ข่าวใหญ่ไฟกระพริบของจริงสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ !
รัฐบาลไทยได้สร้างข่าวใหญ่ให้แก่วงการธุรกิจอาวุธอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยการที่การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 5 สิงหาคม ประกาศอนุมัติให้จัดซื้ออาวุธ 3 โครงการพร้อมกันอย่างคาดไม่ถึง เพราะปกติ รัฐบาลมักจะทะยอยนำเอาโครงการซื้ออาวุธเสนอแก่การประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นทีละรายการ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อวิพากษ์วิจารณ์ ดังจะเห็นได้ว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยในระยะหลังต่อการจัดซื้ออาวุธนั้น มีค่อนข้างมาก และไม่เป็นผลบวกกับฐานเสียงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่าใดนัก
ฝ่ากระแส !
ในการนำเสนอครั้งนี้ รัฐบาลคงประเมินแล้วว่า สถานการณ์ทางการเมืองและการทหารน่าจะเอื้อให้รัฐบาลกระทำเช่นนั้นได้ และไม่จำเป็นต้องกังวลกับเสียงค้านหรือความเห็นต่างแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดคำขออนุมัติแบบไม่ต้องห่วงกระแสสังคม ดังมีโครงการต่อไปนี้ (1) อนุมัติการลงนามการเตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพนของสวีเดน (Gripen E/F) จำนวน 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้านบาท (2) อนุมัติการแก้ไขสัญญาในการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำจากเครื่องเยอรมันเป็นเครื่องยนต์จีน เนื่องจากในสัญญาเดิมนั้น เรือดำน้ำนี้จะต้องติดตั้งเครื่องยนต์เยอรมัน แต่เยอรมันไม่ขายให้อันเป็นผลจากข้อกำหนดของสหภาพยุโรปในการควบคุมการส่งออกอาวุธ จึงทำให้ปัญหานี้ค้างคามานาน ครม. จึงใช้อำนาจเปลี่ยนสัญญาเดิม รวมทั้งขยายระยะเวลาการส่งมอบเรือดำน้ำออกไปอีก (3) อนุมัติโครงการซื้อเรือฟริเกตตามที่กองทัพเรือได้ร้องขอจำนวน 2 ลำจากประเทศจีน
ข้อสังเกต
รัฐบาลไทยอนุมัติการจัดหายุทโธปกรณ์ 3 โครงการใหญ่พร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่การจัดหาครั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจได้ดังนี้
– ข้อสังเกตเรื่องการจัดหา
- การดำเนินการจัดซื้ออาวุธทั้ง 3 โครงการเกิดในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยมี ”กระแสสงคราม” เป็นฐานรองรับได้เป็นอย่างดี หรืออาจกล่าวได้ว่า สภาวะเช่นนี้เป็น “นาทีทอง” สำหรับรัฐบาลและกองทัพในการซื้ออาวุธ
- การดำเนินการครั้งนี้ ไม่มีทางที่ฝ่ายที่เห็นต่างจะแสดงความเห็นคัดค้านได้ เพราะ “กระแสชาตินิยม-เสนานิยม” ดำรงอยู่อย่างท่วมท้นในสังคมไทย การคัดค้านอาจถูกจับให้ตีตราให้กลายเป็น “พวกไม่รักชาติ” ได้ไม่ยาก เพราะไม่สนับสนุนทหาร
- สภาวะเช่นนี้ ยังทำให้เกิดข้อสังเกตว่า สถานการณ์สงครามชายแดนกลายเป็น ”โอกาสทอง” ของการจัดซื้ออาวุธในครั้งนี้ไปโดยปริยาย เพราะสังคมได้เห็นถึงการใช้อาวุธหนักของฝ่ายไทย โดยเฉพาะการใช้อากาศยานในการโจมตีทางอากาศ
- การจัดหาอาวุธทั้ง 3 โครงการคือ เครื่องบินรบ เรือรบ เรือดำน้ำ เป็นอาวุธหนักทั้งหมด จึงอาจสอดรับกับ “กระแสสงครามนิยม” ที่เชื่อมั่นในพลังอำนาจของอาวุธหนัก อันเป็นผลจากภาพข่าวที่นำเสนอถึงการใช้กำลังของฝ่ายไทยที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
- การจัดหาอาวุธในครั้งนี้ในบริบททางการเมือง อาจทำให้เกิดการตีความได้ว่า รัฐบาล (โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย) พยายามที่จะ “เอาใจ” ทหาร เพื่อหวังให้กระแสความหวาดระแวงของฝ่ายทหารจะลดลง
– ข้อสังเกตด้านภัยคุกคาม
- กองทัพไทยในมิติของกำลังพลใหญ่เป็น 3 เท่าของกองทัพกัมพูชา กล่าวคือ กองทัพไทยมีกำลังพลรวมประมาณ 360,000 นาย ส่วนกองทัพกัมพูชามีประมาณ 124,000 นาย
- ในอีกมุมหนึ่งของภัยคุกคามทางทหารนั้น กัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่มีกำลังรบทางอากาศ คือ ไม่มีเครื่องบินขับไล่ มีเพียงเครื่องบินฝึกและขนส่งเท่านั้น อำนาจกำลังรบทางอากาศของกัมพูชาไม่มีสถานะเป็นภัยคุกคามทางอากาศต่อไทยแต่อย่างใด
- กองทัพเรือกัมพูชามีเพียงเรือตรวจการณ์ชายฝั่งไม่กี่ลำ อำนาจกำลังรบทางทะเลจึงไม่มีสถานะเป็นภัยคุกคามทางทะเลต่อไทยแต่อย่างใด
- กองทัพบกกัมพูชามีขนาดใหญ่กว่ากองทัพเรือ และกองทัพอากาศมาก แต่รถถังหลักที่มีในประจำการ แม้จะมีจำนวนราว 200 คัน แต่เป็นรถถังรุ่นเก่าของโซเวียต (กองทัพบกไทยมีรถถังหลักราว 394 คัน และเป็นรถถังรุ่นใหม่กว่า – ตัวเลขจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์, กรุงลอนดอน)
- ศักยภาพของกำลังรบทางบกของกัมพูชาคือ จรวดหลายลำกล้องขนาดต่างๆ มีจำนวนทั้งหมดราว 74 ชุด จรวดเหล่านี้ได้รับจากจีน โดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-03 ที่มีอานุภาพสูง มีอยู่เพียง 6 ชุดเท่านั้น จรวดเหล่านี้มีขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล
- สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชามีการนำโดรนเข้ามาเป็นอุปกรณ์สงคราม แต่ไม่ได้ใช้ในการเป็นโดรนโจมตี หากใช้ในลักษณะของโดรนลาดตระเวนและถ่ายภาพ แต่ก็เป็นสัญญาณถึงการมาของ “ยุคโดรน” (Drone Age) ที่บทบาทมากขึ้นในภารกิจทางอากาศ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมาของ “สงครามโดรน” (Drone Warfare) เช่นที่เห็นในยูเครน และเมียนมาร์ได้ไม่ยาก
- ปัญหาภัยคุกคามจากระบบอาวุธของกัมพูชาในสงครามทางบก จึงน่าจะเป็นการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง เพราะระบบอาวุธนี้สามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าการโจมตีด้วยปืนใหญ่ ดังตัวแบบของสงครามในยูเครน
- โดรนอาจจะยังไม่มีสถานะเป็นภัยคุกคามโดยตรง เพราะยังไม่เกิดสภาวะของสงครามโดรนโดยตรง แต่การปรากฏตัวของโดรนสามารถสร้างผลทางจิตวิทยา ดังนั้น ไทยควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ด้วยการลงทุนจัดหาอุปกรณ์ในการต่อต้านโดรนอย่างจริงจัง มากกว่าจะเป็นเพียงประเด็นในหัวข้อข่าวตอนเช้า
- บทเรียนใหญ่ของสงครามยูเครน คือ ความต้องการกระสุนสำหรับการรบของทหาร เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นความต้องการเฉพาะหน้าที่สำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสนใจมากกว่านี้
- ด้วยอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ สถานะทางทหารของกัมพูชาอยู่ในระดับต่ำกว่าไทยมาก แต่การคุกคามที่แท้จริงน่าจะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกัมพูชา โดยเฉพาะการเคลื่อนในเวทีสากล ที่กัมพูชาเดินในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมาก
ท้ายบท
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนการใช้กำลังอย่างสุดโต่ง หากต้องการชี้ให้เห็นถึงศักยภาพทางทหารของกัมพูชาอย่างสังเขป ซึ่งต้องถือว่า อยู่ในระดับทางทหารที่ต่ำกว่าไทยอย่างมาก กระนั้น ก็เห็นถึงปัญหาที่ไทยต้องเผชิญ เช่น ในเรื่องของจรวดหลายลำกล้อง และความพยายามในการใช้โดรนของกัมพูชา เป็นต้น
ฉะนั้น ดูจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่การจัดหาอาวุธของรัฐบาล/กองทัพไทยในครั้งนี้ เน้นความสนใจในเรื่องของอาวุธหนักทั้งหมด ซึ่งไม่เห็นถึงทิศทางของการเตรียมรับสงครามยุคใหม่ เช่น ในกรณีของ “สงครามโดรน” ในอนาคต แต่อย่างน้อย เราคงต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครั้งนี้ มีลักษณะเป็น “สงครามใหญ่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 21” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้สงครามชายแดนในตัวเอง จะมีธรรมชาติเป็น “สงครามจำกัด” แต่การสู้รบในครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความใหม่” สำหรับมิติของสงครามในภูมิภาคของเราได้อย่างชัดเจน !
