บทความในประเทศ
รัฐธรรมนูญ
รัดคอ?
ส้ม ‘เช้ง’ หรือ ‘เจ๊ง’
ดูจากผลสะเทือนทางการเมือง หลังการเกิด MOA ของค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีส้ม ต้องบอกว่า “ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
ค่ายส้มก็ต้องเจอแฟนคลับและนักวิชาการปีกประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อย วิพากษ์วิจารณ์ไปกระทั่งก่นด่า เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ซ้ำยังเอากระดูกไปแขวนคอ
ผิดกับค่ายสีน้ำเงินจริงๆ วันนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่ความสุข ถนนทุกสายวิ่งเข้าหา จาก “หนู” ตัวเล็กๆ วันนี้เปลี่ยนเป็น “ราชสีห์ตัวใหญ่”
แต่ก็ต้องเตือนไว้ว่า นี่เป็นเพียงความสุขชั่วคราว เพราะค่ายสีส้มเขายื่นเงื่อนไขสำคัญในการเซ็น MOA ยกมือโหวตให้เป็นรัฐบาล ยอมให้อยู่ในอำนาจได้แค่ 4 เดือน จากนั้นต้องยุบสภา
เงื่อนไขสำคัญอีกข้อคือต้องวางรากฐานการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ สู่การทำประชามติและสนับสนุนแนวทางการตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่า…
ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลสำเร็จ ค่ายส้มก็ต้องถูกดับความหวังที่จะมีรัฐธรรมนูญบริสุทธิ์ผุดผ่อง เลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน 100% แบบที่ฝัน
พลันก็มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่จู่ๆ ก็โผล่มา โดยไม่มีใครถาม ห้ามมิให้มีการเลือก ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญ เล่นเอางงกันทั้งประเทศ
หลังจากตั้งหลักได้ นักการเมืองค่ายส้มและค่ายสีแดงจึงต้องทำการบ้านใหม่ กลับมาทบทวนข้อเสนอการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คิดหาโมเดลและช่องทางที่พอเป็นไปได้
นั่นคือ บ่วง “รัฐธรรมนูญ” ที่รัดคอ ค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีส้มอยู่ จากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นกับรัฐบาลภูมิใจไทยเป็นหลัก
แต่ฉากแรกของหนังเรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะเปิดมาด้วยการที่ค่ายสีน้ำเงินดึงเอานายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
รู้กันดีว่านายบวรศักดิ์คือนักกฎหมายหัวอนุรักษนิยม เคยถูกดึงมาเป็นผู้เล่นหลักยกร่างรัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลรัฐประหารมาแล้ว 1 ครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ชอบที่นายบวรศักดิ์ควบคุมยาก ได้รัฐธรรมนูญไม่ตรงสเป๊กทหาร
ผลงานของนายบวรศักดิ์ครานั้นจึงถูกทำแท้ง เป็นที่มาของวลีในตำนาน “เขา (หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์) อยากอยู่ยาว”
แต่ด้วยบริบทและบรรยากาศทางการเมืองวันนี้ การกลับมาครั้งนี้จึงท้าทายนายบวรศักดิ์ ว่าอย่างน้อยที่สุด ขบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นนับจากนี้คงไม่เลวร้ายไปกว่า “ขบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560” อีกแล้ว
นับเป็นความเก๋าเกมของค่ายสีน้ำเงินที่ดึงบวรศักดิ์มาคุมขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญกว่านั้นคือมาตอบคำถาม เจรจา ต่อสู้ ต่อรองกับค่ายสีส้มในประเด็นกฎหมาย
ก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องไม่ลืมว่าค่ายสีน้ำเงินยังมีเสียงวุฒิสภาจำนวนมากอยู่ในมือ เครื่องมือนี้เองที่เป็นความหวังของค่ายสีส้มว่าท้ายที่สุด แกนนำค่ายสีน้ำเงินจะส่งสัญญาณให้สภาสูงยอมไฟเขียวยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
จึงเป็นไปได้เช่นกันว่าในท้ายที่สุดสีน้ำเงินอาจจะไม่อยากยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างแท้จริง แต่ทำ MOA กับค่ายสีส้มเพื่อหวังเข้าสู่อำนาจ วันนี้จับมือวางแผนทำรัฐธรรมนูญใหม่ดิบดี แต่ในท้ายที่สุดก็ส่งสัญญาณให้สภาสูงเล่นเกมสกัดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็เป็นไปได้
ยิ่งวันนี้เริ่มเห็นเด็กค่ายสีน้ำเงินบางคนออกตัวในประเด็นนี้แล้วว่า สีน้ำเงินไม่เกี่ยวกับ ส.ว.เรื่องรัฐธรรมนูญ พร้อมๆ ไปกับข่าวการเริ่มไหลเข้าพรรคของ ส.ส. “บ้านใหญ่” กลุ่มต่างๆ ที่ส่อจะขัดกับข้อตกลงเรื่องไม่ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ค่ายสีส้มยิ่งร้อนๆ หนาวๆ
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การตั้งรัฐบาลล้วนอยู่ในสายตาประชาชน หากค่ายสีน้ำเงินทำแบบนั้นจริง ก็ต้องประเมินว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่ฉีก MOA ค่ายสีส้มในช่วงท้าย และจะต้องเสียต้นทุนการเมืองแค่ไหนหลังจากนั้น?
รู้กันว่า ถ้าการเมืองปกติ ค่ายส้มกับค่ายสีน้ำเงิน ไม่มีวันจับมือกันได้ แต่บริบทวันนี้เป็นเพราะค่ายสีส้มเห็นแล้วว่าภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถขยับเขยื้อนวาระรัฐธรรมนูญได้เลย จึงยอมยกอำนาจนำให้ค่ายสีน้ำเงิน
หากหลังจากนี้ 4 เดือนยังถูกค่ายสีน้ำเงินหักหลังอีก การเมืองจากนี้จะเหลือแต่ฉากต่อสู้แบบล้างผลาญกันอย่างเดียว
เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวง เพราะทั้งหมดเกิดขึ้นบนสายตาของคนทั้งประเทศ ค่ายสีน้ำเงินก็จะเสียหายทางการเมืองระดับสูงเช่นกัน
ขณะที่พรรคเพื่อไทยวันนี้กลายสภาพเป็นพรรคฝ่ายค้านร่วมกับค่ายสีส้ม น่าสนใจว่าวาระทางการเมืองจากพรรคเพื่อไทยรายวันกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่แก้แค้นฝ่ายค้านด้วยกันเองอีกที โดยเฉพาะการตามกระทุ้งค่ายสีส้มเรื่องรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่ตัวเองก็พลาดช่วงเวลา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่สามารถขยับเรื่องรัฐธรรมนูญได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่คือปัญหาต้นตอวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจของประเทศ
สุดท้ายก็พลาด ถูกกับดักระเบิดนิติสงครามเล่นงานจากวิกฤตรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ผู้คนส่งเสียงเตือนมาตลอด
แน่นอน พลังทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยยังสำคัญ พรรคเพื่อไทยต้องดึงสติกลับมาให้ไว “มูฟออนจากความแค้น” หันมาเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ใช้พลังทางการเมืองที่มี ร่วมกดดันต่อรองให้เกิดการวางรากฐานสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หากสติยังไม่กลับมา เดินหน้าแก้แค้นโดยไม่ได้ยอมรับความจริง ประเทศก็จะจมอยู่กับนิติสงครามและวิกฤตรัฐธรรมนูญไม่จบสิ้น
ทางออกวันนี้จึงเหลือเพียงทางเดียว ค่ายสีแดงต้องจับมือค่ายสีส้ม ใช้พลังทางการเมืองทุกอย่างที่จะเป็นไปได้กดดันรัฐบาลให้เดินหน้าปูทางวางโครงสร้างการเมืองใหม่ให้สำเร็จ
ส่วนค่ายสีส้ม 4 เดือนจากนี้มีหน้าที่กดดันรัฐบาลสีน้ำเงินให้ทำตามสัญญาอย่างเดียว เพราะหากค่ายสีน้ำเงินไม่ทำตามสัญญา พรรคส้มก็ต้องร่วมรับผิดชอบทางการเมืองด้วย รัฐธรรมนูญจึงเป็นบ่วงสำคัญที่รัดคอพรรคส้มอยู่
ถึงที่สุด หากสีน้ำเงินทำไม่สำเร็จ หรือเกิดการ “บิดข้อตกลง” จะเกิดอะไรขึ้น?
1. คนที่เสียมากสุดก็คือพรรคภูมิใจไทย จะได้ชื่อว่าผิดสัญญา รับปากแล้วทำไม่ได้ แม้จะโยนข้ออ้างไปที่ ส.ว. ว่าเป็นคนทำให้ MOA ไม่สำเร็จ ก็ไม่มีใครเชื่อ จะเป็นเหตุผลชั้นดีของค่ายสีแดงและค่ายสีส้มในการใช้ถล่มค่ายสีน้ำเงินในศึกเลือกตั้ง
2.เสียหายไม่แพ้กันคือค่ายสีส้ม ในฐานะ “นั่งร้าน” รัฐบาลภูมิใจไทย ที่ทำให้คนไทยเสียความรู้สึกจากการเสียเวลา แทนที่จะจับมือกับค่ายสีแดงที่แม้ไม่ชอบหน้ากัน แต่ก็พอมีแนวทางอุดมการณ์บางอย่างตรงกันบ้าง
มากกว่านั้น ส้มยังได้ชื่อว่าเป็นผู้มอบโอกาสให้ค่ายสีน้ำเงิน ตักตวงเก็บคะแนน-สะสมฐานเสียงก่อนเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า ดูได้จากที่บรรดาบ้านใหญ่ต่างพาเหรดกันไปสมัครสมาชิกพรรคช่วงนี้
3.ส่วนค่ายสีแดงในเชิงคะแนนนิยมต้องใช้คำว่าไม่มีอะไรจะเสีย (และก็ไม่มีอะไรจะได้ด้วย) ไม่ว่าการปูทางยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม
สิ่งที่จะทำให้ค่ายสีแดงมีคะแนนนิยมกลับคืนคือการกลับมายืนต่อสู้ภายใต้เจตจำนงการเพิ่มอำนาจประชาชน เอาหลังพิงประชาชนในทุกๆ เรื่อง มิฉะนั้นก็จะเป็นอย่าง 2 ปีที่ผ่านมา
แต่หากค่ายสีน้ำเงินทำสำเร็จ ปูทางสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่และยุบสภาได้ตามสัญญา
นายอนุทินจะได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองอาชีพในระบอบประชาธิปไตย มีส่วนสำคัญในการสถาปนาโครงสร้างการเมืองใหม่ที่ยึดโยงประชาชนมากขึ้น อยู่ 4 เดือน แต่มีผลงานทางการเมืองจับต้องได้ ส่วนค่ายสีส้มก็จะได้ชื่อว่า มีความกล้า ฝืนโหวตเตอร์ ยกมือให้นายอนุทินเพื่อรักษาระบอบการเมืองให้เดินต่อได้
แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้
1. รู้กันอยู่ว่าลึกๆ ค่ายสีน้ำเงินก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้
2. พลังกลุ่มอนุรักษนิยมจะขัดขวางไม่ให้มีการแก้ไข/ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
3. ค่ายสีแดงกับค่ายสีส้มซึ่งแทนที่จะเป็นพลังหนุนเสริมกันต่อสู้เรื่องรัฐธรรมนูญวันนี้ก็ยังไม่ลงรอยกัน
4. อาจเจอนิติสงครามสกัดอีก ต่อเนื่องจากการสั่งห้ามไม่ให้มี ส.ส.ร.จากเลือกตั้ง
ค่ายส้มในปีหน้า จะ “เช้ง” หรือจะ “เจ๊ง”
4 เดือนจากนี้ จับตาอย่ากะพริบ!
