ฝัน “ซ.ต.พ.” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ช
สถานีคิดเลขที่ 12 | สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
ฝัน “ซ.ต.พ.”
การมอง “บวก” ของนายธนาธร จึงรุ่งเรือนกิจ บนเวทีเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย”ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่า
“…20 ปีที่ผ่านมา มัน เหนื่อยล้า กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ก็เหนื่อยล้ามาก นักการเมืองถูกตัดสิทธิ์เยอะแยะไปหมด นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน ก็เหนื่อยล้ากันมาก ไปถามไอลอว์ ไปถามศูนย์ทนายสิทธิฯ ทุกคนทำงานเหนื่อยล้ากันมาก
แม้แต่ฝั่งอนุรักษนิยมเอง …เขาก็เหนื่อยล้าไม่ใช่เขาไม่มีความกังวล เขาก็กังวล
ดังนั้น ในภาวะเช่นนี้เอง มันจึงมีโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด
คือหนังสือเล่มนี้ยังอยู่ในบทที่เริ่มจากวันที่ 19 กันยายน 2549 อยู่ เรายังอยู่ในบทนี้ ยังไม่จบบทดี
แล้วบทนี้มันเดินมาถึงตอนปลายบทแล้ว ทุกฝ่ายเหนื่อยล้ากันมาก
มันมีโอกาสเกิดสิ่งที่ใช้คำว่า grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่ ของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การหาทางลงอย่างนุ่มนวล
กระบวนการนี้ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 2-3 ปี
แต่ถ้าภูมิใจไทย รักษาสัญญา
นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำมาสู่ การประนีประนอมครั้งใหญ่เพื่อให้ปิดบทนี้ของหนังสือ…”
เชื่อว่า การมองบวกของนายธนาธร ที่น่าจะเป็นเบื้องหลังแห่งเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชน โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีกูลเป็นนายกฯ โดยหวังว่านี่จะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่จะช่วยไขประตู ให้ประเทศผ่านทางตัน
ซึ่งการขอ “ฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ” นี้ คงเป็นที่ถกเถียงกันกว้างขวาง
ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
ต้อง “ซ.ต.พ.–ซึ่งต้องพิสูจน์”กันต่อไป ว่าจะเป็นจริงหรือไม่
แน่นอน คงต้องทำใจกันมากๆ ว่าการจะเกิดการประนีประนอมครั้งใหญ่ เป็นสิ่งที่”ยาก” และ อาจผิดหวัง
อาจมีการประนีประนอมใหญ่ ที่เป็นตัวอย่างบ้าง ก็เช่น หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
สังคมไทยใช้เวลา กระทั่งปี 2530 กว่าๆ สามารถยุติ “สงครามประชาชน” ระหว่าง รัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยลงได้สำเร็จ
มีการใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งการนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนโยบาย 66/2523 ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้กลับมาอยู่ร่วมกันในสังคม
แน่นอนว่า มี”ความเงียบงัน” ที่ไม่ได้ถูกคลี่คลาย ตกค้างอยู่ไม่น้อย
แต่การประนีประนอมครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์ ตุลาคม 2519 ก็เป็น”ตัวอย่าง”ที่พอจับต้องได้
กระนั้นก็น่าเสียดาย เราจะครบ 50 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในปีหน้า
แต่บทเรียนแห่งการประนีประนอมครั้งใหญ่นั้น ไม่ได้ถูกถอดบทเรียนมาปรับใช้กับสังคมไทยนัก
ทำให้ ตั้งแต่ห้วงปี 2540 เป็นต้นมา สังคมไทยไม่อาจผ่าน”การประนีประนอมใหญ่”ได้อย่างน่าพอใจเลย
ไม่ว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ที่ยังแก้ไม่ได้จนบัดนี้
ไม่ว่า สถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ที่ลากดึงประเทศไทย ให้ติดหล่มปัญหาพันลึกในทุกด้าน ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ไปไหนไม่ได้
และตอนนี้ สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ฉุดกระชากเราไปสู่การ”สงคราม” แม้จะหยุดยิงลงได้ชั่วคราว แต่ก็สะสมความตึงเครียด ที่พร้อมนำไปสู่ความรุนแรง ได้ตลอดเวลา
ยิ่งกว่านั้น “ความเกลียดชัง”ได้ถูกฝังลึกในจิตใจของประชาชนทั้งสองชาติ จนมองไม่เห็นว่า จะนำไปสู่ การประนีประนอมใหญ่ ได้อย่างไร และต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี
ดังนั้นถามว่า โดยส่วนตัว มีความหวังและมองบวก ถึงการ ประนีประนอมครั้งใหญ่ อย่างที่ธนาธร ว่าหรือไม่
คำตอบก็คือไม่ได้”หวัง”กับ ความฝันอันเหลือเชื่อ นั้น สักเท่าไหร่
กระนั้นก็พร้อมจะเอาหัวโขกพื้นรับผิด หาก grand compromise เกิดขึ้นได้จริงๆ
————————
