bg-single

สยามยามเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต (จบ)

26.08.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

5) ข้อจำกัดของความเปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ ปริมาณเงินตราที่หมุนเวียนในท้องตลาดน้อยกว่าปริมาณสินค้า การกระจายรายได้จำกัด มีผลทำให้กระฎุมพีไม่คิดลงทุนในการผลิต เพราะเสี่ยงมากกว่า เมื่อการผูกขาดไม่เหมาะ ก็เลิกไปทำการเก็บภาษีสินค้าแทน ก็ไม่เสียผลประโยชน์ไปมากนัก ระบบเศรษฐกิจนี้ตั้งอยู่ได้เพราะให้ประโยชน์แก่คนทั้งกลุ่ม ไม่ใช่กษัตริย์ฝ่ายเดียว จนถึงการปฏิรูปสมัย ร.5 รวบอำนาจไว้ของตนคนเดียว จึงลิดรอนอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มจารีตอื่นไป

ในประเด็นท้ายนี้ขอแทรกการศึกษาหลังจากนั้นของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย (2562) ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเป็นการต่อยอดงานศึกษาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างสำคัญยิ่ง

นั่นคือ เน้นความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจส่งออกต้นรัตนโกสินทร์กับระบบเศรษฐกิจทุนโลก ที่จะมีผลต่อบทบาทของขุนนางที่มีอำนาจขณะนั้นซึ่งก้าวขึ้นมาแข่งยึดกุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพระมหากษัตริย์

ความขัดแย้งภายในนี้ในที่สุดนำไปสู่ชัยชนะของเจ้าในการสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เน้นระบบราชการสมัยใหม่และการคลังที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัชกาลที่ห้า

ประเด็นคือ ระบบเศรษฐกิจการเมืองสยามจากนี้ไปมีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับพัฒนาการของระบบทุนโลก จนถึงปัจจุบัน

ในระหว่างวิเคราะห์ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดของเศรษฐกิจส่งออกสยามนั้น นิธิพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจัง นั่นคือ ระบบเศรษฐกิจสยามไม่อาจสร้างชนชั้นช่างฝีมือขึ้นมาได้อย่างเป็นระบบ หากปล่อยให้เป็นไปตามสภาพ

แม้เศรษฐกิจเพื่อตลาดขณะนั้นขยายตัวเติบใหญ่สร้างความมั่งคั่งแก่ชนชั้นสูง แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดชนชั้นช่างฝีมือที่เป็นคนไทยขึ้นมาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แม้มีการก่อสร้างมากขึ้นในเมือง

ส่วนในเขตเพาะปลูก มีพืชใหม่ที่ต้องการเครื่องมือเกษตรใหม่ ชาวบ้านเริ่มต้องการเครื่องอุปโภคบริโภคมากขึ้น เรียกร้องต้องการช่างไทยปรับปรุงฝีมือ และเทคนิคในการผลิต ซึ่งในระยะยาวอาจขยับฐานะช่างฝีมือให้เป็นส่วนหนึ่งของกระฎุมพีได้ จะเป็นแรงผลักดันให้ริเริ่มการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขึ้นต่อมา

ทว่า ภาพเหล่านี้ไม่มีปรากฏในอดีต (และผมเติมว่ารวมถึงในปัจจุบันด้วย)

เหตุสำคัญเพราะระบบศักดินายังถูกรักษาไว้อย่างค่อนข้างมั่นคง ช่างฝีมือไทยที่มีความสามารถจะถูกกษัตริย์หรือชนชั้นนำในระบบเก็บเอาไปเป็นไพร่เพื่อใช้ประโยชน์ของตนแต่ผู้เดียวมากกว่าจะปล่อยให้เป็นแรงงานอิสระ ตอนนั้นยังไม่พัฒนาวิธีขูดรีดแรงงานช่างฝีมือมากไปกว่าการเกณฑ์แรงงานมาใช้เปล่า ไม่มีกฎหมายเก็บภาษีช่าง ส่วนชาวบ้านซึ่งไม่ค่อยมีเงินตรา ก็ไม่อาจจ้างช่างมาทำงานให้ได้ ไพร่ธรรมดาจึงเป็นช่างปูน ช่างไม้ ช่างตัดเสื้อไปตามท้องถิ่น แต่ไม่อาจพัฒนาเป็นช่างฝีมือได้

น่าคิดว่าช่างฝีมือที่มีบทบาทในอดีตสมัยศักดินาเห็นแต่ในยุโรป จีนและญี่ปุ่น ไม่ค่อยเห็นในอาณาจักรอุษาคเนย์เท่าไร

การจ้างช่างเช่นนี้กระทำไปท่ามกลางการดำรงอยู่ของระบบไพร่ “แม้ว่าระบบจะขาดประสิทธิภาพจนต้องมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามที่จะคงระบบไพร่ไว้ต่อไป”

ปัญหาที่นิธิพบคือความพยายามในการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารและการคลังมีมานาน แต่ทำไม่สำเร็จเพราะจะไปสลายรากฐานของ “อภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงลง ชนชั้นนำต้องการหวงแหนไพร่ในสังกัด รัฐบาลเองก็คอยสอดส่องมิให้ระบบเศรษฐกิจเพื่อตลาดสั่นคลอนระบบไพร่เกินไปนัก” คงเหมือนกับกรณีการเลิกหรือเก็บระบบทหารเกณฑ์ในปัจจุบันนี้กระมัง

การเติบโตของเศรษฐกิจส่งออกจึงไม่ใช่การปลดปล่อยช่างฝีมือให้เป็นแรงงานเสรีแท้จริง เกิดช่องว่างให้ชาวจีนไปทำแทนเสียมาก

ผมเพิ่มประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในกระบวนการเกิดระบบทุนนิยมขึ้นนั้น เงื่อนไขหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การมีชนชั้นช่างฝีมือที่จะคลี่คลายเข้าร่วมระบบการผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรม จนในที่สุดนำไปสู่การสถาปนาระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่

หากดูจากวิวัฒนาการของทุนการค้าญี่ปุ่นสมัยโชกุน จะเห็นการขยายตัวของพ่อค้าและช่างฝีมือในเมืองที่เป็นป้อมค่ายของไดเมียวหลายแห่ง เมื่อเกิดการปฏิรูปเมจิ ญี่ปุ่นจึงสามารถส่งคนต่อเรือเดินมหาสมุทรไปดูงานในยุโรปได้เองเพราะมีซามูไรรุ่นใหม่ศึกษาวิชาการตะวันตกมาก่อนแล้ว

ตรงข้ามกับสยามที่อาชีวศึกษาและการเรียนช่างเทคนิคเป็นสิ่งที่คนด้อยค่าและรัฐกับสังคมไม่ให้เกียรติ

จึงสรุปได้ว่า เศรษฐกิจต้นรัตนโกสินทร์ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แม้ว่ามีลักษณะบางอย่างคล้ายเศรษฐกิจทุนนิยมก่อตัวขึ้น

กล่าวได้เพียงว่า “จุดเริ่มต้นหรือพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจทุนนิยมในไทยได้กำเนิดขึ้นแล้วในสมัยนี้ จะเป็นปัจจัยช่วยกำหนดพัฒนาการเศรษฐกิจทุนนิยมซึ่งจะเฟื่องฟูหลังสัญญาเบาว์ริ่งต่อไป ชนชั้นนำที่เป็นกระฎุมพีจะฉกฉวยประโยชน์จากสัญญาได้ก่อน ดังนั้น อำนาจที่เกิดจากการสะสมทรัพย์ที่ได้จากระบบทุนก็ไม่ทำให้ศักดินาเสื่อมคลายลง เพราะเป็นพวกเดียวกัน การดำเนินเศรษฐกิจแบบทุน แต่ไม่มีจุดหมายเพื่อกำไรอย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกนำมาหมุนเวียนเป็นทุนอีก แต่ใช้สิ้นเปลืองไปในการส่วนตัว การสะสมทรัพย์เพื่อเป็น ‘ทุน’ จำนวนมากจึงไม่เกิดขึ้น”

ประเด็นนี้ของนิธิสำคัญมาก ในทางทฤษฎีการเกิดและขยายตัวของทุนจำเป็นต้องมีแรงงานเสรี นั่นคือ แรงงานที่ไร้ปัจจัยการผลิตโดยสิ้นเชิงดังที่เกิดในอังกฤษสมัยที่มีนโยบายปิดล้อมที่ดินเพื่อสร้างทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะสำหรับส่งขนสัตว์เข้าโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ชาวนาไร้ที่ดินต้องเข้าเมืองเพื่อหางานทำไม่งั้นก็อดตาย เป็นกรรมกรที่ยากจนเพราะค่าแรงถูก

กรณีแบบนี้ไม่เกิดขึ้นเลยในสังคมสยามหลังสัญญาเบาว์ริ่ง ตรงข้าม รัฐบาลกลับให้สิทธิชาวนาอดีตทาสเข้าใช้ที่ดินเพื่อปลูกข้าวสำหรับส่งออกได้ มีการประกาศใช้โฉนดที่ดินแก่เอกชนแม้คนที่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้านาย ขุนนาง และเจ้าสัว แต่ชาวนาจำนวนหนึ่งก็ได้เหมือนกัน

นี่จึงเป็นพัฒนาการของระบบทุนนิยมไทยที่ไม่เหมือนตำราหากแต่ดำเนินไปตามความต้องการของรัฐที่ชนชั้นจารีตยึดกุมได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อไม่มีแรงงานเสรีที่ไร้ปัจจัยการผลิต การขูดรีดแรงงานส่วนเกินของคนงานเสรีที่จะถูกนำมาหมุนเวียนเป็นทุนอีกก็ไม่เกิดขึ้น การขยายตัวเองของ “ทุน” เพื่อเป็นทุนขนาดใหญ่ในกระบวนการผลิตจึงไม่อาจเกิดขึ้น หากแต่เป็นการขูดรีดจากระบบการค้าแลกเปลี่ยนไม่ใช่ในระบบการผลิต (ในโรงงาน)

นี่จึงเป็นพัฒนาการของทุนการค้าที่เป็นกาฝากอย่างเต็มที่ แต่ไม่นำและส่งเสริมทุนอุตสาหกรรมแต่ประการใด ซึ่งผมคิดว่ายังดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยที่ไม่โตในปัจจุบันนี้เช่นกัน

จากอดีตสู่ปัจจุบัน
ความสำเร็จและล้มเหลว
ของการเปลี่ยนผ่าน
สู่ระบบทุนนิยมแบบต่างๆ

การค้าต่างประเทศเป็นผลจากการปรับตัวของชนชั้นนำจารีต ไม่ได้เกิดจากพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงภายในระบบการผลิตภายในประเทศ ดังนั้น ผลของการค้าจึงไม่มีผลต่อสังคมวงกว้าง ราษฎรส่วนมากไม่มีส่วนร่วมในการผลิตและกระจายรายได้

ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดระบบผูกขาดและไม่มีการแข่งขันเสรีในตลาด

ปัจจุบันแสดงออกในระบบการเงิน ธนาคาร การควบคุมผูกขาดทุนในการผลิต ไปถึงระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการผูกขาดของกลุ่มอำนาจ เป็นระบบที่ปิดกั้นหรือกีดกัน มากกว่าเป็นระบบเปิดและเสรีแท้จริง

ระบบการค้าแบบไทยมีจุดอ่อนในตัวเองคือ ในอดีตไม่สามารถเปลี่ยนมูลนายให้เป็นพ่อค้าได้

ในสมัยปัจจุบันคือ ไม่อาจสร้างพ่อค้านักธุรกิจจากคนทั่วไปได้ ระบบการบริหารธุรกิจยังเป็นแบบครอบครัว ที่สำคัญคือ ไม่อาจสร้างช่างฝีมือในอดีต และปัจจุบันไม่อาจสร้างนักนวัตกรรม นักประดิษฐ์ ฯลฯ ได้อย่างแท้จริง

SME ไทยจึงไร้อนาคต ในระยะยาวคือไม่อาจปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนเองได้ เพราะมันจะทำลายวิถีการทำมาหากินของชนชั้นจารีตข้าราชการและทุนพ่อค้าลงไปหมด

หากนำมาสรุปถึงการปฏิรูปในสมัยปัจจุบันก็จะเห็นการปฏิรูปมากมายตั้งแต่กฎหมาย ระบบราชการ การปกครองไปถึงรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการ แต่ทั้งหมดนั้นกลับนำไปสู่ความพยายามที่จะคง “ระบบเก่า” ไว้ต่อไป แนวทางและวิธีการที่ระบบทุนใช้พัฒนาในการขยายทุนและการผลิตต่อไปขึ้นกับความเป็นอิสระของชนชั้นนายทุน

ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอตัวออกมาแล้วแม้ถูกขัดขวางและตัดตอนแต่เริ่มต้น อนาคตของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของทุนโลกจะดำเนินไปได้อย่างไร รุนแรงหรือสันติ นี่เป็นคำถามแห่งศตวรรษ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน