bg-single

เรือหนู ‘ออกจากฝั่ง’ ฝ่าคลื่น 4 เดือน เพื่อสี่ (หรือซี้?) ปี

03.10.2025

บทความในประเทศ

เรือหนู ‘ออกจากฝั่ง’

ฝ่าคลื่น 4 เดือน

เพื่อสี่ (หรือซี้?) ปี

“เรือประเทศไทย” ภายใต้การนำของกัปตันหนู แล่นออกจากฝั่งเป็นที่เรียบร้อย

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา นับถอยหลัง 120 วันรัฐบาลหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล สู่การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่

สำหรับศึกแถลงนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วัน บรรยากาศผิดคาด

จากที่คิดว่าพรรคส้มโดยหลักการน่าจะเป็นฝ่ายค้ำ กลับกลายเป็นเดินเครื่องเต็มสูบ อภิปรายแบบดุดัน จนคนตามดูก็รู้สึกประหลาดใจชอบกล ว่าถ้าปัญหาเยอะขนาดนี้แล้วจะไปโหวตให้ทำไม

ส่วนฝ่ายแค้นอย่างเพื่อไทย ยกทัพรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก เหยียบคันเร่งฝ่ายแค้นกันจนทะลุห้องเครื่อง รุมตีตั้งแต่ระดับ “ปาไข่ใส่” ไปจนกระทั่ง “สาดโคลน”

มีหรือค่ายสีน้ำเงินจะอยู่เฉย เพราะในประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมาย่อมรู้ทางกันดีอยู่แล้ว เจอย้อนศรเจ็บจี๊ดไปหลายดอก

ไม่ว่าจะงัดหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขึ้นกล่าวหา ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง 30 บาท รักษาทุกที่ ก็เจอนายกฯ หนูลุกขึ้นสู้กลับ ยืนซัดกันชนิดไม่มีถอย แฉกลับว่ายุคเพื่อไทย สิทธิฟอกไตของคนไทยลดลง พร้อมประกาศทวงคืนกลับมาใน 2 เดือน

โดยรวม “รัฐมนตรีบ้านใหญ่สีน้ำเงิน” และ “รัฐมนตรีบ้านใหญ่ผู้สนับสนุน” ทั้งค่ายพรรคกล้าธรรม พลังประชารัฐ ไปจนถึงค่ายรวมไทยสร้างชาติ ก็ถือว่ารับมือกับขีปนาวุธที่ถูกปล่อยจากฝ่ายค้านและฝ่ายค้านผ่านมาด้วยดี แม้จะมีหลุดรอดมาให้ต้องไปตามล้างตามเช็ดกันอยู่บ้าง แต่ภาพรวมก็ดูคึกคักพร้อมทำงาน

ขณะที่ “รัฐมนตรีกลุ่มสายเทคโนแครต” ก็ได้รับเสียงตอบรับในทางบวกมากกว่าลบ ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้นตอบของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ต่อข้อซักถามของ ส.ส.พรรคประชาชน โชว์แผนมาตรการกอบกู้เศรษฐกิจชายแดน ได้รับคำชมแม้แต่จากฝ่ายค้าน

หรือจะเป็น “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับการกำหนดแผนเบื้องต้น พยุงเศรษฐกิจระยะเวลา 4 เดือน ไม่ให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวมากกว่านี้ ก็อธิบายได้อย่างเห็นภาพ

ยังมี “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ที่เพิ่งโชว์ลีลาปกป้องเกียรติภูมิไทยฉบับนักการทูตประสบการณ์สูง ฟาด “กัมพูชา” แบบนิ่มๆ และสุภาพในเวทีโลกไปหมาดๆ

ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลสีน้ำเงินกับพรรคฝ่ายค้ำ-ค่ายสีส้ม ก็ยังอยู่ในร่องรอยของการประนีประนอมระหว่างกัน นายอนุทินและทีมงานตอบโต้กลับฝ่ายค้านแบบนุ่มนวล วางตัวแบบโคตรเซียน ยอมกลืนเลือดบ้างในบางจังหวะ

แต่ทั้งหมดเป็นเพียงละครฉากแรก ของจริงต้องดู 4 เดือนจากนี้ต่างหาก

หลักใหญ่ใจความของการแถลงนโยบายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคือคำสัญญาจากปากนายกฯ หนู ว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน ตามสัญญาที่ตกลงให้ไว้กับพรรคประชาชน

มาถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าค่ายสีน้ำเงินเก็บอาการได้ดี ยังไม่มีวี่แววว่าจะแหกเอ็มโอเออยู่ยาว โดยเฉพาะการตั้ง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นรองนายกฯ และเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญภาครัฐ น่าจะเป็นตัวการันตีได้ระดับหนึ่ง

อย่างน้อยในอดีต “บวรศักดิ์” ก็เคยโวยวาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารมาแล้วรอบหนึ่ง คราวถูกขอให้มาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเจอคณะรัฐประหารเล่นตุกติก จนเจ้าตัวต้องออกมาแฉว่า “เขาอยากอยู่ยาว”

รอบนี้เจ้าตัวก็เสียงแข็ง ประกาศกลางสภา ไม่แตะคดีฮั้ว ส.ว.และเขากระโดง หากทีมสีน้ำเงินมีสัญญาณผิดสัญญา อาจจะได้เจอ “เขาอยากอยู่ยาวภาค 2” เป็นแน่แท้

4 เดือนจากนี้จึงเป็นโอกาสของค่ายสีน้ำเงินว่าจะใช้อำนาจรัฐเพื่อเป้าหมายอะไร?

เพราะเรื่องใหญ่ที่สุดวันนี้คือโจทย์ “การเมือง” โดยเฉพาะคำถามสำคัญคือ จะเอายังไงกับ “กติกาประเทศ” มรดกคณะรัฐประหารฝีมือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่สร้างวิกฤตการเมืองรอบ 10 ปีที่บังคับใช้จนนับครั้งไม่ถ้วน

และนี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้ “กองทัพส้ม” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพลังการเมืองฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย ยอมหันมาเลือกทาง “ประนีประนอม” กับค่ายสีน้ำเงิน โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ชนิดไม่แตกแถวแม้แต่เสียงเดียว

การตัดสินใจของค่ายสีส้มรอบนี้สูญเสียต้นทุนการเมืองไปมากโข มองหาดอกไม้มอบให้แทบไม่เจอ ที่เห็นในแต่ละวันคือก้อนอิฐจากปัญญาชนที่เคยสนับสนุน ซ้ำยังเจออินฟลูเอนเซอร์ค่ายสีแดง เยาะเย้ยไปจนกระทั่งด่ากราด-ไม่พัก

เรื่องรัฐธรรมนูญจึงเป็นปัญหาเร่งด่วนตามข้อตกลง ตามไทม์ไลน์ จะมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังกลางเดือนตุลาคมนี้

และผลของการเจรจาตกลงอย่างเป็นรูปร่างก็จะปรากฏชัดใน 1-2 เดือนนี้

ดังนั้น จุดยืนระหว่างค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีส้มในเรื่องการเมืองก็จะขยับมาถึงจุดที่ต้องวัดใจกันอีกครั้ง เป็นโจทย์ว่าค่ายสีน้ำเงินจะตอบรับ “การเปลี่ยนแปลงกติกาบ้านเมืองให้เข้าร่องเข้ารอย” มากกว่าเดิมหรือไม่?

แน่นอนว่า เมื่อข้อเสนอทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินปรากฏ พรรคส้มย่อมเห็นเจตนาทั้งหมด

วันนั้นเองจะเป็นจุดท้าทายพรรคส้มอีกครั้งว่าจะเดินหน้าเป็น “ฝ่ายค้ำ” หรือจะเป็น “ฝ่ายโค่น” รัฐบาล

มิต้องแปลกใจกับกระแสข่าวช่วงนี้ ว่ารัฐบาลอาจยุบสภาก่อนครบ 4 เดือนด้วยซ้ำ ปมเงื่อนสำคัญก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญนี้เอง

เพราะหากคิดจากรากฐานที่มาที่ไปทางอำนาจของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ไปด้วยกันยากมากในทางการเมืองและจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญ

ค่ายสีน้ำเงินได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และแทบไม่เคยได้รับผลกระทบสักครั้ง แถมยังได้ประโยชน์จากการเข้าไปเล่นในกติกานี้ จนเป็นที่มาของฉายา ส.ว.สีน้ำเงิน

มีหรือ ค่ายสีน้ำเงินจะยอมเปลี่ยนแปลงโดยง่าย มีหรือ “จะยอมปล่อยดาบในมือคืนกรรมการ” เพราะตัวเองได้เปรียบฝ่ายอื่นอยู่มาก

เมื่อไม่รู้สึกว่าต้องยกร่างฯ ใหม่, รู้สึกว่ากติกาเดิมก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจดีอยู่แล้ว, ไม่ต้องไปชนกับองค์กรอิสระเพราะไม่เคยถูกเล่นงาน ไม่เคยโดนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค แล้วจะไปเปลี่ยนทำไม

จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์กับค่ายส้ม จนนำไปสู่การยุบสภาเร็วกว่ากำหนด ก็เป็นได้

วันนี้ยังได้เห็นสัญญาณแปลกๆ จากค่ายสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโมเดล ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จนคนแซว สงสัยจะตั้ง ส.ส.ร.สีน้ำเงิน อีกแล้วหรือ? โดยอ้างเพราะกลัวผิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

หรือจะเป็นอาการโหนชาตินิยมผิดปกติ ทั้งการผลักดันทำประชามติยกเลิก MOU 43 (โดยไม่อธิบายความจำเป็นอย่างเพียงพอ-ท่ามกลางเสียงคัดค้านทางวิชาการจำนวนไม่น้อย) พร้อมๆ กับการเลือกตั้งใหญ่ และประชามติรัฐธรรมนูญ จนไม่รู้ว่าตกลงรัฐบาลภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนหรือไม่?

หรือจริงๆ แค่จะปลุกกระแสชาตินิยมมากลบกระแสแก้รัฐธรรมนูญ อาศัยช่วงจังหวะผู้คนกำลังหน้ามืด รักชาติยิ่งชีพเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความเกลียดชังใส่นักการเมืองค่ายส้ม-ค่ายแดง หวังผลเลือกตั้งใหญ่หรือเปล่า?

มากกว่านั้น หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลอนุทินเลือกเข้าไปยุ่งกับคดีความอย่างการฮั้ว ส.ว. และเขากระโดง ใช้เวลาครองอำนาจไปกับการแก้ปัญหาตัวเอง

หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลแทนที่จะประคองสถานการณ์ กลับพบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อหวังผลทางการเมือง ผิดวิสัยหลักวินัยการเงินการคลังที่ดี

หาก 4 เดือนจากนี้ รัฐบาลตั้งใจมุบมิบ ไม่ทำตาม “สัญญาประชาคม” ที่เคยให้ไว้ หรือทำตามแต่ใช้ข้ออ้างต่างๆ มากมายในการหลบเลี่ยง ลดทอนเป้าหมาย โดยคิดว่าคนไทยตามไม่ทัน มองไม่ออก

เรือ “หนู” ที่เคลื่อนออกจากฝั่งแล้ว ก็อาจจะแล่นไปได้ไม่ถึงฝั่ง

ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคและความท้าทาย เป็นคลื่นพายุที่พร้อมก่อตัวพัดมาล้ม “เรือหนู” ให้จมกลางทะเล

แต่ถ้า 4 เดือนจากนี้ ผลลัพธ์ตรงกันข้าม

รัฐบาลไม่ยุ่งกับคดีความของตัวเอง, ตั้งใจประคองสถานการณ์รอรัฐบาลใหม่, พยุงเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ตกเหว, ทำตามสัญญาประชาคม, ยุบสภาตามกำหนด, ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายมีชัยและมรดกรัฐประหารสร้างไว้ได้สำเร็จ

“เรือหนู” แล่นถึงฝั่งแน่นอน แถมบนฝั่งจะมีประชาชนยืนรอรับและปรบมือให้

ชะตากรรมรัฐนาวาประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

จากนี้ จับตา “กัปตันหนู” และทีมงานบุรีรัมย์คอนเน็กชั่น อย่ากะพริบ!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี