MatiTalk รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ นิติสงคราม วงจรอุบาทว์ ประเทศไทยวนในอ่าง
รายงานพิเศษ
MatiTalk รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์
นิติสงคราม วงจรอุบาทว์
ประเทศไทยวนในอ่าง
“การใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองมีความเข้มข้นมากในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ต้องไปดูกติกา ว่าเกิดอย่างไร แล้วเจตนาเบื้องหลังในการเขียนกติกาเหล่านั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใด” รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ และอาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นถึงปัญหาทางกฎหมายที่เรากำลังเผชิญ ผ่านรายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์
: “นิติสงคราม” ที่วนลูป
เราจะเห็นว่ามีการประหัตประหารกันในทางการเมืองและเป็นที่มาของการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญตลอด แต่ประชาชนก็ต้องตามดูด้วยว่าประเด็นใดที่ต้องมีการแก้ส่วนใหญ่นักการเมืองเขาจะเรียกร้องแต่กติกาที่เอื้อกับเขามากที่สุดในการที่จะก้าวเข้าสู่อำนาจ แต่ในขณะที่ถ้าเพลี่ยงพล้ำก็จะมีการซ่อนกลไกที่จะใช้กฎหมายเหล่านี้เองต่อสู้กับศัตรูในทางการเมืองของตัวเอง และหากเรายังมีการใช้นิติสงครามกันเรื่อยๆ มันจะเป็นปัญหาแน่นอน
สิ่งที่เป็นจินตนาการของผู้ร่างกฎหมายคือ มองว่าทำอย่างไรตัวเองจะอยู่ในอำนาจได้นานที่สุดหรือที่เราเรียกว่า สืบทอดอำนาจ และพยายามจะซ่อนกลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับฝั่งตรงข้าม
ซึ่งหลายอย่างมันไม่เป็นไปตามหลักการ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นกติกาที่มันบิดเบี้ยว อย่างเช่นในเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ว. คนก็เริ่มตั้งคำถาม หรือการใช้มาตรฐานในการตรวจสอบ อย่างเช่น การเติมคำว่าจริยธรรมเข้ามา สุดท้ายมันกลายเป็นคำที่ต้องตีความกว้างมากๆ และก่อให้เกิดการตีความที่สังคมมีการตั้งคำถาม รวมถึงกติกาในเรื่องการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
สุดท้ายจึงเกิดลูปที่วนอยู่ตลอดเวลาว่าพอเกิดการเลือกตั้งจากกติกาที่มีปัญหา คนก็พยายามจะเรียกร้องให้แก้กติกา แต่หากคนแก้กติกานั้นเอาเจตคติที่มีมิติทางการเมืองมาเป็นตัวตั้งจะอยู่ได้นานมันก็จะเกิดลูปที่วนปัญหาไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถแก้ได้
ฉะนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ ต้องถอยกลับมาตั้งอยู่ที่หลักการก่อนว่าเราควรจะมีกฎหมายหน้าตาเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์เพื่ออะไร แล้วค่อยสร้างกติกา อย่างนี้ถึงจะพอไปได้
: ทำไมจึงยังมีประชาชนที่เรียกร้อง “นอกระบบ”
มันเป็นตลกร้าย Sad but True ในไทยเราเห็นว่าวงจรอุบาทว์เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แล้วก็มีทีท่าว่าอาจจะเกิดขึ้นอีก
วงจรปีศาจหรือวงจรอุบาทว์ เริ่มจากการที่มีรัฐประหารเกิดขึ้น มีการเขียนกติกาใหม่ มีการเลือกตั้ง มีปัญหาทางการเมือง ก็วนมารัฐประหารและก็เป็นวงจรแบบนี้
ที่บอกว่าเป็นตลกร้ายก็เพราะว่าเราคงรู้ว่าในหลักการสิ่งเหล่านี้คือการได้มาซึ่งอำนาจนอกวิถีประชาธิปไตย แต่ถามว่าทำไมสังคมไทยหลายคนยังยอมรับอยู่
สิ่งเหล่านี้มองได้เร็วๆ ก็คือ มองเป็นกระแสของสังคมหรือการเมือง เมื่อกระแสเปลี่ยนไป อย่างลุงตู่อยู่นานไปคนก็เริ่มเบื่อก็เรียกร้องประชาธิปไตย กระแสก็มีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้น พอกระแสเปลี่ยน ตอนนี้เราก็เห็นว่าคนกลับมาเรียกร้องว่าทหารต่างหากที่จะเป็นผู้รักษาอธิปไตยของชาติ เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แห่งชาติ
เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คิดว่ามันก็เป็นกระแสหรือเป็นจังหวะการเมืองด้วย
แล้วที่น่าสนใจ คนมองว่าผู้ที่สร้างเงื่อนไขให้ทหารออกมาก็คือนักการเมืองเป็นจุดเริ่ม
: รัฐธรรมนูญต้องแก้ ต้องออกแบบแบบใด?
