คำ ผกา
ส้มเทิร์นเขียว
ปั่นเองเละเอง
เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ประเด็นเรื่องชาติ ดินแดน ชาตินิยม และภาวะคลั่งชาติกลับมาอีกครั้ง
ฝ่ายเสรีนิยมในประเทศไทย (ฉันเป็นหนึ่งในนั้น) เริ่มมีความกังวลว่าสังคมไทยจะหันขวากลับไปสู่การเป็นสังคมอนุรักษนิยมและทหารนิยมอีกครั้ง
แน่นอนว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพของประชาธิปไตยในช่วงที่เรากำลังก่อร่างสร้างตัวกันอยู่
ม็อบของจตุพร พรหมพันธุ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม พยายามปลุกระดมเรื่อง “เสียดินแดน”
และในสงครามข่าวสารนั้นฝุ่นตลบยิ่งกว่าเพราะเราเจอทั้งข่าวปลอมของคนไทยด้วยกันเอง ข่าวปลอมที่ผลิตจากกัมพูชา ข่าวของสื่อไทยที่ไปเอาข่าวปลอมจากกัมพูชามาขยายผล ข่าวจากฝั่งไทยที่ผลิตข่าวปลอมโจมตีกัมพูชา
และแม้กระทั่งเพจคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่หารายได้จากยอดวิวก็ใช้เอไอผลิตภาพและเรื่องเชิงละครคุณธรรมมาหลอกลวงคนอย่างเป็นล่ำเป็นสันเช่นกรณีหมาที่ปราสาทตาเมือนธมหรืออะไรสักอย่าง ทำเอาคนเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเรื่องจริง บางคนร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดไปแล้ว
หลายคนก็ไม่สนใจว่าสิ่งนี้เป็นข่าวปลอม ต่อให้มีคนมาบอกว่าปลอมก็ไม่แคร์ เพราะเราอยู่ในยุคที่แยกระหว่างความจริงกับความจริงเสมือนไม่ออกแล้ว
เรื่อง “ชาติ” เป็นเรื่อง “ชอบกล” อธิบายให้เข้าใจยาก เพราะมันฝืนความรู้สึกว่าที่เรารู้สึกว่าชาติมีไว้ให้รัก หากไม่มีชาติ ไม่มีแผ่นดิน เราจะกลายคนสิ้นชาติ ไร้ราก ไร้แผ่นดินจะอยู่
จินตนาการเห็นตัวเองระเหเร่ร่อน มีชีวิตอยู่ตามศูนย์ผู้อพยพ สิ้นแล้วซึ่งความภาคภูมิใจใดๆ ในตนเอง
หรือรับรู้ว่าหากศัตรูมารุกรานเรานั่นแปลว่าเขาต้องการมายึดเราเป็นเมืองขึ้น หากทำสำเร็จพวกเราจากที่เป็น “ไท” ก็จะกลายเป็น “ทาส”
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องรักและปกป้องบ้านเมืองยิ่งชีพ
ฉันขอย้ำอีกครั้งว่า ความรักชาติไม่ผิด และเราควรต้องรักชาติให้มากด้วย
แต่ก่อนที่เราจะรักชาติมากๆ เราน่าจะต้องมาเข้าใจเสียหน่อยว่าชาติและชาติไทยของเรานั้นคืออะไรกันแน่
ฉันถามเพื่อนว่า ปราสาทพนมรุ้ง เขาพระวิหาร นครวัด นครธม พระธาตุเจดีย์ที่อายุนับพันปีทั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชาสร้างโดยคนไทยและคนกัมพูชาจริงหรือไม่?
สมมุติว่าคนไทยที่ไปม็อบจตุพรบอกว่า ปราสาทต่างๆ เหล่านั้นเป็นของ “บรรพบุรุษ” เราสร้างไว้ จึงต้องปกปักรักษาไว้ สิ่งนี้จริงหรือไม่?
เพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ ตัวเราต้องไปสืบประวัติสาแหรกของตัวเองก่อน
เช่น สาแหรกของฉันนั้นเป็นไพร่ที่ถูกกวาดต้อนมาจากสักที่หนึ่งแถวเชียงตุง เชียงรุ้ง นี่แหละ ถูกเอามาเทไว้ที่เชียงใหม่ ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง
ดังนั้น บรรพบุรุษของฉันน่าจะอยู่ที่เชียงใหม่มาไม่เกินร้อยกว่าปีแน่นอน
หากว่าบรรพบุรุษของฉันมาอยู่เชียงใหม่ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองก็แปลว่า วัดเจีย์หลวง วัดเจ็ดยอดที่มีอายุเฉียดๆ พันปีก็เป็นมรดกทางโบราณสถานที่สร้างขึ้นมาโดยกลุ่มคนในอาณาจักรที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหล่าไพร่หรือ “ข้า” ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่เชียงใหม่ในภายหลัง
และหากพินิจดูกลุ่มประชากรที่มีชีวิตในเชียงใหม่ปัจจุบันก็มีทั้งแขกอินเดีย เนปาล ชาวจีน ชาวมุสลิมจากดินแดนที่ปัจจุบันเป็นบังกลาเทศ มาจากดินแดนที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพม่า
ดังนั้น พวกเราล้วนแล้วแต่เป็นประชากรที่อพยพมาอยู่ใหม่ทั้งสิ้นและน่าจะไม่มีความเกี่ยวดองอันใดกับทั้งสามพ่อขุนที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์เลย เพราะเรามาอยู่ในเมืองกันคนละเจเนอเรชั่นอย่างชัดเจน
จะบอกว่าพวกเรามาอาศัยแผ่นดินท่านก็คงไม่ผิด
คนจีนในเชียงใหม่ไม่น้อยก็เพิ่งอพยพโยกย้ายมาไม่เกินร้อยปี
ดังนั้น เราสามารถรำลึกถึงบุญคุณบูรพกษัตริย์ที่ท่านสร้างบ้านแปงเมืองไว้ให้เราได้ แต่จะเคลมว่าท่านเป็นบรรพชนของเราเป็นบรรพบุรุษของเราก็ดูจะเป็นการเคลมแรงไป
เพราะบรรพชนของพวกเราส่วนใหญ่อาจอยู่ที่มณฑลซัวเถานู้น
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ โบราณสถานที่อายุหกเจ็ดร้อยปีขึ้นไปในดินแดนแถบนี้ไม่ว่าจะในประเทศไหนก็น่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่เคยสร้างอาณาจักรโบราณในแถบนี้และล่มสลายไปแล้ว
รวมถึงผู้คนก็คงเป็นผู้คนชนเผ่าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชาวเราในปัจจุบันในเชิงดีเอ็นเอเลย
งานของนักโบราณคดีหรือนักอ่านศิลาจารึกในยุคอาณานิคมจึงพยายามจะแกะรอยว่า ใครกันหนอที่เป็นผู้สร้างอารยธรรมในดินแดนแถบนี้เพราะด้วยสำนึกแบบเจ้าอาณานิคมพวกเขาก็สงสัยว่าอารยธรรมอันล้ำเลิศ วิจิตร ที่ขุดค้นพบนั้นเป็นอารยธรรมของใครและมันล่มสลายเหลือเป็นดินแดนของคนพื้นเมืองที่ดู “ไม่รู้ความ” เหล่านี้ได้อย่างไร
ปรากฏการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นเฉพาะกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เกิดขึ้นกับเกือบทุกดินแดนอาณานิคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย จนเกิดขึ้นเป็นอินโดโลจีสำนักศึกษาประวัติศาสตร์อินเดียโดยคนยุโรปทั้งหมด
ฉันเขียนมายืดยาวเพื่อจะเตือนสติพวกเราทุกคนว่า ที่เป็นคนไทยกันทุกวันนี้พวกเราต่างเป็นผู้อพยพด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ
สืบสาแหรกตัวเองดีๆ หากบรรพชนโล้สำเภามาอยู่บางกอกไม่เกินสองร้อยปีก็อย่าเพิ่งไปเคลมว่าบรรพบุรุษฉันปกปักรักษาปราสาทนู่นนี่นั่นจะยกทัพไปรบเขมรบัดนาว
แล้วชาติของเราเป็นมาอย่างไร
อย่างที่หลายคนรู้ดีอยู่แล้วว่ารูปแบบการปกครองบ้านเมืองก่อนกลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่รัฐก่อนสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา ล้านนา รัตนโกสินทร์ ต่างก็เป็นรัฐที่บริหารด้วยระบบมูลนายซึ่งแปลว่าขอบเขตอำนาจรัฐวัดกันที่ “กำลังคน” ไม่ใช่ “ดินแดน” แสดงสวามิภักดิ์ผ่านบรรณาการ
รบกันแล้วประกาศชัยชนะก็ไม่ได้ “ยึดดินแดน” แต่ให้ส่งบรรณาการหรือแสดงสัญลักษณ์ให้รู้ว่าใครเป็นรัฐบรรณาการของใคร
และแต่ละอาณาจักรเป็นดั่งสถานีการค้าย่อยๆ มากกว่าเป็นประเทศชาติในแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
นวัตกรรมของรัฐและชาติเกิดขึ้นที่ยุโรป ซึ่งจะขอละไว้ไม่เอ่ยถึง
ตัดข้ามมาที่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราในยุคที่ชาติตะวันตกไม่ว่าจะเป็นดัตช์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ขยายอิทธิพลมาแสวงหาความมั่งคั่งผ่านการล่าเอาดินแดนแถบนี้ไปเป็นเมืองขึ้น ด้วยเหตุผลจะระบายข้าราชการ พ่อค้ามาทำมาหากิน แสวงโชค ต้องการเครื่องเทศ ต้องการแรงงาน ต้องการพื้นที่ปลูกฝ้าย ปลูกอ้อย ฯลฯ
เจ้าเมืองในดินแดนแถบนี้ก็ทำการค้าแสวงหาความมั่งคั่งเป็นคู่ค้ากับตะวันตก
จุดปะทะมันเกิดขึ้นเมื่อเจ้าอาณานิคมด้วยกันอยากรู้ว่า ตรงไหนเป็นเมืองขึ้นของตนเอง
อังกฤษก็อยากรู้ว่า ดินแดนในอำนาจของตนไปสิ้นสุดที่ละติจูดไหน
ฝรั่งเศสก็อยากรู้ ทั้งหมดนี้ต้องคุยกับสยามด้วย
หมายเหตุเอาไว้ว่าทางสยามไม่ได้คิดว่าขอบเขตของอำนาจเป็นเรื่องดินแดน การคุยกันจึงคุยคนละกรอบความคิด
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเพื่อให้พูดภาษาเดียวกันได้สยามก็ตกลงที่จะสำรวจดินแดนและปักปันเขตแดนบนข้อตกลงกับอังกฤษและฝรั่งเศส
เรื่องที่เราควรเห็นใจสยาม ณ เวลานั้นอย่างยิ่งคือ ทางสยามก็ไม่มีบุคลากร ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ มิพักถึงองค์ความรู้เรื่องการทำแผนที่
เราจึงต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ “ฝรั่ง” รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศส
จึงเป็นเรื่องที่นักเรียนประวัติศาสตร์ชาวไทยอย่างเราก็จะประหลาดใจว่า สยามปักปันเขตแดนกับฝรั่งเศสแต่ใช้คนฝรั่งเศสทำงานให้
คำถามของนักเรียนประวัติศาสตร์ผู้ไร้เดียงสาอย่างฉัน (สมัยที่เรียนเรื่องนี้ตอนเด็กๆ) คือชาวฝรั่งเศสเหล่านั้นจะปกป้องผลประโยชน์ของนายจ้างคือสยาม หรือปกป้องผลประโยชน์ของฝรั่งเศส
นี่คือที่มาของความอลหม่านบ้านทรายทองเรื่องการปักปันเขตแดน
เพราะมันมีการปักปันเขตแดนครั้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศสอินโดจีน
พอเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็บอกว่า ตอนสยามกับอินโดจีนปักปันเขตแดน เราถูกรังแกจนเสียดินแดน เราจะเอาคืน เกิดได้พระตะบอง ศรีโสภณมาเป็นของไทย
เหตุอลหม่านเกิดขึ้นอีกเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยอยากเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในห้าเสือที่จะอนุมัติว่าไทยจะได้เข้าเป็นสมาชิกยูเอ็นหรือไม่ ก็ยื่นข้อเสนอว่าไทยต้องคืนพระตะบอง ศรีโสภณให้กัมพูชา
เพราะฉะนั้น เราทั้งคนไทยและคนกัมพูชาพึงระลึกว่า ไทยกับกัมพูชามีประเด็นเรื่องดินแดนกันมาโดยตลอด เหตุเพราะทั้งไทยและกัมพูชาต่างไม่ได้ปักปันเขตแดนบนความ “พร้อม” ของทั้งคู่ในฐานะประเทศที่บรรลุวุฒิภาวะด้วยตัวเอง
สยามก็ทำไปเพราะแรงกดดันของอังกฤษและฝรั่งเศส
ส่วนการปักปันเขตแดนของกัมพูชาก็เป็นผลิตภัณฑ์ของฝรั่งเศสอีกนั่นแหละ
ซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เกิดจะไม่อยากรับแผนที่สมัย “สยาม” เพราะเห็นว่าเกิดจากถูกมหาอำนาจบังคับขืนใจ
เรื่องราวมันจึงอีนุงตุงนังถือแผนที่กันคนละเล่ม รับรู้กันคนละเรื่องสองเรื่องเสมอมา
และทั้งสองประเทศต่างก็นั่งทับ “มรดกอาณานิคม” ที่อาจพูดได้ว่ากลืนก็ไม่ค่อยเข้าคายก็ไม่ค่อยออก
แต่มรดกทางอาณานิคมนี้จะไม่ก่อปัญหาใดๆ กับทั้งสองประเทศเลย ถ้าทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้เติบโต เรียนรู้ที่จะรักตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น
เช่น คนไทยควรได้เรียนประวัติศาสตร์ไทยจากวิธีคิดทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ แทนการท่องจำประวัติศาสตร์ชาติไทย
เราควรได้เรียนว่าประวัติศาสตร์ไทยมีกี่เวอร์ชั่น และแต่ละเวอร์ชั่นถูกเขียนขึ้นมาด้วยความจำเป็นหรือเขียนขึ้นมาบนเจตจำนงใด
ที่สำคัญควรได้เรียนรู้ว่า ประเทศไทย พรมแดน แผนที่ เป็นผลิตภัณฑ์ของความเป็นสมัยใหม่เป็น “ข้อตกลง” ระหว่างเรากับประเทศอื่นๆ และยังมีความกำกวม คลาดเคลื่อน เข้าใจไม่ตรงกัน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และไม่ใช่ “ความเป็นความตายของชาติ”
ทางกัมพูชาก็น่าจะต้องเรียนประวัติศาสตร์เช่นนี้ด้วยเหมือนกัน เพื่อที่เราจะตระหนักว่า ดินแดน พรมแดน เป็นเรื่องสมมุติ เป็นข้อตกลงซึ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และไม่มีใครควรต้องไปตายเพื่อสังเวยต่อสิ่งสมมุตินั้น
ที่สำคัญประชาชนทั้งสองชาติพึงรู้ว่าประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเสียดินแดนนั้นได้หมดหน้าที่ของมันไปแล้ว
เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม สิ่งที่ประชาชนทั้งสองประเทศพึงทำกับดินแดนและโบราณสถานคือ มองว่านี่คือสมบัติของมนุษยชาติ
ความกำกวมใดๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของการปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคม ควรจะเอามานั่งคุยกันแล้วตกลงกันใหม่ว่าเราจะไม่ไปยุ่งหรือหาความชัดเจนกับมันแล้ว
แต่เราจะหาหนทางที่จะพัฒนามันให้ดีขึ้น เราจะปรับปรุงให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
เราจะทำให้ทั้งสองประเทศวิน-วินไปด้วยกัน
เราจะทลายข้อจำกัดด้านพรมแดน แล้วทำให้ชายแดนเป็นมิวเซียมที่มีชีวิต เป็นประจักษ์พยานของความเจริญก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษยนิยม ความร่ำรวยทางภาษา วัฒนธรรม คนไทยพูดภาษาเขมร คนเขมรพูดภาษาไทย
ณ ที่ตรงนั้น เราแยกไม่ได้หรอกว่าใครเป็นคนไทยใครเป็นคนกัมพูชา
เพราะสัญชาติเป็นเพียงเอกสารในพาสปอร์ต แต่ชีวิตของผู้คนที่นั่นจะบอกโลกทั้งใบว่าที่นี่คืออู่อารยธรรม
แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น
เพราะความกำกวมของเขตแดนแผนที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของทั้งสองประเทศอย่างน่าสลดใจที่สุด
ที่กัมพูชา ความรักและความภูมิใจในชาติ และการส่งต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเผด็จการเพื่อความมั่นคงทางอำนาจ เพื่อมิให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน
พล็อตเรื่องที่คลาสสิคคือการหล่อเลี้ยงศัตรูภายนอกให้เป็นเครื่องมือรักษาความมั่นคงภายใน
ยามใดที่รัฐบาลมั่นคง เศรษฐกิจดี คะแนนนิยมดี เรื่องนี้ก็จะถูกนั่งทับเอาไว้
ยามใดที่รัฐบาลเริ่มสั่นคลอน เรื่องนี้ก็จะถูกหยิบเอามาเป็นประเด็น วนๆ ไปเช่นนี้
ส่วนประเทศไทย อาการหนักกว่าที่กัมพูชามากนัก
เพราะประเด็นข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับกัมพูชามักจะปะทุขึ้นทุกครั้งที่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล
เหตุผลไม่ใช่อะไรเลย มันเป็นเพียงแค่อยากล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จึงต้องยัดข้อหาขายชาติ ทรยศต่อชาติให้อยู่แล้ว
น่าเศร้าไปกว่านั้น รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้มีอะไรต่างจากที่รัฐบาลอื่นๆ ทำเลย
รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
ประเทศไทยหลังจากนั้นก็มีนโยบายชายแดนในเชิงสร้างสรรค์มาโดยตลอด รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำ MOU 43 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีกับทั้งสองประเทศ และเราก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างดีมาโดยตลอด
ฉันมั่นใจว่าคนที่จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนฯ อุบลฯ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ล้วนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีกว่าพวกเรา
เพราะเขาคือผู้ได้รับประโยชน์จากการค้าชายแดน และเขาคือผู้มีชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมที่ควรจะกลายเป็น “สินทรัพย์” ซอฟต์เพาเวอร์ของเราทั้งสองประเทศ
สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อรักษาบรรยากาศไม่ต้องรบพุ่งกัน รัฐบาลไทยก็หลับตาข้างหนึ่งบ้าง (ซึ่งฉันเห็นว่าทำถูกแล้ว) อ้างอิงจากวาสนา นาน่วม ที่ออกมาอธิบายเรื่องนี้
แต่ใดๆ ที่รัฐบาลอื่นทำมาแล้ว และรัฐบาลเพื่อไทยแค่สานต่อ – ความอยากล้มรัฐบาลเพื่อไทย – ทำให้สิ่งที่ทำได้ในรัฐบาลอื่นกลายเป็นเรื่องขายชาติทุกครั้งที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล
สิ่งที่จุกในอกของฉันอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชาล่าสุด รัฐบาลทั้งนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร และรองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย พยายามประคองสถานการณ์อย่างมีอารยะมาโดยตลอด
และหากความจำเราไม่สั้น จะต้องจำได้ว่า ทางรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องมาเจรจากัน
มีความพยายามจะนัดเจรจานัดคณะกรรมการชายแดน กระทรวงต่างประเทศ กรมสนธิสัญญา ฯลฯ มาพูดคุยกันดีๆ รัฐบาลไทยทั้งรับปากว่าเราไม่มีนโยบายผลักดันแรงงานกัมพูชากลับ และจะดูแลแรงงานตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรม เราไม่ต้องการให้ชาวบ้านที่ชายแดนเดือดร้อน เราไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเดือดร้อน
ในคลิปเสียงของนายกฯ แพทองธารที่คุยกับฮุน เซน ก็ชัดเจนว่า ไม่ต้องการสงคราม ต้องการความสงบสุข ต้องการรักษาชีวิตทหารและประชาชน
แต่เป็นสื่อมวลชนไทย นักการเมืองหัวก้าวหน้าบางคนที่ฉวยโอกาสนี้โจมตีรัฐบาล แทนที่จะช่วยกันยืนยันว่ารัฐบาลทำถูกต้องตามหลักอารยชน
นักการเมืองหญิงคนหนึ่งถึงกับเอาเรื่องนี้ไปพูดออกสื่อหัวเราะคิกคักว่าแพทองธารทำโดยพ่อไม่รู้ ทั้งๆ ที่ควรจะสนใจว่าแพทองธารพูดอะไรมากกว่า
ฉันไม่ได้บอกว่า เราไม่ควรวิจารณ์รัฐบาล แต่เพราะอะไรเราถึงปล่อยให้อคติบังตาไม่ยอมที่จะยอมรับว่า นี่คือรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านและต่อประเด็นความขัดแย้งอย่างเป็นสากลอารยะ
อย่างไม่ปลุกความรักชาติ
อย่างที่พยายามจะดึงสติของสังคมให้โอบรับหลักของการใช้สันติวิธีเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง
อคติความเกลียดชังรัฐบาลพลเรือนเพื่อไทย ส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคมอย่างเป็นระบบว่า รัฐบาลนี้ไม่รักชาติ
รัฐบาลนี้ไม่ปกป้องชาติ
รัฐบาลนี้ไม่จริงใจ
สุดท้ายพอสถานการณ์วิกฤตมาจริงๆ ปัญญาชนหัวก้าวหน้าก็ออกมากรีดร้องว่า แย่แล้ว สังคมหันขวา แย่แล้ว สลิ่มคลั่งชาติกลับมา แย่แล้ว สังคมกลับไปรักทหาร แย่แล้ว โรงพยาบาลไม่ยอมรับคนไข้กัมพูชา
ดัดจริตสิ้นดี!
เมื่อช่วยกันชำเราจนรัฐบาลไม่เหลืออะไร วันนี้ก็เละตุ้มเป๊ะไปกับสงครามข่าวปลอม สื่อรายงานข่าวจากหมอดู
ทำไงได้ ก็ช่วยกันสร้างปิศาจนี้มากับมือเอง
จะเปลี่ยนบทเป็นนางฟ้าสิทธิมนุษยชนก็ไม่เนียนเพราะร่องรอยในอินเตอร์เน็ตมันเต็มไปหมด
คำว่าสมน้ำหน้า ฉันก็จะขอสงวนไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม
