ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ผมติดตามข่าวสงครามอิหร่าน ไม่ได้ใส่ใจแต่เรื่องยุทธศาสตร์การสู้รบอย่างเดียว แต่พยายามจับความละเอียดอ่อนของการทูตเป็นสำคัญ
หนึ่งในคนที่พยายามใช้ “การทูต” มากกว่า “สงคราม” คือ “อับบาส อารักชี” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน
ยิ่งรู้มาว่าแกเขียนหนังสือเรื่อง “การทูต” ด้วยก็ยิ่งอยากจะอ่านว่าแกเอาศิลปะว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาใช้มากน้อยเพียงใด
แกชื่อเต็มว่า Seyed Abbas Araghchi ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงนักการทูตธรรมดา หากแต่เป็นหนึ่งในสถาปนิกสำคัญของการเจรจานิวเคลียร์อิหร่านกับมหาอำนาจโลก
อารักชียืนอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกของทฤษฎีและสนามปฏิบัติจริง
แกเป็นทั้งนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้เจรจาที่ผ่านเวทีตึงเครียดที่สุดในโลกมาแล้วหลายครั้ง
ตั้งแต่การเจรจาลับในยุโรปไปจนถึงการเผชิญหน้าทางการทูตที่มีเดิมพันระดับภูมิรัฐศาสตร์
อารักชีจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการเจรจาไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอ แต่คือกระบวนการแย่งชิงอำนาจในรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุด
หนังสือ The Power of Negotiation : Principles and Rules of Political and Diplomatic Negotiations ที่แกเขียนจึงไม่ใช่ตำราสำหรับนักธุรกิจ
หากแต่เป็น “แผนที่ทางความคิด” สำหรับรัฐที่ต้องเอาตัวรอดในโลกที่ความขัดแย้งไม่ได้สิ้นสุดลงด้วยสงครามเพียงอย่างเดียว
มองสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ภายใต้สภาพ No War, No Peace คือไม่มีสงครามและก็ไม่มีสันติภาพ การอ่านเกมผ่านกรอบคิดของอารักชีกลับให้ความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งกว่าการวิเคราะห์แบบดั้งเดิม
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการเจรจา หากแต่คือการเจรจาในรูปแบบที่ยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นการเจรจา
แก่นสำคัญในหนังสือของอารักชีเริ่มต้นจากการตั้งคำถามต่อสมมุติฐานพื้นฐานของโลกตะวันตกที่มองว่าการเจรจาเป็นกระบวนการนำไปสู่ “win-win outcome” ภายใต้เงื่อนไขของเหตุผลและผลประโยชน์ร่วมกัน
แต่แกปฏิเสธกรอบคิดนี้อย่างชัดเจน
หนังสือเสนอว่าในการเมืองระหว่างประเทศ “การเจรจาไม่ใช่เครื่องมือของสันติภาพ แต่เป็นเครื่องมือของอำนาจ”
และในหลายกรณีมันไม่ใช่ทางเลือกแทนสงคราม แต่คือการดำเนินสงครามในอีกรูปแบบหนึ่ง
หากยอมรับสมมุติฐานนี้ ภาพของความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ดูเหมือนความสับสนวุ่นวาย-การข่มขู่ การปฏิเสธ การตั้งเงื่อนไข การยืดเวลา-แท้จริงแล้วคือองค์ประกอบของกระบวนการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อธิบายพฤติกรรมของอิหร่านได้อย่างชัดเจนคือแนวคิด “ไม่เจรจาภายใต้แรงกดดัน”
อารักชีเน้นย้ำในหนังสือของเขา ในสายตาของผู้สังเกตการณ์ภายนอก ท่าทีนี้อาจถูกตีความว่าเป็นความดื้อดึงหรือการไม่ยืดหยุ่น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการปฏิเสธที่จะยอมรับโครงสร้างอำนาจที่อีกฝ่ายพยายามกำหนด
เพราะการเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้แรงกดดันเท่ากับการยอมรับโดยปริยายว่าตนอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า
อิหร่านจึงเลือกที่จะ “ไม่เล่นตามเกม” ที่สหรัฐพยายามกำหนด และใช้การปฏิเสธเป็นเครื่องมือในการรีเซ็ตสมดุลอำนาจ
การปฏิเสธในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปิดประตูการเจรจา แต่เป็นการเลื่อนจุดเริ่มต้นของการเจรจาไปสู่เงื่อนไขที่ตนยอมรับได้
ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกายังคงยึดถือแนวคิดแบบดั้งเดิมที่มองว่าแรงกดดันเป็นกลไกหลักในการบังคับให้อีกฝ่ายเข้าสู่การเจรจา
จะว่าไปแล้ว มาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ และการกำหนดเส้นตาย ล้วนสะท้อนความเชื่อว่าความเจ็บปวดจะนำไปสู่การยอมจำนน
แต่ในกรอบคิดของอารักชี แรงกดดันที่เกินขอบเขตอาจให้ผลตรงกันข้าม เพราะมันทำลายเงื่อนไขพื้นฐานของการเจรจา
นั่นคือ “ความสามารถของอีกฝ่ายในการตัดสินใจโดยไม่เสียหน้า” ในการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในรัฐที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับอำนาจภายนอกอย่างอิหร่าน
การยอมจำนนภายใต้แรงกดดันไม่ใช่เพียงการเสียผลประโยชน์ แต่คือการสูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำไม่สามารถแบกรับได้
อีกหนึ่งมิติที่อารักชีให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ “เวลา”
แกไม่มองเวลาเป็นเพียงฉากหลังของการเจรจา แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างหรือทำลายอำนาจได้
สหรัฐใช้เวลาในรูปแบบของเส้นตายเพื่อเร่งให้เกิดการตัดสินใจ ขณะที่อิหร่านใช้เวลาในรูปแบบของความอดทนและการยืดเยื้อเพื่อเปลี่ยนสมการของเกม
