที่นายสุทินได้เสนอต่อที่ประชุม 6 เสือกลาโหมก่อนหน้านี้ แต่ พล.ร.อ.อะดุงก็ยังแข็งยืนยันชื่อ พล.ร.อ.จิรพลตามเดิม
แต่ด้วยความไม่ลงตัว จึงทำให้ พล.ร.อ.อะดุงรีบเดินทางกลับไทยก่อนกำหนด 18 กันยายน โดยกลับมาถึง 15 กันยายน

นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลัง ในช่วงดังกล่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.ร.อ.อะดุงอยู่ตลอด จนที่สุดมาถึงการประชุม 7 เสือกลาโหมในวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่นายภูมิธรรม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระทรวงกลาโหมก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก
มีการนัดหารือ ผบ.เหล่าทัพและรับประทานอาหารกลางวันและพูดคุยเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งก็เป็นการประชุม 7 เสือกลาโหมอีกครั้ง ขาดแต่บิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ไปประชุมที่กัมพูชา แต่ในส่วนของกองทัพอากาศไม่ได้มีปัญหาใดแล้ว
ในวันนั้นทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ พล.ร.อ.อะดุง ที่มาร่วมกับคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพในการต้อนรับนายภูมิธรรม ตั้งแต่ที่ศาลหลักเมือง จนมาถึงในกระทรวงกลาโหม
ในการหารือวันนั้น พล.ร.อ.อะดุง เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เดินออกจากห้องประชุมเป็นคนสุดท้าย โดยมีกระแสข่าวสะพัดตามมาว่ายังคงยืนยันชื่อ พล.ร.อ.จิรพล
แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกกระแสข่าวว่า พล.ร.อ.อะดุงยอมอ่อนแล้ว โดยเปิดช่องให้นายภูมิธรรมเสนอชื่อแคนดิเดตที่เหมาะสม
จนทำให้เกิดข่าวสะพัดว่านายภูมิธรรมได้ร่วมเสนอชื่อ พล.ร.อ.สุวินไปเป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่แล้ว

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น การชิงไหวชิงพริบผ่านการวางแผนเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีเพราะหลังจากที่นายสุทินเซ็นใบปะหน้าโผทหาร ก็เคลื่อนจากกลาโหมไปเตรียมรอการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยมีชื่อ พล.ร.อ.จิรพล เป็น ผบ.ทร. คนใหม่คนเดียว
ส่งผลให้การเสนอชื่อโผใหม่ของนายภูมิธรรมและ 7 เสือกลาโหมที่เป็นชื่อของ พล.ร.อ.สุวินเจออุปสรรค เพราะเนื่องจากกลาโหมได้ส่งรายชื่อที่นายสุทินได้เซ็นใบปะหน้า และเป็นชื่อของ พล.ร.อ.จิรพล มาแล้ว จึงทำให้เอกสารชุดที่ 2 ถูกตีตกไปตามขั้นตอนธุรการ
จนเกิดกระแสข่าวว่าอาจจะยอมเปลี่ยนให้เป็นแคนดิเดตคนกลาง เช่น พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง และบิ๊กเต๊ะ พล.ร.อ.สุพพัต ยุทธวงศ์ รองปลัดกลาโหม ว่าจะกลายเป็นตาอยู่เพราะ พล.ร.อ.อะดุง จะยอมรับได้ แต่ที่สุดก็กลายเป็นแค่ข่าวลือ
ผลพวงทั้งหมดส่งผลให้ทางกลาโหมใช้เป็นเหตุผลแจ้งให้นายภูมิธรรมต้องลงนามอีกครั้งหนึ่งในฐานะกลาโหม ขณะที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้ลงนามไว้ตั้งแต่ต้นแล้วโดยเป็นชื่อของ พล.ร.อ.จิรพลเป็น ผบ. ทร.
แต่กว่าที่นายภูมิธรรมจะยอมลงนามโผทหาร พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม ก็ต้องอธิบายให้เหตุผลต่างๆ รวมทั้งมีกรอบเวลาที่บังคับอยู่เนื่องจากเลย 15 กันยายนมาแล้ว และหากมีการท้วงติงคัดค้านชื่อ พล.ร.อ.จิรพลอีก อาจทำให้เกิดปัญหาล่าช้าและไม่อาจนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ได้ทันให้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567
ส่งผลให้นายภูมิธรรมต้องยอมลงนามและส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ศึกครั้งนี้จึงจบด้วยชัยชนะของ พล.ร.อ.อะดุงนั่นเอง

เรื่องนี้นายภูมิธรรมไม่ได้พูดถึงในรายละเอียด แต่ก็ไม่ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า ตนเองได้ลงนามไปแล้วแต่ระบุว่าได้หารือมาหลายครั้ง และคาดว่าจะโปรดเกล้าฯ ลงมาภายในสัปดาห์นี้ เพราะตนเองก็ทำเรื่องนี้ด้วยความร้อนใจเช่นเดียวกับทุกคนเพราะมีกรอบเวลาอยู่ จนนายภูมิธรรมก็ยอมรับว่าโผนี้แรง แรงทุกส่วน
จึงทำให้กองทัพเรือ กำลังจะก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่จะมีผู้บัญชาการทหารเรือคนแรก ที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนนายเรือสมุทรปราการ ไม่ได้เป็นนายเรือไทย หรือที่เรียกว่านายเรือสามสมอ ส่งผลให้ธรรมเนียมของทหารเรือถูกเปลี่ยนจากเส้นทางรับราชการของทหารเรือที่จะต้องเป็นผู้บังคับการเรือหลวง ที่ควรจะเป็นเรือชั้นหนึ่ง หรือเรือขนาดใหญ่ รวมถึงการเป็นผู้ช่วยทูตทหารเรือในต่างประเทศ และการเป็นผู้บังคับหน่วยในสายกำลังรบหรือฝ่ายอำนวยการที่ถือได้ว่าเป็นเส้นทางประดู่เหล็ก
ด้วยเหตุที่เส้นทางเดินของ พล.ร.อ.จิรพลผ่านตำแหน่งหลักที่เป็นผู้บังคับหน่วยมาน้อยมากโดยเป็นแค่ผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัยเป็นผู้บัญชาการกองเรือยามฝั่ง และหัวหน้าคณะนายฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.ทร.เท่านั้น
และเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ทำให้แคนดิเดตผู้บัญชาการทหารเรือที่อยู่ในตำแหน่งหลัก 5 ฉลามทัพเรือต้องพ่ายแพ้ให้กับแคนดิเดตที่มาจากที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ และประวัติรับราชการที่มองดูไม่โดดเด่นนัก
ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบการแต่งตั้งโยกย้ายทหารที่ใช้บอร์ด 7 เสือกลาโหม ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมปี 2551 นี้เป็นเกราะกำบังการเมือง ไม่ให้ล้วงลูกกองทัพได้เป็นอย่างดี
เพราะหากผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่ยอมก็ไม่มีใครบังคับให้เปลี่ยนชื่อได้เพราะแม้ตามระเบียบ หากมีสมาชิกเห็นแย้ง สามารถที่จะแสดงความเห็นด้วยกันได้ก็ตาม แต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างก็ให้เกียรติกันและกันในการที่จะไม่โหวตข้ามเหล่าทัพ

พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข
เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว เก้าอี้ผู้บัญชาการทหารเรือก็มีปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และ รมว.กลาโห ในขณะนั้นพูดคุย กับ พล.ร.อ.เชิงชายหลายต่อหลายครั้ง แต่ พล.ร.อ. เชิงชายก็ไม่ยอมเปลี่ยนชื่อ จึงทำให้เกิดสัญญาใจ ให้ พล.ร.อ.อะดุงเป็นก่อน แล้วต่อด้วย พล.ร.อ.สุวินนั่นเอง
ที่น่าจับตามองคือ มีการวางตัวทายาทที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ทร. คนต่อไปในโผนี้ไว้ด้วย เนื่องจาก พล.ร.อ.จิรพล มีอายุราชการจึง 30 กันยายน 2568 เท่านั้น
โดยในยุคของ พล.ร.อ.จิรพลนี้ พล.ร.อ.อะดุงได้วางตัว 5 ฉลาม โดยที่แคนดิเดตคนอื่นยังอยู่ในกองทัพเรือหมด เช่น บิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วย ผบ.ทร.เพื่อนเตรียมทหาร 23 ก็ยังอยู่เป็นรอง ผบ.ทร.
บิ๊กน้อย พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง ขยับจากเสนาธิการทหารเรือขึ้นอัตราจอมพล เป็นประธานที่ปรึกษากองทัพเรือ พล.ร.ท.วิจิตร ตันประภา รองเสธ.ทร. ที่รับผิดชอบขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นเป็น ผช.ผบ.ทร.
ที่น่าจับตามองคือ พล.ร.ท.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ รองเสธ.ทร. ขึ้นเป็นเสธ.ทร. และ พล.ร.ท.ณัฐพล เดี่ยววานิช เจ้ากรมข่าวทหารเรือ เป็น ผบ. กองเรือยุทธการ โดยทั้งคู่มีอายุราชการถึง 2569 โดยจะชิงเก้าอี้ ผบ.ทร.กันในปลายปีหน้า ที่จะเป็น ผบ.ทร.คนที่ 5 ในขั้วอำนาจนี้ ที่เริ่มมาตั้งแต่บิ๊กเฒ่า พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ต่อด้วย พล.ร.อ.เชิงชาย พล.ร.อ.อะดุง และมา พล.ร.อ.จิรพล
นี่เป็นการวัดอำนาจและบารมีของนายภูมิธรรมในยกแรกนี้ได้เป็นอย่างดีว่า เจอฤทธิ์ ผบ.ทร. และแท็กทีม ผบ.เหล่าทัพ ในการไม่โหวต ไม่ยุ่งเกี่ยว
จนที่สุด ฝ่ายการเมืองก็ต้องถอย และทำให้ได้รู้ว่าศึกชิงอำนาจของฝ่ายทหารโดยเฉพาะในกองทัพเรือรุนแรงกว่าสึนามิเลยด้วยซ้ำ
ขณะที่ พล.ร.อ.สุวินถูกเตะส่งข้ามไปกองบัญชาการกองทัพไทย นั่งเก้าอี้รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณ ปิดตำนานการต่อสู้ 3 ปีในการชิงเก้าอี้แม่ทัพเรือ
และเปิดตำนานบทใหม่ของทหารเรือ ในยุคเมอร์วิค
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