ส่วนตัวคิดว่าเราต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญจริงๆ กล่าวคือ ไม่ควรจะเอาทุกอย่างไปยัดใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อมีปัญหาอยากจะแก้ไขหรือยกเลิกหรือต้องการฉีกสิ่ง ต่างๆ ที่เคยเขียนไว้ก็ถูกยกเลิกไปด้วย
ภูมิยกตัวอย่างง่ายๆ หลายประเทศมีรัฐธรรมนูญไม่กี่มาตรา อย่างสหรัฐอเมริกามี 7 มาตรา มีการแก้ไขเพิ่มเติมบ้าง แต่ของไทยใส่ทุกอย่างแล้วก็มีทีท่าว่ารัฐธรรมนูญจะยาวขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม จะไปโทษรัฐธรรมนูญอย่างเดียวก็คงไม่ถูก เพราะหลายๆ อย่างที่เราเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นในเรื่องชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม มันไม่เคยเกิดกฎหมายที่ยั่งยืนมาก่อน
ดังนั้น เวลามีการร่างรัฐธรรมนูญ จึงเห็นภาพของการไปต่อรองหรือกดดันผู้ร่างว่าขอให้ใส่กระบวนการเหล่านี้เข้าไปในรัฐธรรมนูญ โดยหวังว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดในสิ่งที่ต้องการ
ฉะนั้น จึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญเติมกติกาหลายๆ อย่างเข้ามามากขึ้น ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้อาจจะอยู่ในกฎหมายลำดับรองลงไปก็ได้
จึงเกิดอีกประเด็นหนึ่งขึ้นคือ ในภาวะประชาธิปไตยปกติรัฐสภาที่มีหน้าที่ในการตรากฎหมายเหล่านี้ทำอะไรอยู่
จึงไม่แปลกใจว่าเมื่อมีรัฐประหาร มักมีกลุ่มคนบางกลุ่มมองว่าเป็นโอกาสในการเพิ่มเติมสิ่งบางอย่างที่อยากได้เข้าไปในรัฐธรรมนูญ
และที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ไทย เวลาผ่าน พ.ร.บ.ต่างๆ มักจะไปผ่านในช่วง “ภาวะไม่ใช่ประชาธิปไตย” ด้วย ก็เลยเกิดภาพในมุมหนึ่งคนก็ต้านรัฐบาล แต่กลับมีคนอีกกลุ่มที่มองว่านี่คือโอกาสที่จะมีกฎหมายที่เขาอยากจะได้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้น โมเดลของรัฐธรรมนูญควรจะเขียนเท่าที่จำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละประเทศมีบริบทที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นความสั้นความยาวของรัฐธรรมนูญอาจจะมีความแตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่การที่เราพยายามจะใส่ทุกอย่างเข้าไปแล้วสุดท้ายเกิดภาวะโยงกันไปโยงกันมาจนนำไปสู่ deadlock หรือเกิดปัญหาในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราผูกเอาไว้จะแน่น แล้วไม่มีช่องสำหรับการแก้ไขเลย
สุดท้ายเราก็จะพอมองเห็นว่าจะเลยไปสู่จุดใด อาจจะมีการเรียกร้องให้มีการรัฐประหารเหมือนในอดีตประวัติศาสตร์ของไทยที่ผ่านมา
: รัฐธรรมนูญ 2560 ฉีกง่ายกว่าแก้?
ถ้าเป็นฉบับนี้คนคงจะมองอย่างนั้น ซึ่งถ้าดูในหลักการปกติแล้ว ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายประเทศก็เขียนไว้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ 1. แก้แบบรายมาตรา ก็เขียนไปเลยว่ากระบวนการนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง กับอีกรูปแบบหนึ่งก็คือแก้ทั้งฉบับ เขาก็จะเขียนเงื่อนไขที่อาจจะมีเงื่อนไขมากกว่าการแก้ไขรายมาตรา
แต่เมื่อย้อนกลับมาดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะเห็นว่าไปทางไหนก็ทำได้ยากทั้งสิ้น เคยมีการแก้ก็จริง แต่กว่าจะแก้ได้ก็ลำบาก และประเด็นการแก้ส่วนใหญ่เป็นการแก้ในเรื่องกติกาการเมือง เช่น บัตรหนึ่งใบบัตรสองใบ แต่ในฝั่งประชาชนเองไม่อยากจะแก้ รวบรวมรายชื่อก็ต้องเยอะ และกระบวนการก็ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมเท่าไหร่
คนจึงมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ถ้าจะฉีกเริ่มเขียนใหม่น่าจะง่ายกว่า
: นิติศาสตร์ยังจำเป็นอยู่ไหมในประเทศนี้?
คิดว่านิติศาสตร์มีความจำเป็นอยู่ เพราะถ้าย้อนไปดูเจตจำนงของการมีกฎหมายในโลกใบนี้ คือ การสร้างกติกากลางที่จะทำให้สังคมนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่ว่าในปัจจุบันเราอาจจะเห็นนิติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจหรือเป็นเครื่องมือในการประหัตประหารคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าถ้ามีคนรู้กฎหมายเยอะและพร้อมทำตามกติกานี้ หากกติกานี้ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ที่จะปฏิบัติตาม ก็เชื่อว่านิติศาสตร์จะกลับสู่เจตจำนงดั้งเดิม คือทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และที่สำคัญที่สุดเราต้องเชื่อในหลักการประชาธิปไตย
หลักการประชาธิปไตยเชื่อในความหลากหลายและพยายามหาวิถีทางในการที่จะยุติความเห็นที่แตกต่างโดยการใช้กติกาเสียงข้างมาก ซึ่งหากเราเรียนรู้ก็จะพบว่าเสียงข้างมากยังคงต้องฟังเสียงส่วนน้อยอยู่ว่าความเห็นต่างนั้นคืออย่างไร
ในขณะเดียวกัน เสียงส่วนน้อยก็ต้องรู้จักยอมรับว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่ต้องการ แล้วเราเป็นฝ่ายที่เสียงน้อยกว่าก็ต้องยอมรับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนน้อยนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปตลอดในวันหนึ่งอาจจะกลายเป็นสิ่งที่กลับมากลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ก็ได้
เพราะฉะนั้นก็ยังเชื่อว่าในปัจจุบันกฎหมายพัฒนาไปไกลมาก บางอย่างอาจจะไปเร็ว
บางอย่างประเทศไทยอาจจะยังมีกฎหมายที่เคลื่อนตัวไปได้ช้า แต่สุดท้ายแล้วโดยมาตรฐานสากลก็จะช่วยดึงแล้วก็ยกระดับของกฎหมายในประเทศเราให้ไปถึงจุดนั้นได้
: อยากฝากอะไรถึงนักกฎหมายรุ่นใหม่
นักกฎหมายในอนาคตเราจะไม่เก่งการท่องจำตัวบท ท่องฎีกา แต่นักกฎหมายรุ่นใหม่จะต้องมีความสามารถในการเข้าใจบริบทแวดล้อมเพื่อเป็นฐานความรู้ และองค์ความรู้เหล่านี้จะสามารถเอามาใช้วิเคราะห์ในตัวกฎหมายเองว่ากฎหมายดีไม่ดีควรแก้อย่างไร เพื่อจะได้พัฒนาวงการนิติศาสตร์ต่อไป
รูปโฉมของการเรียนนิติศาสตร์นั้นเราจะใช้ทักษะในการลงมือปฏิบัติมากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น แล้วการกล้าตั้งคำถามจากกฎหมายที่ออกมาว่าดีจริงหรือเปล่า ถ้าจะทำให้ดีกว่านี้ต้องทำอย่างไร
ถ้าทำได้เช่นนี้ มีองค์ความรู้วิเคราะห์พัฒนาต่อยอดจะทำให้กฎหมายหรือวงการนิติศาสตร์ของไทยก้าวหน้าไปอย่างแน่นอน
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
