MatiTalk บาปกรรมยังไม่เกรง กฎหมายจะปกป้องได้หรือ เมื่อพระสงฆ์ห่างไกลสังคมไร้การตรวจสอบ
รายงานพิเศษ
MatiTalk รศ.ดร.ภิญญพันธุ์
บาปกรรมยังไม่เกรง
กฎหมายจะปกป้องได้หรือ
เมื่อพระห่างไกลสังคมไร้การตรวจสอบ
“เราจะพบว่าพระจำนวนมากบวชตั้งแต่เด็กและไม่มีประสบการณ์ทางโลก ถ้ามุ่งเป็นพระที่ดีขัดเกลาตัวเองก็จะไปอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าขัดเกลาตัวเองไม่ดีพอก็จะต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ แบบที่เราเห็นวิกฤตฉาว ผมว่าเป็นแค่ปลายของภูเขาน้ำแข็ง เราไม่รู้เลยว่าในวัดนั้นมีกรณีอื่นๆ ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องสีกา อาจจะมีเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆ อีกก็ได้” รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง แสดงทัศนะและเสนอมุมมองต่อการปรับตัวของวงการผ้าเหลืองท่างกลางวิกฤตพระสงฆ์ที่เป็นข่าวฉาว ผ่านรายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์
ภิญญพันธุ์มองว่าวิกฤตทางศาสนาสัมพันธ์กับตัวสังคมด้วยเพราะว่าไม่ใช่เป็นปัญหาที่ปัจเจกชน ไม่ใช่ปัญหาที่พระรูปใดรูปหนึ่ง การขึ้นมาทั้งแผงของพระต่างๆ เหมือนกับว่าเป็น Simply ของกลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคมไปด้วย ซึ่งพระมีอยู่หลายแบบ แต่พระจำนวนมากที่สุดก็คือลูกชาวบ้าน
แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีพระแบบยอดพีระมิด อย่างเราจะเห็นว่าหลังๆ เริ่มมีพระจำนวนมากที่มาบวชตอนที่เรียนจบปริญญาตรีหรือประสบความสำเร็จในอาชีพในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับความชื่นชมกับผู้คนในสังคมเหมือนกัน
ดังนั้น ในมุมนี้พระก็จะมีอยู่ 2 ชนชั้นในพีระมิด โดยชั้นแรกจากฐานพีระมิด คือพระที่ไต่เต้าจากครอบครัวที่ยากจนและต้องการโอกาสของชีวิตที่ซัปพอร์ตตัวเอง ครอบครัวหรือคนรอบข้าง และอีกกลุ่มหนึ่งคือพระที่น่าจะมีความพร้อมระดับหนึ่ง โดยผ่านโลกมาเยอะ
ซึ่งพระแบบหลังอาจจะมีประสบการณ์ทางโลกมากกว่าและรู้ว่าตัวเองควรจะปฏิบัติตนยังไง

: ปัญหาพระส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนารุนแรงใช่ไหม
ส่งผลแน่นอน โดยเฉพาะยุคนี้คนห่างไกลศาสนามากขึ้น แต่คำว่าห่างศาสนาไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธเรื่องความเชื่อ การมูก็ยังเป็นกระแสที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือว่าการมูยุคนี้นอกจากอยู่ในวัดแล้วยังข้ามพื้นที่ด้วย เช่น มูนอกศาสนา อย่างฮินดู เทวรูป หรือศาสนาในศาสนาพุทธแต่ไม่อยู่ในวัดอีกต่อไป
ดังนั้น หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงของผู้คนกับศาสนากำลังอยู่ในช่วงที่มีทางเลือกให้หลากหลาย หมายความว่าอีกหน่อยอาจจะนับถือศาสนาโดยไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องไหว้พระหรือคุยกับคนที่ไม่ใช่พระก็ได้
ผมจึงคิดว่าวิกฤตศาสนาตรงนี้ส่งผลแน่ๆ กับศรัทธาหรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้นับถือศาสนาพุทธหรือผู้ที่ใช้ศาสนาพุทธเป็นที่พึ่งทางใจ
ศาสนาผูกโยงอยู่กับศรัทธา ความเชื่อมั่น เมื่อปรากฏการณ์สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมันบ่อนทำลายลดทอนความเชื่อมั่นต่อทั้งตัวศาสนา พระ ที่เป็นตัวแทนสำคัญของศาสนา
: เกิดอะไรขึ้นกับองค์กรสงฆ์เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันใช่หรือไม่
ปัญหาจำนวนมากที่เกิดขึ้นเป็นเพราะองค์กรไม่ค่อยได้รับการตรวจสอบ ทั้งองค์กรศาสนา ทั้งพระค่อนข้างที่จะลอยเหนือการตรวจสอบ
พอสังคมมองว่าศาสนาเป็นพื้นที่ของความเชื่อ บางส่วนจึงถูกผลักเป็นเรื่องของศรัทธา
เราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีวัฒนธรรมในการตรวจสอบศาสนา ไม่มีการคานอำนาจ ไม่ค่อยมีการถ่วงดุลอำนาจ
กับอีกด้านหนึ่งผมคิดว่าความเสื่อมนอกจากไม่มีการตรวจสอบที่ดีแล้วกลไกหรือจินตนาการของวัดหรือของพระสงฆ์ในการอยู่ร่วมกับสังคมก็มีความคับแคบพอสมควร
เราจะเห็นพระทำงานบุญงานประเพณี แต่มักละเลยมิติในเรื่องของการซัปพอร์ตสังคมในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการทางสังคม แต่ไปเน้นในเรื่องของการสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่โตเราเห็นการใช้งบประมาณหรือทรัพยากรในการซัปพอร์ตผู้คนค่อนข้างน้อย ดังนั้น ผมว่าปัญหาของพระหรือองค์กรสงฆ์คือการไม่ได้ปรับตัวไปเชื่อมโยงกับโลกอย่างที่ควรจะเป็น
สิ่งหนึ่งที่พระมีอยู่ในมือ คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ เรามีทั้ง มจร.และ มมร. แต่เราเห็นงานวิจัยงานผลิตความรู้ที่เข้าใจสังคมน้อยมาก วิทยานิพนธ์ที่พยายามที่จะเข้าใจสังคมโดยไม่รีบตัดสิน ผมว่ามีไม่เยอะ
งานวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์ควรเป็นงานวิจัยเชิงมานุษยวิทยาศาสนาหรือความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่นักศึกษาหรือนิสิตในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ไปค้นพบปัญหา มีการถกเถียงพูดคุยกับสังคม
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นอยู่หรือทำอยู่ไม่ได้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือในการทำความเข้าใจสังคมแบบนั้น ตรงนี้แหละน่าจะเป็นหนทางที่เป็นตัวเปิดประตูทำให้ตัวศาสนานั้นเข้าใกล้ชิดกับสังคมอย่างน้อยด้วยมิติทางการแสวงหาความรู้
แต่สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่าพระใช้ประสบการณ์ตรงของตัวเองเป็นหลัก เติบโตตั้งแต่เด็กจนโตอยู่ในวัดอย่างเดียว อยู่กับตัวเอง และญาติโยมที่ใกล้ชิด ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยหลากหลาย
ดังนั้น โลกทัศน์ของพระในการเข้าใจสังคมจึงถูกจำกัดด้วยศรัทธาของญาติโยมที่อยู่ล้อมรอบตัวเท่านั้นเอง ซึ่งไม่นำไปสู่การอธิบายเรื่องที่สลับซับซ้อนที่ทำให้เข้าใจสังคมได้มากกว่านี้และเมื่อไม่เข้าใจสังคมก็ไม่นำไปสู่การสร้างสรรค์หรือการมีกิจกรรมที่ไปเชื่อมโยงหรือเป็นพันธกิจร่วมกับสังคม ยกตัวอย่าง มีบางศาสนาที่ให้ความสำคัญมากกับทำการสังคมสงเคราะห์คนจนแต่ศาสนาพุทธไม่มีมิตินี้หรือมีก็น้อยมาก
กรณีวิกฤตทางสังคมวิกฤตทางศาสนาที่เกิดขึ้น ผมว่าสิ่งที่น่าสนใจคือถ้าสังเกตดูเราไม่เห็นพระรุ่นใหม่ที่เป็นพระปัญญาชน พระในมหาวิทยาลัยสงฆ์ออกมาพูดในมิตินี้ในเชิงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น
อาจจะมีเห็นบางที่โควตคำพูดพระชั้นสูง อย่าง พระประยุทธ์ ปยุตฺโต หรือ พระพยอม ซึ่งถือว่าการที่มีเพดานแค่พระพยอมถือเป็นตัวชี้วัด ว่าคณะสงฆ์ขาดบุคลากรมากๆ ที่จะอธิบายหรือทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในทุกวันนี้
และสุดท้ายก็ไปถูกโยงกับเรื่องของการวิจัยการผลิตความรู้ การสื่อสารและสนทนากับสังคมที่ผมว่าพระไทยทำได้ไม่ดีเลย

: การกระทำผิดทางศีลธรรม สู่ความผิดทางอาญาเป็นไปได้หรือไม่
ผมว่าเรื่องกฎหมายเอาข้อจริงเราอาจยังไม่เห็นตัวกฎหมายจริงๆ ที่เขาอยากเสนอ
ถึงแม้จะมีร่างตัวเก่าแล้วอยากจะมาปัดฝุ่นใหม่แต่ผมไม่แน่ใจว่าเราจะคุยกับมันในฐานะตัวบทได้แค่ไหน
ผมคิดว่าการใช้กฎหมายหรือการใช้อำนาจในการบีบบังคับ บางกรณีอาจจะใช้ได้แต่ในกรณีนี้ใช้ได้หรือเปล่าผมว่าเป็นสิ่งที่น่ากังขามากๆ
เช่น ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับพระไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ควรต้องถูกลงโทษ แต่คำถามคือสุดท้ายแล้วแก้ปัญหาจริงๆ หรือเปล่าหรือการใช้ยาแรงมากๆ กับการแก้ไขปัญหาทางสังคมมันช่วยจริงๆ หรือ
ผมว่าในเคสของไทยเราเห็นหลายกรณีไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา มีพระหลายรูปที่ถูกใส่ความทั้งเรื่องเงินทั้งเรื่องสีกาทั้งเพื่อสกัดกั้นไม่ให้พระเหล่านั้นไต่เต้าตำแหน่ง
ทางการเมืองก็มีกฎหมายจำนวนมากถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวถามว่ากฎหมายที่จะใช้ปกป้องได้จริงหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้จริง
ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับผม กลับไปอย่างที่ผมบอกความเข้มแข็งของคุณก็คือความรู้ต่างหาก คุณมีความรู้ความเข้าใจปรากฏการณ์สังคมนี้ยังไง
อย่างกรณีเรื่องเพศ เรื่องสีกาถามว่าคุณเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน คุณคิดว่าสุดท้ายแล้วเป็นแผนนารีพิฆาตเกิดจากผู้หญิงเท่านั้นหรือเกิดจากแก๊งมิจฉาชีพที่เข้ามาหาประโยชน์กับพระเท่านั้นจริงๆ หรือ
ผมว่าบางทีอาจจะต้องทบทวนว่าคุณหลอกตัวเองหรือเปล่า ถ้าไม่มีสีกาคนนั้นศาสนาจะยังดีอยู่อย่างนี้ใช่ไหม นี่เป็นลักษณะเฉพาะใช่ไหมที่เกิดขึ้นกับพระบางรูปใช่หรือไม่
ผมว่าสุดท้ายแล้วที่ควรจะทำมากกว่าสิ่งอื่นก็คือวงการสงฆ์เองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเองต้องตั้งคำถามกับตัวเองเยอะๆ หน่อยว่าเหตุการณ์เหล่านี้นอกจากปัจจัยตัวบุคคลแล้วมีเรื่องอื่นๆ ที่มาเกี่ยวข้องอีกไหม
สุดท้ายผมคิดว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้หรอก ถ้าคนเชื่อเรื่องพระวินัย โดยเฉพาะพระถ้าคุณเชื่อเรื่องบาปกรรมแน่ๆ อย่างนั้นมันใหญ่กว่ากฎหมายอีกนะ ถ้าเอาเรื่องตรรกะทางศาสนาจับกับคุณก็น่าจะพอแล้วไหม
สุดท้ายผมคิดว่าจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งบ้านเราการเมืองเรื่องใหญ่มากและหลายคนไม่รู้ว่าการเมืองในวงการสงฆ์รุนแรงแค่ไหนทั้งภายในนิกายเดียวกัน ทั้งข้ามนิกาย
: การจัดการทรัพย์สิน เงิน ของวัดและพระอย่างไรจึงจะเหมาะสม
ผมคิดว่าสุดท้ายเราต้องมองพระและวัดเป็นกลไกในสังคม พระก็เป็นพลเมืองในสังคมไทย ดังนั้น ถ้าเรามองแบบตรงไปตรงมา พระก็คือบุคคล บุคคลเป็นพลเมือง พลเมืองถ้ามีรายได้ก็ต้องยื่นภาษี สุดท้ายก็ทำให้พระเป็นพลเมืองการยื่นภาษีนั่นหมายความว่ามีการตรวจสอบได้จริงๆ
ทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนทุกคนแม้จะไม่ถึงขั้นที่ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นใช่ไหม เช่นเดียวกันพระอาจจะต้องเป็นแบบนั้นโดยนับตั้งแต่บรรลุนิติภาวะไปก็ได้
ถ้าคุณมีเงินเข้ามาเท่าไรก็ต้องยื่นภาษีในแต่ละปี ถ้าฐานเงินเดือนคุณไม่ถึงคุณก็ไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าเงินคุณถึงคุณก็ต้องจ่ายและขณะเดียวกันรายได้คุณก็จะอยู่ในฐานภาษีด้วยหมายความว่าเมื่อรายได้อยู่ฐานภาษีคุณก็พร้อมที่จะถูกตรวจสอบโดยรัฐอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ การที่นิติบุคคลมีรายได้ก็ต้องแจ้งเช่นเดียวกัน
ความหมายของผมก็คือไม่ใช่ว่าเราต้องการอยากได้เงินวัดแต่เงินวัดและวัดควรจะถูกตรวจสอบผ่านระบบภาษีและสรรพากร น่าจะเป็นเรื่องเบสิกที่เราจะเห็นเลยว่าเส้นทางเงินเป็นยังไง ยังไม่ต้องนับธุรกิจสีเทาบางอย่างที่สัมพันธ์กัน เช่น เรื่องการฟอกเงิน ก็จะถูกจับตามากขึ้นง่ายขึ้น
ชมคลิป