ความแตกต่างนี้สะท้อนถึง “วัฒนธรรมของการเจรจา” ที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างความเร่งรีบแบบตะวันตกกับความอดทนแบบตะวันออก
ในกรอบความคิดของอารักชี การยืดเวลาไม่ได้หมายถึงการถ่วงเวลาอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการรอให้เงื่อนไขภายนอกเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากตลาดพลังงาน ปฏิกิริยาของประชาคมโลก หรือแม้แต่พลวัตทางการเมืองภายในของฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนของความขัดแย้งอาจเพิ่มขึ้นจนทำให้อีกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนจุดยืนของตน
นอกเหนือจากมิติของเวลาและอำนาจ อารักชียังเน้นย้ำถึงบทบาทของ “เรื่องเล่า” หรือ narrative ในการเจรจา
ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามการทูต แต่ขยายไปสู่พื้นที่ของการรับรู้สาธารณะ
สหรัฐพยายามสร้างภาพว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโลก ขณะที่อิหร่านพยายามวางตัวเองเป็นเหยื่อของการกดดันที่ไม่เป็นธรรม
การแข่งขันกันสร้างความชอบธรรมนี้มีผลโดยตรงต่อสมดุลอำนาจในการเจรจา เพราะรัฐที่ได้รับการยอมรับว่ามีเหตุผลและมีความชอบธรรมมากกว่า จะมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวทางการทูตมากกว่า
ในมุมมองของอารักชี การควบคุม narrative จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านประชาสัมพันธ์ แต่เป็นองค์ประกอบหลักของอำนาจในการเจรจา
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านซับซ้อนยิ่งขึ้นคือความจริงที่ว่าการเจรจาไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “ผลประโยชน์” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “อัตลักษณ์” และ “ศักดิ์ศรี” ของรัฐ
สำหรับสหรัฐ ประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเรื่องของการป้องกันการแพร่กระจายอาวุธที่อาจคุกคามระเบียบโลก
แต่สำหรับอิหร่าน มันคือสัญลักษณ์ของอธิปไตยและสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง
เมื่อการเจรจาแตะต้องประเด็นระดับนี้ การประนีประนอมจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขหรือเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการรักษาหน้าตาและความชอบธรรม การมองข้ามมิตินี้คือข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นในแนวทางแบบตะวันตก ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ rational calculation (การคำนวณด้วยตรรกะ) มากกว่าปัจจัยเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยา
แนวคิดที่ผมคิดว่าท้าทายที่สุดของอารักชีคือการเสนอว่า “การไม่เจรจา” สามารถเป็นกลยุทธ์การเจรจาได้
ในแนวของอิหร่าน การปฏิเสธการเจรจาในบางช่วงเวลาไม่ได้หมายถึงการปิดประตู แต่เป็นการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” ก่อนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
การถอนตัว การตั้งเงื่อนไขใหม่ หรือแม้แต่การสร้างความคลุมเครือ ล้วนเป็นวิธีการในการเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งสิ้น
มองจากมุมนี้ พฤติกรรมของอิหร่านที่ดูเหมือนขัดแย้ง-ปฏิเสธการเจรจาในขณะที่ยังส่งสัญญาณความพร้อม-อาจมองได้ว่ามีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
ในอีกด้านหนึ่ง ความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านจึงไม่ได้เกิดจากการขาดความพยายาม แต่เกิดจาก “ความไม่สอดคล้องกันของกรอบความคิด”
สหรัฐมองการเจรจาเป็นขั้นตอนหลังจากการสร้างแรงกดดัน ขณะที่อิหร่านมองว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแรงกดดันลดลง
ความแตกต่างนี้สร้างวงจรที่ยากจะหลุดพ้น : ยิ่งสหรัฐกดดันมาก อิหร่านยิ่งปฏิเสธ และยิ่งปฏิเสธ สหรัฐก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน วงจรนี้ไม่ใช่เพียง “เข้าสู่ทางตัน” (deadlock) ในเชิงนโยบาย แต่เป็น “ทางตัน” ในเชิงปรัชญา
ในท้ายที่สุด บทเรียนจากหนังสือของอารักชีอาจไม่ใช่เทคนิคการเจรจาใดๆ แต่คือการทำความเข้าใจธรรมชาติของอำนาจในโลกยุคใหม่
อำนาจไม่ได้อยู่ที่กำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดกรอบของเกม การควบคุมจังหวะเวลา และการสร้างความชอบธรรมในสายตาของผู้อื่น
ผู้ที่เข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ได้ดีกว่า อาจไม่จำเป็นต้องชนะอย่างเด็ดขาด แต่จะสามารถหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ได้
และในบริบทของสหรัฐ-อิหร่าน ความจริงที่น่ากังวลที่สุดคือ ทั้งสองฝ่ายยังคงเชื่อว่าตนเข้าใจเกมนี้ดีกว่าอีกฝ่าย
ขณะที่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายอาจกำลังเล่นคนละเกมอยู่โดยไม่รู้ตัว
ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ สถานการณ์ไปถึงไหนอย่างไรไม่แน่ชัด (เพราะกว่าสองเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา) แต่หนังสือของอารักชีเล่มนี้ทำให้เข้าใจมุมมองและจุดยืนของอิหร่านในภาวะที่ต้องประคับประคองสถานการณ์อันอ่อนไหวและสุ่มเสี่ยงได้อย่างดี
ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับหลักคิดและวิถีปฏิบัติของแกหรือไม่ก็ตาม!
