bg-single

มา-อยู่-ไป ล้วน เหนื่อย ‘สากรรจ์’

29.08.2025

บทความในประเทศ

มา-อยู่-ไป

ล้วน

เหนื่อย ‘สากรรจ์’

เป็นที่รู้กันดีว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองช่วงเวลา 1-2 เดือนนี้

เพราะ 2 นายกฯ พ่อ-ลูก “ทักษิณ ชินวัตร” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ได้เวลาขึ้นเขียง ต้องถูกชี้ชะตากรรมทางการเมืองว่าจะ “อยู่หรือไป” โดยมี “ไทม์ไลน์การตัดสิน” ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว

ที่จับจ้องกันอย่างมากคือ ผลการวินิจฉัยคำร้อง 36 วุฒิสภา ขอให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากหน้าที่นายกฯ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งของ “รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย” และของตระกูล “ชินวัตร”

หลังจากนั้นก็เป็นคราวของนายทักษิณ แม้จะรอดพ้นจากบ่วงกรรมคดี 112 ศาลพิพากษายกฟ้อง หายใจรดต้นไปเปลาะหนึ่ง แต่เพียงไม่กี่วันจากนี้ก็จะถึงคราวการตัดสินคดีป่วยทิพย์ ชั้น 14 ซึ่งถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา หากดูเหตุการณ์ไต่สวนก่อนหน้านี้ ต้องยอมรับ “น่าหวาดเสียวยิ่งกว่าคดี 112”

แต่สภาวะนิติสงครามที่เกิดขึ้นก็มิใช่ปัจจัยเดียวในการกำหนดชะตากรรม น.ส.แพทองธารและอนาคตรัฐบาลเพื่อไทย

สถานการณ์ทางการเมือง วิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองที่ผ่านมา กระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องขณะนี้ล้วนเป็น “ปัจจัยกดดันและกำหนดความเป็นไป” ของรัฐบาลเพื่อไทย

ไม่ว่าคำวินิจฉัยคำร้อง น.ส.แพทองธาร จะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ว่าคำตัดสินคดีชั้น 14 ป่วยทิพย์ของนายทักษิณจะออกมาเป็นบวกหรือลบ การเมืองขณะนี้จึงเต็มไปด้วย “ข่าวลือ” และการ “คาดเดา” ฉากทัศน์ทางเดินทางการเมืองต่อจากนี้ของรัฐบาลเพื่อไทย

สำรวจจนถึงวันนี้แบ่งออกได้คร่าวๆ เป็น 3 ฉากทัศน์

1.การ “มา” ของนายกฯ คนใหม่ นอกเพื่อไทย

ฉากทัศน์นี้เกิดในสภาพที่พรรคเพื่อไทยยอมจำนน ยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เปลี่ยนตัวผู้นำโดยยังดำรงตำแหน่งเป็นพรรคใหญ่ในฝั่งรัฐบาลและยัง “ควบคุม” เก้าอี้สำคัญในคณะรัฐมนตรี

ชื่อนายกฯ ตามระบบนี้ เหลือ 2 คนที่เป็นไปได้ตามบัญชีแคนดิเดตนายกฯ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถตกลงทางการเมืองกับพรรคขั้วอำนาจเดิม ยกตำแหน่งนายกฯ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประคองสถานการณ์เพื่อให้ประเทศฝ่าวิกฤตสู่เลือกตั้ง

หนทางนี้แม้จะพอเป็นไปได้ตามระบบ แต่ก็ไม่เป็นคุณต่อพรรคเพื่อไทยอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยอาจเสียหายหนักกับการได้ชื่อว่าไปดึง “พรรคลุงกลับมา” ยังไม่นับความเสี่ยงอื่นๆ หาก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ

ส่วนกรณีของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งวันนี้กลายเป็นคู่แค้นกับพรรคเพื่อไทย เบื้องต้นก็ร่วมกันอีกยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ หากเป็นการร่วมกันเพื่อฝ่าวิกฤตภายใต้การกำหนดเงื่อนไขกันใหม่ โดยเฉพาะต้อง “แช่แข็ง” นิติสงครามที่ทั้งคู่กระทำต่อกัน เช่น กรณีคดีฮั้ว ส.ว. และที่ดินเขากระโดง

ฉากทัศน์นายกฯ คนใหม่ชื่อ “อนุทิน” จึงมิใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะเกมการเมืองที่พลิกอยู่มากในขณะนี้ก็เป็นโอกาสทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน ในการเดินเกมเข้าสู่อำนาจรัฐ แม้แต่การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองที่ “ก้าวหน้า” บางอย่าง เช่น การวางกลไกแก้รัฐธรรมนูญและไทม์ไลน์ยุบสภาให้ชัดเจน เป็นต้น

เพราะในมุมสีน้ำเงิน แม้จะได้เข้าสู่อำนาจรัฐเพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ขั้วสีแดงครองอำนาจ แถมยังเป็นการกุมอำนาจช่วงก่อนเลือกตั้งอีกด้วย

ฉากทัศน์ของนายกฯ ที่จะมาใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ใครจะเปิดเกมบุก เจรจา และยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองของอีกขั้วต่างหาก

ทั้งหมดอาจดูคล้ายเป็นเกมแย่งอำนาจ แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการเล่นในระบบ ยังเล่นในกติกา มิใช่การแสวงหาอำนาจนอกระบบ

ดังนั้น การเมืองไทยจากนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้

2.การดำรง “อยู่” ของรัฐบาลเดิม

นี่คือฉากทัศน์ที่นักการเมืองค่ายสีแดงอยากให้เกิดขึ้นที่สุด คือการครองสถานะอำนาจนำต่อไป

แต่วงนอกเพื่อไทยเห็นตรงกันแล้วว่าฉากทัศน์นี้ “เหนื่อย”

เพราะโดยไม่ต้องรอฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แต่มองจากสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็รู้ว่า การเดินหน้าไปต่อของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เป็นไปได้ยาก

ไม่ต้องพูดเรื่องตระบัดสัตย์พลิกขั้วเปลี่ยนข้างอะไรทั้งสิ้น เพราะเพื่อไทยวันนี้กำลังเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่า คือการไม่ทำตามสัญญาประชาคม ทำสิ่งที่หาเสียงไว้ไม่สำเร็จ ผิดกับที่พยายามใช้คำว่า “ทำได้จริง” ขณะหาเสียง

หลายโครงการ คนรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้ลงทะเบียนทั้งดิจิทัลวอลเล็ตแจกเงินหมื่น ที่เคยประกาศจะเป็นพายุพัดกระแทกเศรษฐกิจไทย จนถึงวันนี้แทบไม่มีใครพูดถึงแล้ว

นโยบายบ้านเพื่อคนไทยที่คนแห่ลงทะเบียนไว้จำนวนมากด้วยความหวังหลายเดือนก่อน วันนี้ความรู้สึกผู้คนก็กลับตรงกันข้ามคือหมดหวัง นโยบายท่องเที่ยวคนละครึ่งก็เปิดๆ ปิดๆ ลงทะเบียนจนงงไปหมด นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่เปิดให้คนลงทะเบียน ล่าสุด รัฐบาลก็ออกมาขอโทษไม่สามารถทำได้สำเร็จทันตามสัญญา 1 ตุลาคม

แน่นอน หากเจาะไปที่รายละเอียดเบื้องหลัง ก็จะเจอคำอธิบายที่รัฐบาลพยายามชี้แจงข้อจำกัดทั้งงบประมาณและกฎหมาย แต่ในมุมของประชาชนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความผิดหวัง

ไม่นับนโยบายเรือธงอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่จอดแน่นิ่ง ขยับเขยื้อนช้าทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศมาเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว เสียยี่ห้อไทยรักไทยเดิมไปหมดสิ้น

