MatiTalk ศิริกัญญา ตันสกุล ฉายพิษเศรษฐกิจปี ’69 ความจริงที่ต้องเผชิญ รัฐบาลทำงานยาก มรดกจากยุค ‘ประยุทธ์’
รายงานพิเศษ
MatiTalk ศิริกัญญา ตันสกุล ฉายพิษเศรษฐกิจปี ’69 ความจริงที่ต้องเผชิญ รัฐบาลทำงานยาก มรดกจากยุค ‘ประยุทธ์’
“ใครมาเป็นรัฐบาลตอนนี้ยากหมด แล้วนับวันก็จะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องของปัญหาที่ฝังลึกเชิงโครงสร้างที่เป็นแบบนี้มายาวนาน แล้วต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข”
“เราต้องเริ่มเร็วต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อไปเก็บดอกออกผลในวันข้างหน้า”
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการบริหารงานรัฐบาลในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ศิริกัญญามองว่า ถ้ายิ่งช้ามากเท่าไรยิ่งทำให้ปัญหากลัดหนอง รอวันที่จะปะทุก็จะยิ่งหนักกว่าเดิม ต่อจากนี้ไปไม่ว่าใครที่จะต้องเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องเจอศึกหนักแน่นอน
อีกหนึ่งประเด็นที่จับตามาโดยตลอด คือ ปัญหาทางการคลังจากที่หลายปีก่อนหน้า เรายังไม่เจอวิกฤตจริงๆ แล้วเราใช้งบประมาณ ขาดดุลงบประมาณ และก่อหนี้สาธารณะไปจำนวนมาก พอถึงวันที่วิกฤตจริงๆ อย่างเช่นในปี 2569 ที่เราจะต้องเผชิญกลายเป็นว่า “กระสุนเราไม่เหลือ”
ถ้าปี 2569 เราก่อหนี้ตามปกติที่ยังไม่ต้องพูดถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแค่นั้นหนี้สาธารณะชนเพดานที่ 70% ไปแล้ว ด้วยสภาวะแบบนี้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็คือต้องเข้ามาบริหารการคลังในภาวะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ 69% กระดิกตัวไม่ได้ แค่หายใจทีหนึ่งก็ขึ้น 70% หรือถ้า GDP ตกเป้ามากๆก็ขึ้น 70% ทันทีเหมือนกัน
กลายเป็นว่าโจทย์ใหม่ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องเข้ามา คือต้องเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ ถ้าต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะก็อาจจะสุ่มเสี่ยง บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งก็อาจจะลดอันดับได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจก็จะยิ่งจมน้ำไปมากกว่านี้
เป็นทาง 2 แพร่งที่ยากลำบากมากสำหรับรัฐบาลต่อไป ยังไม่ต้องพูดถึงการแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับทักษะแรงงาน ทุกอย่างยากหมด

อนาคตที่ต้องเผชิญและเฝ้าระวัง
เหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ในปี 2569 ดูจากปีนี้ 2568 เราเห็นภาพค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจน่าจะจบอยู่ที่โตประมาณ 2% ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะว่าได้ภาษี 19% แล้วเราจะโชคดี แต่เป็นเพราะภาษีที่จะถูกเก็บเพิ่มถูกเลื่อนมาจนถึงเดือนสิงหาคม ดังนั้น ผลกระทบจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 5 เดือนที่เหลือของปี 2568 พอปี 2569 คือของจริงที่เราจะต้องเผชิญกันเต็มๆ ปีกับการที่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม
หลายๆ ผู้ประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ ออกมาบอกว่าไม่เป็นปัญหา แต่ก็ต้องยอมรับว่าสินค้าบางตัวเขาก็อาจจะบริโภคลดลง ถ้ามีราคาที่สูงขึ้น สมมุติว่าเราไม่สามารถที่จะเอาภาระมาไว้กับเราทั้งหมดทั้ง 19% เราผลักไปที่ผู้บริโภค อย่างไรเสีย ก็คงจะมีการบริโภคที่ลดลงอย่างแน่นอน
ยังไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำเข้าสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถึงแม้ว่าจะมีบริษัทอาหารสัตว์ต่างๆ ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ก็จะมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบแน่นอน แม้ว่าจะเป็นการนำเข้าในส่วนที่เราไม่สามารถที่จะผลิตได้เพียงพอ แต่ราคาจะตกลงอย่างแน่นอน
อีกประเด็นหนึ่งที่คนอาจจะยังไม่ได้พูดถึงมากนัก คือเรื่องของปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ เราอาจจะคิดว่าก็คือการแค่มาปราบปรามการที่เข้ามาสวมสิทธิ์ ถ้าปราบตรงนี้ได้ก็จบ
แต่ในรายละเอียดที่สหรัฐกำหนดให้กับเราเข้มข้นมากกว่านั้น จะมีการกำหนดสัดส่วนของการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่สูงกว่า เข้าใจว่าน่าจะสูงกว่าเกณฑ์อื่นๆ ที่เราเคยทำทั้งกับ FTA หรือกับสหภาพยุโรปที่เคยกำหนดไว้อยู่ที่เราต้องใช้ภายในประเทศ 40% แต่ของสหรัฐเข้าใจว่าน่าจะมากกว่า 40% หรืออาจขึ้นไปถึง 60% เหมือนในกรณีของเม็กซิโก เป็นต้น
เท่ากับว่าจากเดิมที่เราเคยใช้วัตถุดิบสินค้าขั้นกลาง อย่างเช่น ประเทศจีน เพราะมีวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลางราคาถูก เราอาจจะต้องมีการคิดเรื่องของ Supply Chain ใหม่ทั้งหมด
แน่นอนว่าผู้ประกอบการภายในประเทศก็อาจจะได้ประโยชน์แต่ก็กระทบกับต้นทุนการผลิตสินค้าอย่างแน่นอน
แล้วการที่จะต้องหา Supply Chain หาผู้ขายวัตถุดิบหรือว่าสินค้าขั้นกลางเจ้าใหม่ๆ แล้วก็ให้ยังมีราคาที่แข่งขันได้ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่เหมือนกัน
รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐที่จำเป็นจะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้ทั้งหมด อย่างกรมการค้าต่างประเทศที่จากเดิมส่งไปที่สหรัฐไม่จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจไม่ได้เป็นภาคบังคับ แต่ตอนนี้เป็นภาคบังคับทุกการจัดส่ง (shipment) ต้องมีการตรวจและมี Certificate of Origin ตรงนี้อาจจะต้องมีการเตรียมการ
ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ 10 คน ใน 10 มีคนที่ต้องดูแลเรื่อง FTA ไปแล้ว 5 คน อีก 5 คนดูเรื่องไม่มี FTA ซึ่งสหรัฐเป็นแค่ 1 ในประเทศที่ไม่มี FTA ต่อจากนี้จะต้องตรวจหมดทุกตู้แล้วก็ตรวจละเอียดรวมไปถึงต้องมีบัญชีต้นทุน
5 คนไม่มีทางเพียงพอแน่ๆ เข้าใจว่าเดี๋ยวคงจะต้องมีการเตรียมการเรื่องของบุคลากรให้พร้อมที่จะรับมือ ไม่อย่างงั้นก็จะต้องไปเจออัตราภาษีอีกเรตหนึ่งนั่นก็คือ 40%
ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาเดิมๆ ที่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องปากท้องก็ยังไม่แล้วเสร็จ ถึงแม้ว่าจะมีงบฯ ส่วนหนึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว แต่ว่าเราก็ยังไม่ค่อยรู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ได้แล้วก็ทำให้ทุกคนรู้สึกสึกว่าตลาดกลับมาคึกคักหรือมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นสักเท่าไร
ปัญหาในเรื่องของสินค้าราคาเกษตรตกต่ำก็ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะต้องโดนมีการเปิดตลาดสำหรับข้าวโพดที่เหลือทั้งหมดที่ยังไม่ได้มีสงครามการค้า อย่างไรก็ยังคงตกต่ำอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นหน้าของการที่จะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในหลายๆ พืชแต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า ในปีหน้าก็อาจจะต้องเจอกับปัญหาราคาสินค้าตกต่ำเวียนกลับมาใหม่อีกรอบหนึ่ง
ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวไปในช่วง 1-2 ไตรมาสแรกก็ยังไม่คิดว่าจะกลับมาได้ง่ายๆ ในปี 2569 เช่นเดียวกัน เพราะเรื่องของพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปของนักท่องเที่ยวหลักที่เข้ามาในประเทศไทย อย่างนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งถ้าเปลี่ยนไปแล้วก็อาจจะเปลี่ยนไปเลย ยากที่จะดึงให้กลับมาใหม่
ทางการเองก็บอกว่าเดี๋ยวจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทน แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสามารถที่จะชดเชยรายได้ที่หายไปจากการที่นักท่องเที่ยวจีนหายไปได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็น่าจะเป็นภาพรวมที่จะต้องเจอแน่ๆ ในปี 2569
เรื่องระยะยาวเรายังไม่ต้องพูดถึงว่าก็ยังไม่ได้มีโครงการอะไรที่จะมาแก้ไขอย่างเป็นชิ้นเป็นอันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือปัญหาเข้าสู่สังคมสูงวัยแรงงานขาดทักษะอะไรต่างๆ ยังอยู่ครบเหมือนเดิมไม่มีอันไหนเปลี่ยนแปลงไปเลย
อันนี้ก็เป็นความน่ากังวลที่เราจะต้องเจอในอนาคต

รัฐบาลเพื่อไทยเจอพิษระบบราชการ?
เท่าที่ สส.มาบ่นกับเราก็ต้องบอกว่าทางฝ่ายรัฐบาลหลายคนก็เป็นมิตรเป็นเพื่อนกันมาก่อน ก็ได้ยินเสียงบ่นเรื่องนี้เหมือนกันว่าทำอะไรแทบไม่ได้ เนื่องมาจากว่าราชการสั่งไม่ได้ อยากทำอะไรก็ไม่ยอมทำ
น่าจะเจอพิษเรื่องนี้มาค่อนข้างเยอะ เราก็เห็นว่าหลายๆ เรื่องที่พรรคเพื่อไทยพยายามดัน บางทีก็ติดหล่มด้วยฝั่งข้าราชการด้วยซ้ำไป
ยกตัวอย่าง Entertainment Complex ตัวร่างกฎหมายที่เพื่อไทยนำเสนอในนามของ ครม.ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นไปแล้วก็กลับไปโดนพิษกฤษฎีกาฯ ไปแก้ถ้อยคำหรือว่าสร้างเงื่อนไขอะไรต่างๆ
ทำให้โครงการไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้ตั้งแต่ต้น
มรดกที่ พล.อ.ประยุทธ์ทิ้งไว้
ทางด้านเศรษฐกิจ
เราก็เห็นว่าในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปยึดกุมอำนาจของทางฝั่งราชการที่เป็นผู้กำกับดูแลเยอะมาก เคสใหญ่ๆ ของการควบรวมเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ทั้งนั้นเลย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบรวมบริษัทห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ 2 เจ้า หรือการควบรวมบริษัทโทรคมนาคมก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ แทนที่จะเข้ามากำกับดูแลให้เข้มข้นให้ตลาดสามารถที่จะแข่งขันได้ สุดท้ายกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด
แต่ว่ากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แล้วยอมปล่อยให้กลุ่มทุนสามารถที่จะไปยึดกุมอำนาจของทางฝั่งของผู้กำกับดูแลแล้วก็ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้
ยังไม่ต้องพูดถึงอีกหลายเคสที่เป็นเรื่องของการประมูลสัญญาสัมปทานอะไรต่างๆ ที่เห็นได้ชัดมากว่าก็มีการเอื้อประโยชน์ต่อกันจนถึงวันนี้ สุดท้ายก็ต้องมีการแก้ไขสัญญาอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะทำให้สัญญาที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นทำไม่ได้จริง เขาก็ได้สิทธิพิเศษตรงนั้นไม่ว่าจะเป็นสัญญาณสัมปทานดิวตี้ฟรี หรือสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เกิดขึ้นในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ทั้งนั้น
ต้องบอกว่าสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ยาวนาน 9 ปี ทำให้มีวีรกรรมค่อนข้างเยอะ แต่รัฐบาลหลังจากนั้นคือรัฐบาลของเพื่อไทยเพิ่งอยู่มาได้สัก 2 ปี เราก็อาจจะยังไม่เห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากทางฝั่งของรัฐบาลนี้เองว่าจะเป็นยังไงบ้าง แต่ว่าดูท่าทีแล้วก็ไม่ค่อยต่างกันมากนัก
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
