คำ ผกา
ทั้งหมดขวาหัน
อะเกนแอนด์อะเกน
เป็นเรื่องที่ชวนให้หัวใจสลายมากเมื่อคนธรรมดาสามัญไม่ใช่ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพียงประชาชนคนธรรมดาที่ใช้ชีวิต ไปปั๊มน้ำมันไปซื้อของในเซเว่นฯ แต่ต้องมาเสียชีวิตจากการสักแต่ว่ายิงของทหารกัมพูชา และจากการกระทำนี้ชัดเจนว่ากัมพูชาสุ่มเสี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานะของอาชญากรสงคราม
เรื่องนี้บานปลายขึ้นได้อย่างไร?
ฉันวิเคราะห์ในฐานะของคนที่ติดตามข่าวและคนที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองเป็นอาชีพ ซึ่งอาจจะผิด และไม่จำเป็นต้องเชื่อฉันก็ได้
การกระทบกระทั่งกันเรื่องพรมแดนและเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องใหม่ สภาวะกำกวมและไม่ลงรอยกันของการอ้างสิทธิเหนือดินแดนเกิดขึ้นในตลอดการมีอยู่ของทั้งสองประเทศในฐานะรัฐชาติและดังที่หลายคนเรียกว่าเป็นมรดกของอาณานิคม เพราะการจัดทำเส้นเขตแดนของ “ชาติ” นั้นเป็นนวัตกรรมของเจ้าอาณานิคมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสที่ต่างก็ต้องการความชัดเจนว่าเขตอำนาจของตนทางดินแดนนั้นกินอาณาบริเวณใดบ้าง
ฉันจะไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่เอ่ยขึ้นมาเพื่อจะบอกว่าด้วยกระบวนการปักปันเขตแดนและเงื่อนไขทางการเมือง “ภายใน” ของทั้งไทยและกัมพูชาทำให้ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถปะทุได้อยู่เนืองๆ เพราะเรื่องนี้ถูกใช้ในการปลุกระดมลัทธิคลั่งชาติเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับผู้นำของประเทศที่ประสบปัญหาความมั่นคงในอำนาจของตนเอง
ฉันใดก็ฉันนั้น ในบางห้วงเวลา เรื่องเขตแดนระหว่างสองประเทศนี้ก็สามารถอยู่ในภาวะราบรื่นฮันนีมูน ค้าขาย ร่วมมือกันหากปัจจัยการเมืองภายในราบรื่น
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยเพราะประเทศเขาเองอยู่ในสถานะ “ดาวรุ่ง” ของภูมิภาค มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สร้างบ้านสร้างเมืองทันสมัย มีโรงแรมหรู ร้านอาหารเก๋ๆ กำลังบ่มเพาะอัตลักษณ์รีแบรนด์ความเป็นกัมพูชาที่ฮิปและชิค มีเศรษฐีใหม่ๆ การเกิดขึ้นของคนชั้นกลางแม้จะยังน้อยนิดและกระจุกตัว
แน่นอนเกือบร้อยละร้อยเป็นความมั่งคั่งจากการลงทุนของจีนที่แผ่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลก
ในห้วงเวลาดาวรุ่งของกัมพูชาจะเห็นว่าเราไม่เคยมีปัญหาและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่เสมอมา ไม่นับมูลค่าการค้าชายแดนนับหมื่นล้านที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องเส้นแขตแดนก็อิงอยู่กับ MOU43 และโปรดอย่าลืมว่ายังมีโครงการศึกษาการขุดก๊าซธรรมชาติหรือ OCA มาใช้ร่วมกันที่ทำต่อเนื่องมาตลอดแม้ในสมัยของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา
การวิเคราะห์นี้อาจจะผิด แต่หลายคนมองว่าเมื่อจีนชะลอการลงทุนในกัมพูชา สถานะดาวรุ่งก็ชักจะไม่รุ่ง เพราะในช่วงที่รุ่งเรืองก็ไม่แน่ใจว่ากัมพูชาได้สร้างเศรษฐกิจของตนเองอันไม่ต้องยืมจมูกจีนมาหายใจหรือไม่?
