bg-single

‘สวนสนุก’ ในมหาวิทยาลัย ! | สุรชาติ บำรุงสุข

27.10.2025

     วันนี้ อยากจะขอเปิดประเด็นเรื่องราวในมหาวิทยาลัยต่อจากครั้งก่อน (ดูบทความของผู้เขียนเรื่อง “ผลัดกันเกาหลัง” ในมติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์)

      หากย้อนกลับมาดูตัวเอง พวกเราที่มีหัวโขนเป็น “อาจารย์” หรือ “นักวิชาการ” ดูเหมือนจะมี “สิทธิ” มากกว่าคนอื่น ในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ ไปหมด แต่เรากลับไม่เคยหันมา “วิจารณ์ตนเอง”

      เราทำเสมือนอาณาบริเวณของมหาวิทยาลัยเป็น “เขตสังฆาราม” ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นดัง “เจ้าอาวาส” หรือบางแห่งอาจจะเป็นดัง “แม่ชีเจ้าสำนัก” ที่มีวัตรปฏิบัติด้วยการประพฤติดี ประพฤติชอบอยู่เสมอ เราจึงไม่จำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไร และไม่อาจไปแตะต้องได้ ยิ่งอาจารย์บางคนออกไปในแนวทางปฏิบัติธรรมด้วยแล้ว ก็เป็นดัง “ผู้ทรงศีล” ประจำห้องประชุมไปเลย จนเวลามีประเด็นโต้แย้งในการประชุม อาจจะทำให้นักรัฐศาสตร์อย่างพวกผม กลายเป็นเหมือนสมาชิกสายพรรค “องคุลีมาล”

      แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มหาวิทยาลัยอาจจะกลายเป็นเพียง “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และสนุกกับการใช้อำนาจที่เสมือน “ไร้ขอบเขต” เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างอำนาจผ่านเส้นสายในสภามหาวิทยาลัย หรืออาจกล่าวได้ว่า สภาวะ “สวนสนุกแห่งอำนาจ” จะดำเนินการผ่านสภามหาวิทยาลัย ด้วยการที่อธิการบดีจะใช้การสร้างเครือข่าย ที่ดึงเอาเส้นสายของตนเข้ามาเป็นกรรมการสภาฯ ภายใต้ “ยุทธการผลัดกันเกาหลัง” ในกระบวนการสรรหาตำแหน่งในโครงสร้างของมหาวิทยาลัย

     ยุทธการนี้ จึงดำเนินไปในลักษณะ “เธอเลือกฉัน-ฉันเลือกเธอ” หรือเกิดสภาวะต่างตอบแทนในกระบวนการสรรหาตำแหน่งในมหาวิทยาลัย หรือภาษาชาวบ้านที่ตรงไปตรงมา คือ “การเล่นพรรค-เล่นพวก” ซึ่งในวัฒนธรรมแบบไทยๆ เราอาจยอมรับการมีสิ่งนี้ได้บ้าง แต่ถ้าการสรรหาคนมีตำแหน่งทั้งในสภาและในคณะ กลายเป็น “พรรคพวกเส้นสาย” กันไปหมด (หรือเกือบหมด) มหาวิทยาลัยก็กลายเป็นแค่ “สวนสนุกแห่งอำนาจ” เท่านั้นเอง

     สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย”  ดูจะเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่างยิ่ง หรือธรรมาภิบาลกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในช่วงหนึ่งพยายามที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็น “เขตสะอาด” ด้วยการออกระเบียบให้สภามหาวิทยาลัยนอกจากมีหน้าที่ในการตรวจสอบภายใน หรือมีการประเมินความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องดูแลด้านธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยอีกด้วย [“เขตสะอาด” เป็นภาษาการเมืองระหว่างประเทศของยุคสงครามเย็น ที่หมายถึง พื้นที่ที่ไม่มีคอมมิวนิสต์]

      ผมถูกอุปโลกน์ให้เป็นประธานฝ่ายธรรมาภิบาลของสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะเขาไม่รู้จะเอานักรัฐศาสตร์อย่างผมไปวางตรงไหน

       ก่อนที่จะมีหัวโขนนี้ ผมเคยเขียนบทความลงมติชนสุดสัปดาห์มาหลายตอนในประเด็นเรื่อง “ธรรมาภิบาลทหาร” (military governance) ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่ต้นว่า จะทำงานนี้อย่างไร เพราะงานนี้ส่วนหนึ่งมีหน้าที่หลักในการ “ตรวจสอบ” ฝ่ายบริหาร เนื่องจากโดยเนื้อแท้แล้ว งานธรรมาภิบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องหลักๆ 5 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ การไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน และไม่คอร์รับชั่น เป็นต้น

      องค์ประกอบของความเป็นธรรมาภิบาลอาจจะมีนิยามที่กินความอีกหลายประการ แต่อย่างน้อยที่หยิบมาเป็นประเด็น 5 ประการนั้น ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราทำได้จริง มหาวิทยาลัยจะเป็น “เขตสะอาด” ได้จริงๆ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงด้วย จนเคยคิดเล่นๆ ว่า น่าจะมีการจัดลำดับธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยบ้าง คือ เป็น “governance ranking” เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักจะ “บ้ามาก” กับการจัดลำดับทางวิชาการ (academic ranking) แต่ไม่สนใจความโปร่งใสและความเป็นธรรมในบ้าน

      ตัวอย่างของปัญหาธรรมาภิบาล เช่น สมมติว่าเกิดการเล่นพวกด้วยการเปิด “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ในมหาวิทยาลัยนั้น จะเป็นจุดเริ่มของความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย เพราะจะเกิดสภาวะคนที่เป็น “เด็กอธิการ” เท่านั้น ที่จะได้รับตำแหน่งบริหาร การทำเช่นนี้ ทำให้อาจารย์บางท่านตัดสินใจแสวงหาที่ทำงานใหม่ เพราะไม่สามารถเติบโตได้ หรือคนที่อยู่นอกสายอำนาจ ไม่ว่าจะเก่งอย่างไร หรือมีผลงานมาอย่างไร ก็จะถูก “เขี่ยออก” ด้วยคำอธิบายว่า ประเด็นที่นำเสนอในการสรรหานั้น ไม่สอดรับกับความต้องการในอนาคต เป็นต้น

       ในอีกด้านของปัญหา ถ้าคนในสายนี้ทำผิด ก็ไม่ผิด! คือ เกิดสภาวะ “2 มาตราฐาน” เช่นสมมติว่า เมื่อมีการสอบสวนเรื่องการใช้งบประมาณที่มีความผิดพลาด “เด็กอธิการ” จะไม่มีความผิด แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกคนผิดหมดไม่มีข้อยกเว้น จนเจ้าหน้าที่หลายคนประสบปัญหาสุขภาพจิตในช่วงการสอบสวน

      แต่ถ้าเรายังมีสติพิจารณาเรื่องเช่นนี้ด้วยการเปิดใจบ้างแล้ว คำถามง่ายๆ จะเกิดทันที เป็นไปได้หรือที่เจ้าหน้าที่จะเบิกใข้งบ โดยอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าส่วนงานไม่รู้เรื่องเลย หรือาจารย์ท่านนั้นลงนามรับทราบเรื่องแล้ว แต่พอเกิดเป็นประเด็นในการสอบสวน ก็อธิบายง่ายๆ ว่า เป็นการลงนามไปโดยไม่รู้มาก่อน

      กรณีอย่างนี้ ถ้าเป็นการไต่สวนจริงในทางคดี คำตอบเช่นนี้ ไม่น่าจะทำให้อาจารย์ท่านนั้น รอดพ้นจากความผิดได้ แต่พอใช้ระบบสอบสวนในมหาวิทยาลัยโดยอำนาจของอธิการบดี คดีเช่นนี้จึงเดาได้ไม่ยากว่า สุดท้ายแล้ว ผลของการสอบ คือ “เด็กตาย นายรอด” … เจ้าหน้าที่ทุกคนผิดหมด

       การเล่นพวกเพื่อสร้างฐานอำนาจ ยังเกิดปัญหาอย่างมาก เช่น สมมติว่าผู้บริหารต้องการผลักดันอาจารย์ท่านหนึ่งให้ขึ้นเป็นคณะบดี ก็อาจจะละเลยในการตรวจสอบคุณสมบัติ เพราะคุณสมบัติที่ต้องตรวจประการแรกคือ การเป็น “สายอธิการ” เท่านั้น ย่อมเพียงพอแล้วที่จะผลักดันขึ้นสู่ตำแหน่ง

       ผลที่เกิดขึ้นอย่างน่าตกใจคือ ในการตรวจพบว่าคุณสมบัติของอาจารย์ท่านนี้จบจาก “มหาวิทยาลัยหากิน” หรือที่เรียกในประเทศตะวันตกว่า ”profit university” คือ เป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ทางการเงิน มากกว่าการให้บริการทางด้านการศึกษา อีกทั้ง มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้รับสถานะทางวิชาการ (accreditation) จากหน่วยงานอุดมศึกษาของประเทศดังกล่าว แต่ต่อมาต้องปิดตัวลงและมีคดีฟ้องร้อง

       ปัญหาเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงการเทียบวุฒิของการจบในการรับเข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ ที่ใช้คำว่า “อย่างมีนัยสำคัญ” เพราะจะมีผลกระทบตามมาในด้านต่างๆ อย่างมากแน่นอน

        แต่ใน “สวนสนุกแห่งอำนาจ” เช่นนี้ เราจะไม่เห็นความกระตือรือร้นในการตรวจสอบ ทั้งที่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยดังกล่าวปรากฏในที่สาธารณะ ไม่จำเป็นต้องใช้ “สายสืบ” ที่ไหนไปค้นหา สิ่งนี้ย่อมเป็นสัญญาณให้ผู้บริหารที่มีจิตสำนึก ควรต้องกระทำการบางอย่าง แต่การปล่อยเรื่องค้างคาก็กลายเป็นเรื่องสนุกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปอีกแบบ เพราะเมื่อใดที่ต้องมีตำแหน่งรักษาการในหน่วยงานระดับคณะ ก็จะมีการส่งรองอธิการไป “กินเมือง” เพื่อควบคุมคณะนั้น และกลายเป็นเส้นทางของการสร้างอำนาจอีกทาง ทั้งที่อธิการบดีสามารถตั้งคณบดีที่หมดวาระรักษาการได้ ถ้าไม่มีประเด็นในเรื่องของทุจริต หรือมีความผิดที่เป็นเรื่องสำคัญ

       การมารักษาการของรองอธิการยังนำไปสู่การ “ขุดคุ้ย” ในเรื่องที่อาจนำมาใช้ทำลายทางการเมืองกับคณบดีคนก่อนอีกด้วย แต่ก็มีคำถามว่า ถ้าฝ่ายบริหารรู้ว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งผิด ทำไมจึงไม่ว่ากล่าวตักเตือนตั้งแต่ต้น ทำไมปล่อยเรื่องผ่านไป และมาจัดการในลักษณะของการ “เอาผิด” ให้ได้ในภายหลัง เป็นต้น

       เขียนมายืดยาวก็เพื่อบอกว่า “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” เป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารงานอุดมศึกษาอย่างมาก เพราะ “สวนสนุกแห่งอำนาจ” เป็นพื้นที่ของคนในเส้นสายอำนาจเท่านั้น สวนนี้ไม่เปิดให้อาจารย์ทุกคนเข้าไปชื่นชม แต่ “สวนธรรมาภิบาล” เป็นพื้นที่เปิดของทุกคนในมหาวิทยาลัย ที่จะใช้ตรวจสอบการบริหารมหาวิทยาลัยให้มีความโปร่งใส เกิดการตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกคนและทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค

       ทั้งยังต้องระลึกเสมอว่า การมีธรรมาภิบาลคือ หมุดหมายที่สำคัญในการสร้าง “แนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศ” ให้แก่มหาวิทยาลัย หรือที่ในวงอุดมศึกษาเรียกแนวคิดนี้ว่า “best practice” ดังนั้น จึงอยากเห็นรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นเช่นนี้บ้าง เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาอุดมศึกษาไทยในอนาคต และขออย่าปล่อยให้ “ความไร้ธรรมาภิบาล” ทำลายอนาคตของประชาคมมหาวิทยาลัย

        บทความนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เกิด “เขตสะอาด 100%”  แต่ในทางกลับกัน ถ้าการบริหารไม่มีธรรมาภิบาลเอาเสียเลย แล้วประชาคมมหาวิทยาลัยจะอยู่กันอย่างไร … บางที มหาวิทยาลัยที่ผมเขียนถึงนี้ เป็นตัวอย่างของ “bad practice” ในระดับอุดมศึกษาเท่านั้นเอง !

ปล.: ขอให้คิดว่า เรื่องที่เขียนนี้เป็นเรื่องสมมตินะครับ ไม่ใช่เรื่องจริง และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดทั้งสิ้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’