นั่นคือศรัทธาทางการบริหาร และการจัดการเศรษฐกิจที่หายไป ยังไม่นับศรัทธาทางการเมืองที่หายไปอย่างหนัก จากกรณีปัญหากัมพูชา ที่จะเรียกให้คนลงถนนไล่รัฐบาลอย่างหนักขึ้นไปอีกในอนาคต

ฉากทัศน์เรื่องการดำรงอยู่ของรัฐบาลเดิม จึงดู “มืดมน”

จริงๆ มืดตั้งแต่ก่อนการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียอีก

3.การพ้น “ไป” จากตำแหน่ง ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร

ฉากทัศน์นี้คือ น.ส.แพทองธาร หลุดจากวงโคจรอำนาจ และส่งไม้ต่อเก้าอี้นายกฯ ให้ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 3 ของพรรคเพื่อไทย

รัฐบาลภายใต้การนำของนายชัยเกษม ก็จะมีสภาพไม่ต่างจากรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เพราะมีการปรับเปลี่ยนแค่นายกฯ แต่องคาพยพเพื่อไทยเดิมยังอยู่ วิธีคิดของการรักษาอำนาจและการบริหารเดิมยังอยู่

แปลว่าความชอบธรรมทางการเมืองที่ลดลงก็จะเหมือนเดิม ระดับของศรัทธาทางการเมืองก็ต่ำเท่าเดิม ความ “ระแวงทางการเมือง” ยังคงอยู่ในหมู่ประชาชน

มีโอกาสเจอม็อบทางการเมืองที่ไม่พอใจพรรคเพื่อไทยต่อเนื่อง การบริหารประเทศในนโยบายต่างๆ ก็จะติดขัด

ยกเว้น นายชัยเกษมเข้าใจเรื่องนี้แล้วเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองและนโยบายใหม่

หากนายชัยเกษมแสดงให้เห็นถึงความมีอิสระในการตัดสินใจระดับหนึ่ง พร้อมๆ กับการประกาศวาระทางการเมืองที่ชัดเจน วางไทม์ไลน์การบริหารอำนาจเพื่อฝ่าวิกฤตและลงจากอำนาจในเวลาที่เหมาะสม

เสียงคัดค้านก็จะเบาลง เสียงสนับสนุนก็จะมากขึ้น

ฉากทัศน์นี้จึงไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องข้ามผ่านช่วงยุ่งยากในการตั้งรัฐบาลและการต่อรองจากพรรครัฐบาลไปให้ได้ และต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองระดับสูงที่จะประกาศเข้ามาเพื่อประคับประคองสถานการณ์ วางไทม์ไลน์ลงจากอำนาจ ไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเปรียบเทียบระดับของวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่รัฐบาลเผชิญอยู่กับระดับของ “ความชอบธรรมทางการเมือง” แรงสนับสนุนจากประชาชนในสังคมต่อแนวทางการบริหารและการแก้ปัญหาของรัฐบาล ต้องบอกว่า “สวนทางกันอย่างยิ่ง”

การเมืองหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมา จะอยู่ หรือจะไป ก็ยังอยู่ในระดับ “สาหัสสากรรจ์”

ที่น่ากลัวและอันตรายต่อระบอบการเมืองการปกครอง คือสภาพทางการเมืองที่คนจำนวนไม่น้อยที่นับวันยิ่งแสดงความ “สิ้นหวัง” กับนักการเมือง แล้วกลับไป “คาดหวัง” อำนาจการเมืองนอกระบบ

ไม่ว่าผู้มีอำนาจจากนี้จะเป็นใคร รัฐบาลชุดไหน หากจะแก้ปัญหา-ประคับประคองสถานการณ์บรรเทาวิกฤตไม่ให้ลุกลาม

จากนี้ ต้องอาศัย “ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง” อย่างยิ่ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’