หรือในช่วงที่รุ่งนั้นมีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่ดูดซับความมั่งคั่งเอาไว้และไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในสเกลของประชาชนคนรากหญ้า
มิพักต้องพูดว่าทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ประเทศไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มันจึงเป็นเศรษฐกิจ การเมืองที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการอย่างหมดจด
เพราะเราต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลของตระกูลฮุนนั้นชนะเลือกตั้งทุกครั้งเพราะไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากพรรคคู่แข่งถูกยุบพรรคและนักการเมืองฝ่ายค้านไม่มีสวัสดิภาพในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
รัฐบาลเผด็จการจะอยู่ได้ดีพอสมควรถ้าเศรษฐกิจดี แต่เมื่อดาวรุ่งเริ่มโรยราเพราะไม่มีเงินทุนจากจีนไหลเข้ามา คะแนนนิยมของรัฐบาลก็ตกต่ำ ประจวบกับนายกฯ ผู้ลูกคือฮุน มาเนต ขึ้นสู่อำนาจในห้วงเวลานี้พอดี
ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นการวิเคราะห์แบบเดาแบบไม่มีความรู้ ดังนั้น โปรดอ่านเพื่อคิดและเพื่อไปแสวงหาข้อมูลต่อ

วิกฤตความนิยมของผู้นำทำให้เรื่องชาตินิยมและดินแดนถูกนำมาใช้เพื่อดึงคะแนนนิยมและเพื่อให้คนลืมปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเสีย จึงนำมาซึ่งความพยายามจะทวงคืนโบราณสถานปราสาทต่างๆ อีกครั้ง
และอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ในระหว่างชาวเน็ตของทั้งสองชาติก็มีการปะทะกันทางติ๊กต็อกบ้าง เฟซบุ๊กบ้างอยู่เนืองๆ ว่าเธอเลียนแบบชั้น ชั้นเลียนแบบเธอ รำไทยเป็นของเขมรหรือเขมรมาเรียนจากไทย ชุดไทยชุดไหนชุดไหนชุดประจำชาติกัมพูชา เรื่อง “ไร้สาระ” ทำนองนี้มีมาผ่านตาอยู่เนืองๆ
แต่เหตุที่เป็นตัวจุดชนวนปะทุอย่างเป็นรูปธรรมคือเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เมื่อทหารกัมพูชาถูกยิงเสียชีวิตที่ช่องบก นำมาซึ่งการปะทะในเขตพิพาททั้ง 6 เขตในวันที่ 24 กรกฎาคม และต่างก็อ้างว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายเริ่ม
นำมาซึ่งการเพิ่มกำลังพลทำให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนทั้งหมดตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการ “ยั่วยุ” และการ “บลั๊ฟฟ์” กันไปมาระหว่างชาวเน็ตทั้งสองประเทศ ซึ่งผลทางอ้อมคือภาวะ “คลั่งชาติ” ในนามของความรักชาติ
ซ้ำเติมด้วยการที่กลุ่มคนไทยที่เกลียดชังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เกลียดนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เกลียดทักษิณ ชินวัตร ผสมปนเปกับ “นิทาน” ว่าด้วยการขายชาติ
ปะปนไปกับเรื่องราวของเกาะกูดที่ว่ารัฐบาลจะยกเกาะกูดให้กัมพูชา
ทักษิณสนิทกับฮุน เซน จนสมคบคิดกันฮุบประเทศ เป็นเหตุให้รัฐบาลที่นำโดยแพทองธารไม่ยอมทำอะไร ปล่อยให้ทหารกัมพูชามาหยามศักดิ์ศรีประเทศไทย หยามศักดิ์ศรีกองทัพไทย

ซึ่งฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากเพราะรัฐบาลของแพทองธาร และรัฐมนตรีกลาโหมที่ชื่อภูมิธรรม เวชยชัย (ขณะนั้น) ต่างหากที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสากล นั่นคือ พยายามหาทางออกของความขัดแย้งบนโต๊ะเจรจา อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ มีเป้าหมายเพื่อรักษาชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
ฉันท้าให้ย้อนไปอ่านหรือฟังบทสัมภาษณ์ของทั้งนายกฯ แพทองธาร รองนายกฯ ภูมิธรรม กระทรวงการต่างประเทศ ต่างยืนยันว่าประเทศไทยไม่ต้องการการสู้รบ ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้ง ต้องการเป็นมิตรภาพ และความสัมพันธ์อันดีของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศที่ข้ามแดนข้ามด่านกันไปมา มีการค้า มีการเรียนหนังสือ มารักษาพยาบาลในประเทศไทย
และนายกฯ แพทองธารประกาศชัดเจนว่า จะไม่มีการผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศ และจะดูแลแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยตามหลักสิทธิแรงงานสากลและมนุษยธรรม
รัฐบาลและนายกฯ ไทยก้าวหน้าขนาดนี้ แต่กระแสสังคมกลับโกรธเคืองว่าอ่อนข้อให้เขมร
ฝ่ายค้านฉวยโอกาสโจมตีว่ารัฐบาลอ่อนแอ อ้างวาทกรรมขวาจัดแบบ “หนึ่งมิลลิเมตรของดินแดนก็จะไม่ยอมเสีย”
และเพียงเพราะเกลียดรัฐบาลก็หันไปยกย่องกองทัพเพื่อสร้างความรู้สึกในสังคมว่า รัฐบาลพึ่งไม่ได้ กองทัพต่างหากเป็นที่อุ่นใจของประชาชน
ซึ่งย้อนแย้งกับการประกาศว่าเป็นพรรคหัวก้าวหน้าก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เพราะหากเราต้องการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เราจะไม่ดึงให้สังคมกลับมองกองทัพว่ามี “บารมี” เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ระหว่างที่เหตุการณ์ชายแดนกำลังระอุ การเมืองภายในประเทศก็ระอุ เพราะการปรับ ครม. ของนายกฯ แพทองธารทำให้กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เป็นโควต้าของพรรคภูมิใจไทยอีกต่อไป นำมาซึ่งการถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลของภูมิใจไทยที่ระอุไปพร้อมๆ กับการเร่งเครื่องคดีเขากระโดงและการฮั้ว ส.ว.
ทันใดนั้นก็เกิดการปล่อยคลิปบทสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธารกับฮุน เซน
เนื้อหาของบทสนทนา สรุปโดยกระชับคือ นายกฯ แพทองธารพยายามจะเอาน้ำเย็นเข้าลูบด้วยการบอกว่าปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้เห็นลงรอยกับกองทัพ ขอโทษ ทีนี้ความต้องการของฝ่ายไทยคือ ทำยังไงจะไม่ต้องรบกัน รบกันไปก็มีแต่ความสูญเสีย อยากให้มีความปลอดภัยเกิดแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง ค้าขายกันได้เหมือนเดิม คุณอาช่วยหน่อยได้ไหม เพราะหากเป็นแบบนี้ ตัวนายกฯ ก็โดนด่าหนักมาก โดนไล่ให้ไปเป็นนายกฯ กัมพูชาแล้ว ก่อนจะจบลงด้วยการต่อรองให้มีการเปิดด่านพร้อมกันซึ่งฮุน เซน ไม่ยอม ฮุน เซน ต้องการให้ไทยเปิดก่อน
ใจความสำคัญมีเท่านี้ แต่ประโยคที่ถูกเอาไปปั่นแบบตัดขาดจากบริบทคือ “อยากได้อะไรให้บอก”
รวมถึงความสัมพันธ์กับรัฐบาลกับกองทัพที่เห็นไม่ตรงกันในบางเรื่องบางจุดซึ่งเป็นเรื่องที่แสนจะปกติในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เพราะถ้ารัฐบาลนี้เป็นเนื้อเดียวกับกองทัพ ฝ่ายค้านหัวก้าวหน้าก็จะด่าอีกว่า เป็นรัฐบาลพลเรือนเลียตูดทหาร (เขียนบทให้ล่วงหน้าได้เลย)
เราจะเห็นว่านายกฯ แพทองธารไม่ทันเกมฮุน เซน หรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดควรเห็นพ้องต้องกันว่า ฮุน เซน กระทำในสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ไม่ชอบธรรม นั่นคือ นำเสียงบทสนทนามาเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สนทนา!
ง่ายๆ แค่นั้น แต่ความเกลียดชังของคนไทยบางกลุ่มที่มีต่อนายกฯ แพทองธารกลับทำให้เรื่องนี้เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ของนายกฯ แพทองธาร
ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจึงพากันสามัคคีบาทามาที่ตัวนายกฯ และรัฐบาล
สลิ่มเฟสหนึ่งไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กลุ่มสีน้ำเงินเรียกร้องให้ลาออก ฝ่ายค้านสีส้มกระทืบเท้าบอกว่า นายกฯ อ่อนหัดต้องยุบสภา (สภาก็งงๆ ว่าเราทำอะไรผิด) จตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาก่อม็อบ
ฮุน เซน เห็นแบบนี้ก็กระหยิ่ม คนไทยจำนวนหนึ่งเกลียดชินวัตรจนยอมหลับตามองไม่เห็นว่าฮุน เซน “ละเมิด” รัฐบาลไทยอย่างไร และยอมทอดตัวเป็นเครื่องมือและเป็นกระบอกเสียงของฮุน เซน อย่างอิ่มเอมใจ
อย่างไรก็ตาม การสู้แบบจนตรอก หลังพิงฝาของฮุน เซน ด้วยการปล่อยคลิปบทสนทนาออกมา กลับทำให้ประชาคมโลกมองว่ากัมพูชาเล่นไม่ซื่อ ไม่ตรงไปตรงมา ทำลายหลักความไว้ใจในการเจรจาระหว่างผู้นำกับผู้นำ เพราะการเจรจา ยกหูหากันเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดการหักหน้ากัน ไม่ต้องลากกันมาตบกลางสี่แยก ต่อไปก็จะได้คบหาสมาคมกันได้อยู่
ในขณะที่ฮุน เซน เพลี่ยงพล้ำ กระทำความอับอายขายขี้หน้าต่อชาวโลกกรณีปล่อยเสียงสนทนากับนายกฯ แพทองธารออกมา ตัวนายกฯ แพทองธารก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
การที่ฮุน เซน เผยแพร่บทสนทนาทางโทรศัพท์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สนทนาคือนายกฯ แพทองธารคือจุดจบของมิตรภาพระหว่างทักษิณกับฮุน เซน
ทั้งหมดนี้คือ “ปูม” ที่เราพึงทราบเพื่อตั้งสติกับภาวะ “สู้รบ” ที่เกิดขึ้นว่ามันไม่เคยเริ่มต้นจากฝั่งประเทศไทย ไม่เคยเริ่มต้นจากฝั่งรัฐบาลไทย แต่การสู้รบที่ถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจภายในของกัมพูชาที่ต้องการเบี่ยงเบนประเด็นความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ปัญหาสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ คะแนนนิยมของรัฐบาลที่ถดถอยให้มาสู่ฉันทามติของการมีศัตรูร่วมคือ “ไทย”
หากเราไม่หน้ามืดตามัวจนเกินไป เราจะมองออกว่าทางฮุน เซน ใช้ปฏิบัติการทางข่าวสารสร้างโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศไทยรังแกกัมพูชา และกำลังสร้างภาพฮุน เซน ให้เป็นวีรบุรุษกู้ชาติ เป็นบิดาแห่งชาติอีกครั้ง
น่าเสียใจที่สื่อมวลชนของไทยเข้าร่วมขบวนการสร้างภาพฮีโร่ให้ฮุน เซน ช่วยเผยแพร่ข่าว เผยแพร่ภาพโฆษณาชวนเชื่อนี้ของฮุน เซน เพียงเพราะอยากสื่อสารว่านายกฯ ของไทยสู้ไม่ได้ และทั้งหมดนี้ทำไปเพียงเพราะสะใจ สาแก่ใจ
ในขณะที่สื่อต่างชาติและคนทั้งโลกวิเคราะห์ว่า รัฐบาลแพทองธารไปทุบหม้อข้าวฮุน เซน จากการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทลายเครือข่ายกาสิโน พนันออนไลน์ จนเกิดเป็นการสู้รบ
สื่อไทยกลับต้องการจะเชื่อทุกหายนะในประเทศเกิดจากทักษิณ
เมื่อระเบิดลูกแรกลง มีคนตาย มีเด็กตาย ทางกัมพูชาเลือดเย็นและอำมหิตพอที่จะเล่นเกมนี้ เพราะพวกเขาไม่เคยมีประชาชนอยู่ในสมการของการบริหารประเทศอยู่แล้ว เขาไม่มีอะไรต้องเสีย ไม่แคร์ที่จะเคารพกติกาใดๆ
แน่นอนทางไทยไม่มีทางเลือกนอกจากตอบโต้ และนั่นคือนับหนึ่งของสงครามที่กัมพูชาปรารถนาอยากให้มี
กระแสหันขวาที่จำศีลอยู่นับทศวรรษก็เป็นเหมือนยักษ์ที่ออกจากตะเกียง
ชุดภาษาอย่างทหารหาญ นักรบผู้กล้า ธงชาติ การส่งต่อความรู้สึกเจ็บปวด ภาพครอบครัวของผู้เสียชีวิต หยดเลือด หยาดน้ำตา กำลังทำงานในเชิงจิตสำนึกและอุดมการณ์อย่างที่มันถูกคาดหวังให้เป็นมาโดยตลอด และสิ่งนี้ไม่เคยหลับใหลตายไปจากจิตไร้สำนึกของพวกเราแม้แต่วินาทีเดียว
ฉันพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่จะเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งศพของคนบริสุทธิ์นับไม่ถ้วน ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ
แต่จะนำพาสังคมไทยกลับไปเป็นสังคมที่มีภาวะขวาจัดจากที่จัดมากอยู่แล้ว ทหาร กองทัพจะกลับมาเป็นฮีโร่ และเป็นที่พึ่ง
นักการเมืองสายเสรีนิยม มนุษยนิยมจะถูกมองว่าเป็นพวกโลกสวย
นักการเมืองที่อยากได้คะแนนนิยมจากประชาชนต้องตอบสนองความปรารถนาของมวลชนด้วยการเสิร์ฟวาทกรรมที่ขวาที่สุดออกสู่โหวตเตอร์
สื่อจะแสวงหาเอนเกจเมนต์ด้วยการเสิร์ฟเรื่องเล่าแนวรักชาติยิ่งชีพ
พรรคการเมืองที่วางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองไว้ว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าก็จะตกม้าตาย เพราะหวังผลอยากทำลายพรรคเพื่อไทยที่เป็นคู่แข่งแต่สุดท้ายฝ่ายที่จะผงาดขึ้นมาคือฝ่ายขวาจัดที่ย่อมเห็นว่าพรรคการเมืองสีส้มคือศัตรูอยู่นั่นเอง
และนับจากนี้ไปอีกสิบปียี่สิบปีอย่าหวังว่าจะได้พูดเรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หรือปฏิรูปกองทัพอีก
