bg-single

รักยามห่านลง กับความดังของคลองโอตารุ : ความกระหายพื้นที่ริมน้ำเชียงใหม่ กับข้อเสนอคืนพื้นที่ริมน้ำให้กับเมือง

23.09.2025

CityZense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

รักยามห่านลง

กับความดังของคลองโอตารุ

: ความกระหายพื้นที่ริมน้ำเชียงใหม่

กับข้อเสนอคืนพื้นที่ริมน้ำให้กับเมือง

ในช่วงที่ผ่านมา มีห่านปริศนาฝูงหนึ่งถูกพบเห็นในคูเมืองเชียงใหม่ใกล้ประตูเชียงใหม่ ฝั่งใต้ของกำแพงเมือง จนกลายเป็นกระแสไวรัลและในโลกออฟไลน์ ผู้คนให้ความสนใจกับฝูงห่านขาว ซึ่งมาเฉลยในตอนท้ายว่าเป็นโครงการของเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ต้องการจะใช้ห่านทำการกำจัดซากพืชและความสกปรกในคูเมืองเชียงใหม่

ในเวลาไม่นาน อบจ.เชียงใหม่ก็ได้เปิดตัวหงส์ดำ-หงส์ขาวในสวนสาธารณะของ อบจ.เชียงใหม่ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เรียกเสียงฮือฮาและความคึกคักของผู้คนให้เข้าไปชมเหล่าฝูงหงส์เหล่านั้น

ไม่กี่ปีที่แล้ว คลองโอตารุหรือคลองแม่ข่า ก็เป็นกระแสโด่งดังเพราะการดัดแปลงพื้นที่ริมคลองแม่ข่า จากที่เคยเป็นย่านชุมชนแออัด ให้มีการแต่งหน้าทาปากใหม่ จนกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีเปลือกและหน้าตาคล้ายกับคลองโอตารุในประเทศญี่ปุ่น ในอีกด้านมันก็แฝงกระบวนการทำพื้นที่ให้เป็นย่านคนมีเงิน (หรือ gentrification) ไปด้วย ซึ่งหมายความว่า เมื่อกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอาจส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน พื้นที่บางแห่งอาจจะถูกครอบครองโดยนักธุรกิจและคนในพื้นที่อาจถูกเบียดขับออกไป

ที่น่าสังเกตคือ ความนิยม ของพื้นที่ทั้งสามที่มีร่วมกันก็คือ ความเป็นที่ริมน้ำ หรือ waterfront ในฐานะพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคูเมือง สวนสาธารณะ อบจ.เชียงใหม่ หรือคลองแม่ข่า

ที่ผ่านมา สวนสาธารณะเดียวในเขตเมืองเชียงใหม่ที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ สวนบวกหาด แม้จะอยู่บริเวณใกล้กำแพงเมืองและคูเมืองในทิศตะวันตกเฉียงใต้ (กำลังก่อสร้างสวนสาธารณะริมแม่น้ำปิงที่ติดกับที่ทำการไปรษณีย์เชียงใหม่) แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่ารับรองความต้องการของผู้คนได้มากแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นกระแสอยู่สั้นๆ ก็คือ การสร้างอนุสาวรีย์จรัล มโนเพ็ชร ไว้ในนั้นเมื่อคราวปี 2565

อันที่จริง บริเวณประตูท่าแพ เคยเป็นพื้นที่สวนหย่อม สนามเล่นและที่ออกกำลังกายมาก่อน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนพื้นที่ใหม่โดยการสร้างกำแพงเมืองและประตูท่าแพจำลอง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกเปลี่ยนให้เป็นลานอเนกประสงค์รับกิจกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่แทนที่จะออกแบบให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกับคูเมืองหรือริมน้ำ ก็ไม่ได้มีท่าทีจะทำอะไรเช่นนั้น ยังไม่นับว่าเขตดังกล่าวซ้อนทับกับพื้นที่แห่งอำนาจของกรมศิลปากรที่ดูแลโบราณสถานแห่งชาติอยู่

ผู้เขียนเสนอการยึดครองพื้นที่ของกองทัพเพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะไว้เมื่อหลายปีก่อน (ในบทความชื่อว่า “เมื่อที่ดินทหารขวาง (การพัฒนา) เมือง สู่จินตนาการถึงอำนาจประชาชนที่เหนือกองทัพ”) นั่นคือ กองบิน 41 ในส่วนของสนามกอล์ฟ ที่เป็นที่ดินสีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ รวมไปถึงพื้นที่ของกองทัพที่อยู่ทางตอนเหนือเชื่อมกับแถบ อ.แม่ริม มาแล้ว แต่คงไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เมื่อพิจารณาพื้นที่ริมน้ำปิงใจกลางเมืองเชียงใหม่จากสะพานรัตนโกสินทร์ (ถนนรัตนโกสินทร์ที่เชื่อมไปยังสถานีขนส่งเชียงใหม่) ไปถึงสะพานคนข้ามของ อบจ.เชียงใหม่ บริเวณศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ริมน้ำยาวราว 3 กิโลเมตร ผ่านจุดสำคัญของเชียงใหม่ทั้งสองฝั่ง ปรากฏว่ามีพื้นที่สาธารณะริมน้ำอยู่น้อยมาก หากแบ่งเป็น 2 ฝั่งแล้ว ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ได้แก่ สวนสาธารณะตลาดต้นลำไย ถนนวิชยานนท์, สวนสาธารณะนครพิงค์ ถนนวังสิงห์คำ, สวนหน้าจวนผู้ว่าฯ ฝั่งตะวันออก ได้แก่ สวนหย่อมท่าน้ำหน้าโบสถ์คริสตจักรที่ 1 ถนนเจริญราษฎร์

ที่เหลือคือ ที่ดินของหน่วยราชการ วัด บ้านส่วนตัวและพื้นที่เชิงธุรกิจ ตั้งแต่ร้านเหล้า ร้านอาหาร ไปจนถึงโรงแรมหรู เมื่อเทียบกับบางจังหวัดในภาคเหนืออย่างลำปาง หรือน่าน ถือว่ายังรักษาพื้นที่ริมน้ำให้คนในเขตเมืองได้เข้าถึงและใช้ทำกิจกรรมได้อย่างหลากหลายมากกว่า ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เพราะพื้นที่ริมน้ำยังไม่ถูกลงทุนผ่านธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริหารอย่างเข้มข้นเท่าเชียงใหม่

อันที่จริง ในเชิงภูมิศาสตร์การเมืองแล้ว เมืองเชียงใหม่ให้ความสำคัญกับกลางเมืองมากกว่าพื้นที่ริมแม่น้ำ ศูนย์กลางอำนาจของวังเจ้าหลวงล้วนอยู่ในเขตตอนในของกำแพงเมือง เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ข้าราชการสยามที่มาจัดตั้งสถานที่ราชการล้วนต้องเลือกพื้นที่ริมน้ำและนอกกำแพงเมือง จึงไม่แปลกที่ในหน้าประวัติศาสตร์จะมีบันทึกความขัดแย้งระหว่างข้าราชการสยามและชาวเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาด้วย จึงไม่แปลกที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ทำการไปรษณีย์จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง

นั่นคือ จุดเริ่มต้นของการใช้พื้นที่ริมน้ำของรัฐ การขยายตัวของการท่องเที่ยวนำมาสู่การลงทุนที่เชียงใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ริมน้ำในเชียงใหม่ไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นทำเลดี พื้นที่ริมน้ำจึงกลายเป็นทั้งร้านอาหาร ร้านเหล้า โรงแรม คอนโดมิเนียม อาจจะเรียกได้ว่าในที่สุด ก็เกิดการปิดล้อมพื้นที่ริมน้ำโดยรัฐและทุน การปิดล้อมดังกล่าวนอกจากจะทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้แล้ว ยังส่งผลต่อการรุกล้ำและกีดขวางลำน้ำปิงในหน้าน้ำหลากอีกด้วย

ข้อเสนอ การคืนพื้นที่ริมน้ำปิงจากทั้งรัฐและทุน ในที่นี้ขอกล่าวถึงฝั่งรัฐ หากสำรวจตามระยะทาง 3 กิโลเมตรที่กล่าวมาแล้ว หน่วยงานราชการที่ยึดใช้ที่ริมน้ำไล่จากทิศเหนือลงมา ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ได้แก่ กลุ่มงานจราจรตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, ที่ทำการไปรษณีย์ (สาขาแม่ปิง), จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ส่วนภูมิภาค), บ้านพักอธิบดีผู้พิพากษาศาล ภาค 5 (ฝ่ายตุลาการ) และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ (ส่วนกลาง) ส่วนฝั่งตะวันออก ได้แก่ สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 5 (ส่วนกลาง) และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลนครเชียงใหม่ (ส่วนท้องถิ่น) เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ในทำเลที่ดีที่สุดก็คือ บริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และบ้านพักอธิบดีผู้พิพากษาศาล ภาค 5 ที่ตั้งอยู่ตีนสะพานนวรัฐ

การใช้พื้นที่ดังกล่าวด้วยคนไม่กี่คน อาจจะเป็นการดีกว่า หากทำการย้ายทั้งจวนผู้ว่าฯ และบ้านพักอธิบดีผู้พิพากษาออกไปสร้างในที่อื่น เมื่อเทียบกับการจะกลายเป็นพื้นที่ริมน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ดังหลายประเทศใช้กัน หลายคนเคยมีประสบการณ์ใช้พื้นที่ริมน้ำของญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ บางครั้งพื้นที่เหล่านั้นถูกเว้นไว้ไม่สร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ หรือหากจะมีก็จะคิดเผื่อเรื่องน้ำท่วมไว้ด้วย เนื่องจากมองว่าพื้นที่ริมน้ำมีโอกาสจะถูกน้ำหลากท่วมได้เสมอ ดังนั้น การทิ้งพื้นที่ว่างไว้จึงตอบโจทย์เรื่องการเพิ่มทางน้ำผ่าน พร้อมไปกับการสร้างพื้นที่สาธารณะได้อีกด้วย

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวหากมองจากฝั่งตรงกันข้ามของน้ำปิงและสะพานนวรัฐ จะเห็นเพียงต้นไม้ที่แม้จะเป็นพื้นที่สีเขียวร่มครึ้ม แต่มันคือพื้นที่สีเขียวในรั้วปิด แม้จะมีการออกแบบให้เป็นสวนหย่อม แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เล็กเกินไปกว่าศักยภาพของเมืองและคนเชียงใหม่

หลายคนอาจเคยเห็นภาพสงกรานต์เชียงใหม่ในอดีตที่ถ่ายโดยลุงบุญเสริม สาตราภัย ผู้ล่วงลับ คนจำนวนมากที่ลงไปเล่นน้ำปิงบริเวณสะพานนวรัฐและพื้นที่ใกล้เคียง จะเป็นอย่างไร หากสามารถเปิดพื้นที่โล่งริมแม่น้ำปิงฝั่งจวนผู้ว่าฯ และบ้านอธิบดีผู้พิพากษาที่ใกล้กันก็พยายามมีการสร้างสวนสาธารณะต้นลำไยของเทศบาลนครเชียงใหม่

ลองจินตนาการถึงกิจกรรมริมน้ำทั้งเทศกาลยี่เป็ง และชีวิตประจำวัน ประชาชนไม่จำเป็นต้องเข้าร้านอาหาร หรือพักโรงแรมเพื่อสิทธิ์การเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำปิง อันควรจะเป็นพื้นที่ของทุกคน

มากไปกว่านั้น การสร้างพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการคืนอำนาจการจัดการพื้นที่ให้กับประชาชนและท้องถิ่นด้วย พื้นที่เดิมที่อยู่ภายใต้อำนาจราชการที่ถูกควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัย เหล่ารั้วและอาคารบ้านพักต่างผลักให้ประชาชนถอยห่างออก ยกเว้นแต่ในกรณีพิเศษที่ประชาชนบางพวกจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาบางช่วงบางตอน

ใช้จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นการสร้างพื้นที่ริมน้ำสำหรับทุกคนในเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะไปถึงหน่วยงานราชการอื่นที่ครอบครอง ก่อนจะข้ามไปเอาพื้นที่คืนจากเอกชนที่รุกล้ำพื้นที่ริมน้ำ

เพราะพื้นที่สาธารณะ คือ พื้นที่ที่สะท้อนอำนาจของประชาชนอย่างตรงไปตรงมาที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน