ดีลลับกับปัญหาคดีแพทองธาร | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
ดีลลับกับปัญหาคดีแพทองธาร
คดีแพทองธาร ชินวัตร เป็นอีกครั้งที่ทำให้เราเห็นว่าประชาธิปไตยในไทยไม่มีความมั่นคงเลย
และพูดตรงๆ ก็คือเราถือว่าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพราะหลังเลือกตั้งปี 2566 พรรคชนะอันดับ 1 ถูกยุบ, แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 ถูกตัดสิทธิ และนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยถูกถอนจากตำแหน่งไปเลย
ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินความผิดคุณแพทองธารอย่างที่ทราบกัน คดีเต็มไปด้วยข่าวเรื่อง “ดีล” ว่าจะทำให้คดีจบอย่างไร
สูตรดีลมีตั้งแต่ 5 ต่อ 4, 7 ต่อ 2, 6 ต่อ 3 หรือ 9 ต่อ 0 ซึ่งทุกสูตรล้วนแสดงว่า “ชนชั้นนำ” สามารถกำกับและกำหนดอนาคตของประเทศจากการดีลกันลับหลังประชาชนได้ตลอดเวลา
การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยเหมือนทุกสังคม
แต่ “ดีล” หรือการต่อรองถึงขั้นคุยเรื่องคำตัดสินศาลไม่ใช่เรื่องปกติแน่ เช่นเดียวกับการคุยเรื่องตัวเลขคำตัดสินโจ๋งครึ่มราวโต๊ะบอลคุยอัตราต่อรองผลบอล รวมทั้งคุยเรื่อง “ดีล” เหมือนขาใหญ่คุยเรื่องจ้างกรรมการล้มบอล
เพื่อป้องกันไม่ให้บางคนเถียงว่าเรื่องนี้มีแต่สื่อคุยกัน ข้อเท็จจริงคือคนที่คุยเรื่องนี้มากที่สุด ได้แก่ คนที่ทุกคนรู้ว่ากังวลผลของคดีนี้มากที่สุด
และวงจรของการคุยไปทั่วว่ารอดแน่ๆ นั้นมีในหลาย Cluster ไม่ว่าจะเป็น ส.ส., คนในพรรค, นายพล หรือคนระดับ Inner Circle ของสังคมไทย
หัวใจของคดีแพทองธารคือความระแวงของประชาชนต่อ “ดีล” ระหว่างนายกฯ ไทยกับพ่อนายกฯ กัมพูชา และคำชี้แจงที่คุณแพทองธารให้ศาลรัฐธรรมนูญก็วนเวียนอธิบายว่า “ดีล” เป็นเรื่องส่วนรวม ประเทศไม่เสียหาย ต่อให้ “ดีล” จะเริ่มต้นด้วยประโยคว่าขอให้อังเคิลเห็นใจที่เธอโดนด่าว่าเป็นนายกฯ เขมรก็ตาม
ทั้งมูลเหตุของคดีและผลตัดสินคดีมีแกนกลางอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อตัวคุณแพทองธาร พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่มีใครปกป้องคุณแพทองธาร
เพื่อไทยเข้าข้างตามสภาพ ส่วนสื่อพรรคได้แต่แซะว่าใครวิจารณ์เรื่องนี้เป็นสลิ่ม, มีแต่คนไทยที่คิดว่าดีลนี้มีปัญหา ฯลฯ แต่ก็ไม่กล้าพูดตรงๆ ด้วยวิธีที่หลายคนทำต่อคดีนี้นอกศาล คำตัดสินคดีไม่มีวันเพิ่มความเชื่อมั่นต่อคุณแพทองธารหรือรัฐบาลที่คุณแพทองธารเป็นผู้นำ ซ้ำยังตอกย้ำว่าชนชั้นนำในประเทศนี้คุยกันได้ ไม่ละอายใจที่จะคุยให้ประชาชนรู้ด้วย ส่วนคุยแล้วผลเป็นอย่างไรก็แล้วแต่สถานการณ์และข้อตกลงแต่ละกรณี
ทั้งคดีและผลคดีไม่มีประชาชนในสมการ และทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “ระบอบ” ที่คุมประเทศสนใจแค่การจัดสรรอำนาจเหมือนแบ่งขนมเค้ก ประชาธิปไตยถูกใช้เหมือนสมีหลอกเอาเงินให้เมีย
“อลงกต” โกนหัวนุ่งเหลืองต้มเงินญาติโยมฉันใด ระบอบซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยก็ใช้รัฐบาลและการเลือกตั้งหลอกประชาชนว่าเป็นประชาธิปไตยได้ลักษณะเดียวกัน
ปัญหาใหญ่สุดของคดีแพทองธารคือรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งศาลรัฐธรรมนูญมาตัดสินคดีจริยธรรมโดยไม่มีนิยามชัดเจน การวินิจฉัยว่าใครซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์จึงไม่มีรากฐานทางกฎหมายซึ่งเป็นที่ยุติตั้งแต่คดีก้าวไกล, คดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, คดีปารีณา ไกรคุปต์, คดีเศรษฐา ทวีสิน, คดีประยุทธ์ จันทร์โอชา, คดีสมัคร สุนทรเวช, คดีรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ
พูดตรงๆ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยสร้างความเห็นพ้องที่ทุกฝ่ายยอมรับจนเป็นที่ยุติได้เลย
คนที่ไม่ยอมรับไม่ได้มีแค่ฝ่ายซึ่งเสียหายจากคำตัดสิน แต่กระทั่งประชาชนทั่วไปก็มีคำถามต่อคำตัดสินคดี อย่างเช่น คุณสมัครทำกับข้าว หรือยกเลิกรถไฟความเร็วสูงเพราะไทยยังมีถนนลูกรัง
นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิล้วนสู้คดีโดยอ้างว่าไม่มีเจตนาทำอะไรที่ “ผิดจริยธรรม” หรือ “ไม่ซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์” แต่เจตนาเป็นเรื่องซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่สนใจ และด้วยเหตุที่ความผิดทางจริยธรรมไม่มีนิยามชัดเจน คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นคำตัดสินที่ไม่อิงอะไรเลยนอกจากตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง
ตัวอย่างง่ายๆ ความผิดทางจริยธรรมควรครอบคลุมคดียาเสพติด, รัฐมนตรีซึ่งปกปิดทรัพย์สิน หรือตั้งพวกพ้องมาเลือกตัวเองให้มีอำนาจ แต่คนติดคุกคดียาเสพติดกลับเป็นรัฐมนตรีได้ รองนายกฯ ไม่ผิดที่ไม่ยื่นนาฬิกาหรูในบัญชีทรัพย์สิน และคุณประยุทธ์ไม่ผิดที่ตั้งน้องชายมาเลือกตัวเองเป็นนายกฯ
ถ้าคุณเศรษฐาหรือคุณพิธามีความผิดทางจริยธรรมจนถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต การปกปิดทรัพย์สินหรือตั้งพวกพ้องมาเลือกตัวเองเป็นนายกฯ ควรผิดจนต้องตัดสิทธิทุกชาติภพด้วยซ้ำ
แต่มาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญคือการยื่นแก้กฎหมายผิด แต่การปกปิดทรัพย์สินหรือตั้งพวกพ้องไม่ผิดเลย
ปัญหาใหญ่สุดของคดีจริยธรรมคือคำตัดสินไม่มีหลักจริยธรรมสากลรองรับมากกว่าการวินิจฉัยตามอำเภอใจ ทุกคนซึ่งถูกตัดสินว่าผิดจึงทำบางเรื่องซึ่งไม่ชัดว่าผิดกฎหมายหรือไม่ผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิดโดยไม่มีมาตรฐานว่าอะไรคือความผิดหรือไม่ผิดจริยธรรม ยกเว้นความพอใจของศาลรัฐธรรมนูญเอง
การตีความจริยธรรมตามอำเภอใจคือปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญที่ทำให้ใครก็สามารถใช้กฎหมายกลั่นแกล้งกันได้ และใครๆ ก็เชื่อว่าสามารถดีลคนตีความกฎหมายให้เข้าข้างตัวเองได้ตลอดเวลา
ในคดีคุณแพทองธาร การตัดสินว่าคุณแพทองธารผิดจริยธรรมต้องทำให้สังคมเชื่อว่า “คลิปอังเคิล” ทำให้เกิดความไม่ซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์
แต่ด้วยเหตุที่ “ไม่ซื่อสัตย์สุจริต” หมายถึงโกง พรรคเพื่อไทยจึงสู้ประเด็นนี้โดยอ้างว่าคลิปไม่ได้โกงหรือทำให้ประเทศเสียหายอะไรเลย
คุณแพทองธารสู้คดีโดยอธิบายว่าเธอพูดอะไรและทำอะไรเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อฮุน เซน เลย แต่ปัญหาคือคุณแพทองธารไม่ได้อธิบายว่าทำไมเธอไม่ทำอะไรที่ควรทำเยอะไปหมด
และการไม่ทำเรื่องที่ควรทำนั้นน่าสงสัยถึงการทำอะไรเพื่อฮุน เซน ด้วยเหมือนกัน
หนึ่งในเรื่องที่คุณแพทองธารไม่ทำทั้งที่ควรทำคือ การไม่ตัดน้ำตัดไฟเพื่อตอบโต้การยิงทหารไทย และในการประชุมสภาความมั่นคงซึ่งมีวาระตัดไฟในวันที่ 16 มิถุนายน จู่ๆ การประชุมก็ถูกยกเลิกไม่มีสาเหตุจนไม่มีการตัดน้ำตัดไฟกัมพูชาอย่างที่ควรเป็น
และเรื่องแบบนี้ก็น่าสงสัยว่าเกิดเพราะอะไร
น่าสังเกตด้วยว่ากองทัพระบุว่าเสนอเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน และรัฐบาลก็ยืนยันว่าจะมีการประชุมสภาความมั่นคงเรื่องนี้มาตลอดจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน แต่พอถึงวันที่ 16 มิถุนายน กลับยกเลิกการประชุมไปเฉยๆ หลังจากคุยกับฮุน เซน ในวันที่ 15 มิถุนายน จนต้องถามต่อด้วยว่าใครสั่งเลิกประชุม และเลิกทำไม
การประชุม สมช.คนที่เป็นประธานคือคุณแพทองธารเอง คนที่น่าสงสัยที่สุดว่าสั่งให้เลิกการประชุมจึงได้แก่ตัวคุณแพทองธาร
ควรระบุด้วยว่าในเอกสารแปลการสนทนาของ “ฮวด” กับ “แพทองธาร” และ “ฮุน เซน” มีตอนหนึ่งพูดว่า “ต้องเปลี่ยนทหาร” ในบริบทที่แม่ทัพภาค 2, กองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพากำลังผลักดันปิดด่านและตัดน้ำตัดไฟ
และน่าสงสัยว่ากัมพูชารู้เรื่องภายในไทยจนพูดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร
พูดตรงๆ คดีคุณแพทองธารมีช่องโหว่ให้คิดได้เยอะไปหมดว่าความสัมพันธ์ของแพทองธารกับฮุน เซน มีผลต่อการกำหนดท่าทีของไทยเรื่องกัมพูชาจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่จะมีการเผยแพร่คลิปในวันที่ 18 มิถุนายน ซึ่งทำให้คุณแพทองธารต้องเล่นบทแข็งกร้าวใส่ฮุน เซน อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
คุณแพทองธารมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับฮุน เซน แน่ๆ และความสัมพันธ์นั้นน่าสงสัยว่าทำให้รัฐบาลไทยไม่ทำเรื่องที่ควรทำหลายเรื่อง
แต่คุณแพทองธารควรถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันตามกฎหมาย ไม่ใช่ถอดเพื่อลงโทษคุณแพทองธารในเรื่องที่ทำไม่เหมาะสมลงไป
คดีคุณแพทองธารจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดอีกรอบในสังคมไทย ยิ่งคดีจบด้วยดีลอย่างที่ทุกคนทราบกัน ผลของคดีจะยิ่งทำให้ความไม่พอใจของประชาชนต่อคนที่เกี่ยวกับ “ดีล” เพิ่มขึ้นอีกมาก ต่อให้ผลของดีลจะตรงหรือไม่ตรงกับที่ประชาชนต้องการก็ตาม
