ในเบื้องต้นนั้น หลายฝ่ายมีความกังวลอย่างมากถึงการหาข้อยุติในปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีท่าทีที่อาจหาจุดของการประนีประนอมได้ยาก อันเป็นผลจากปัญหาทางประวัติศาสตร์ และความไม่ไว้วางใจในปัจจุบัน
จนเมื่อมีสัญญาณจากการโพสต์ของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ให้รัฐคู่พิพาทต้องหยุดยิง มิฉะนั้นการเจรจาเรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากไทยและกัมพูชาจะประสบปัญหา เช่นเดียวกับสัญญาณจากจีนที่ต้องการเห็นปัญหาข้อพิพาทชุดนี้คลายตัวออก เพราะทั้งไทยและกัมพูชาล้วนเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของจีน
ท่าทีจากรัฐมหาอำนาจภายนอกเช่นนี้ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เวทีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งมีความเป็นจริงมากขึ้น และนำไปสู่การประชุมหยุดยิงในเบื้องต้นในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ผลจากการประชุมในวันดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการประชุม “คณะกรรมการชายแดนทั่วไป” (The General Border Committee- GBC) เพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 7 สิงหาคม
การประชุม GBC สิ้นสุดลง ซึ่งมีข้อยุติที่เป็นรายละเอียด 13 ประการที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดดังกล่าวนั้น ได้เป็นข่าวดังที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ไปแล้ว จึงจะไม่ขอนำมากล่าวซ้ำอีกในที่นี้

จากผลของการประชุม GBC เราอาจตั้งข้อสังเกตบางประการเพิ่มเติมได้ดังนี้
1) การทำให้เกิดการตกลงหยุดยิงในระดับของความตกลงอย่างเป็นทางการของรัฐบาล 2 ประเทศ เป็นเรื่องที่ดีในทางการเมือง เพราะจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งคลายตัวลง คือ เป็นการ “ลดระดับ” สงคราม (de-escalation of war) หรือที่กล่าวว่า การหยุดยิงเป็น “บันไดขั้นแรก” ของการยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ
2) สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา เราไม่อาจคาดหวังให้ GBC ดำเนินการได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะคณะกรรมการนี้มีหน้าที่กำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ปัญหาที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ
3) GBC เป็นคณะกรรมการในระดับของฝ่ายการเมือง ความตกลงในระดับนี้จึงเป็นทิศทางในเชิงนโยบายด้วยการกำหนดกรอบการหยุดยิงให้มีความชัดเจน หรือเป็นการกำหนด “หลักการ” เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
4) เพื่อให้การประชุม GBC มีข้อยุติ และสามารถปิดประชุมได้ ประเด็นในรายละเอียดจึงถูกจัดให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการในระดับรองลงมาที่เป็นการประชุมของฝ่ายทหาร เพราะรายละเอียดต่างๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางทหารโดยตรง
5) แต่การจะทำให้การหยุดยิงมีผลในทางปฏิบัติจริง กลไกของ “คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค” (Regional Border Committee- RBC) จะต้องรับเอานโยบายจากการประชุม GBC ไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งต้องยอมรับว่า อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
6) การจะทำให้กลไก RBC ดำเนินการได้จริง ผู้นำทหารของทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องมีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องที่ GBC ได้กำหนดกรอบไว้ หรือเห็นพ้องกันในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของปัญหา ซึ่งประเด็นนี้จะมีความชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการประชุม RBC ที่จะเริ่มในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า และยังไม่ชัดเจนว่าจะประชุมที่ใด
7) การหยุดยิงจะต้องมีการควบคุม แต่ในกรณีนี้ มีแต่เพียงการตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว” (The Interim Observer Team- IOT) จากมาเลเซียเข้ามาทำหน้าที่สังเกตการณ์เท่านั้น ซึ่งอาจจะต้องติดตามดูความคืบหน้าจากทางอาเซียนในเรื่องนี้ว่า จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการควบคุมการหยุดยิง” หรือไม่ในอนาคต เว้นแต่ปัญหาจะลดระดับลง จนไม่มีความจำเป็น
8) ข้อตกลงของ GBC ในเบื่องต้น เป็นเพียงการสร้างกรอบการหยุดยิงให้มีความชัดเจน จึงอาจจะยังไม่ลงในรายละเอียดที่จะเป็นปัญหาในอนาคต เช่น การปรับลดกำลังของกองทัพทั้ง 2 ฝ่าย การหามาตรการลดการเผชิญหน้าทางทหาร และการจัดการปัญหาสนามทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสาระสำคัญที่ต้องหารือใน RBC
9) ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญ คือ การหยุดยิง การหย่าศึก และการแยกกำลัง เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามกรอบที่ตกลงกันที่มาเลเซียนั้น เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามในอนาคต และเป็นประเด็นที่จะทำให้การหยุดยิงมีความถาวร เพราะการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้กำหนดเรื่องของการปรับกำลังรบของแต่ละฝ่าย กำหนดเพียงห้ามการเพิ่มเติมกำลัง
10) ความยุ่งยากอีกประการในอนาคตคือ ปัญหากำลังรบที่อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในทางกฎหมายนั้น อาจจะต้องนำมาถกเถียงรายละเอียดในเรื่องของเส้นเขตแดน ซึ่งน่าจะต้องเป็นหน้าที่ของ “คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม” (Joint Boundary Committee- JBC)
11) การวางกำลังตามแนวเส้นที่ถูกกำหนดจากการหยุดยิง ซึ่งต้องถือว่ามีสถานะเป็น “แนวเส้นของการควบคุม” (line of control) นั้น อาจจะไม่ใช่เป็นแนวเขตแดนเส้นเขตแดนจริง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะต้องนำไปสู่การถกแถลงในอนาคต
12) การประชุม GBC ยังไม่สามารถนำเอาข้อกังวลของฝ่ายไทยเข้าสู่การประชุมได้ โดยเฉพาะเรื่องของการเคลียร์สนามทุ่นระเบิด การเก็บศพทหารที่เสียชีวิตที่อาจนำไปสู่ปัญหาโรคระบาด (ผู้เขียนอยากเรียกว่าเป็นปัญหา “สุขอนามัยสนามรบ”) ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดรวมถึงปัญหาการควบคุมพื้นที่บางจุดที่ยังเป็นข้อพิพาท เช่น ปัญหาช่องจอม ปัญหาปราสาทตาควาย
13) บทบาทของรัฐมหาอำนาจภายนอกยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเสมอ ต้องยอมรับว่า บทบาทมหาอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในครั้งนี้
14) การดำเนินการทางด้านมนุษยธรรมเป็นประเด็นที่คู่พิพาทควรให้ความสนใจ และรัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องรอ หากสามารถแสดงออกได้เลย เพื่อให้เห็นถึงการดำเนินการตามหลักสากล ไม่ใช่การรีรอในการตีความเรื่อง “เชลยศึก” ทั้งที่รัฐบาลประกาศย้ำว่า ความขัดแย้งนี้ไม่มีสถานะเป็น “สงครามระหว่างประเทศ”
15) ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะต้องเริ่มต้นคิดเรื่อง การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคตอย่างจริงจัง เพราะเราไม่อาจพาประเทศเข้าไปติด “กับดักความขัดแย้ง” แบบไม่รู้จบ

ท้ายบท
ข้อสังเกตในข้างต้นเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงปัญหาความยุ่งยากที่รออยู่ในอนาคต เพราะการประชุมของฝ่ายการเมืองในระดับของ GBC นั้น ทำให้การหยุดยิงมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ก็จะต้องนำไปดำเนินการต่อในระดับของฝ่ายทหารให้บรรลุผลการคลี่คลายสงครามที่เป็นจริง
ดังนั้น การประชุม RBC ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจึงมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะเห็นผลสืบเนื่องของการหยุดยิงว่า มีความเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด … อีก 2 สัปดาห์ เราคงได้เห็นผลลัพธ์จริง ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นผลเชิงบวกกับชีวิตของประชาชนและสังคมทั้ง 2 ที่ยังต้องอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ก็ไม่มีใคร “ย้ายประเทศ” หนีจากกันได้ !
ปล. : เห็นความช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐและสังคมให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาแล้ว ก็อยากขอฝากดูแลผู้ประสบภัยในกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยนะครับ … การหยุดยิงเกิดขึ้นในปัญหากัมพูชาแล้ว แต่ในภาคใต้ กลุ่ม BRN ยังไม่หยุดยิง ไม่หยุดฆ่าแต่อย่างใด !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
