bg-single

รัฐสภา : คุณภาพใน ‘กรงเล็บ รธน.2560’ | เมนูข้อมูล (ลับ)

03.11.2025

เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกิดเป็นประชาชนชาวไทย มีชะตากรรมต้องหายใจไม่ทั่วท้องเสมอเมื่อหันมามองนักการเมืองอย่างโหยหาคุณภาพ เพราะว่ากันตามเนื้อผ้าผู้คนต่างอ่อนระอาต่อบทบาทของบรรดา ส.ส.และ ส.ว.ในรัฐสภาในระดับที่รำพึงรำพันกันว่า “ประชาชนทำอะไรลงไป” ถึงได้ผู้ได้ชื่อว่า “ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน” ที่โหลยโท่ย ท่วมด้วยผู้ขาดจิตสำนึกที่ดีงามเต็ม “รัฐสภาไทย” ได้ถึงเพียงนี้

ล่าสุด ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก คือ ส.ว.ส่วนใหญ่ลงมติส่งให้ ป.ป.ช.สอบ “นันทนา นันทวโรภาส” ส.ว.ส่วนน้อยที่มีจุดยืนชัดเจนในการทำหน้าที่เพื่อเชิดชูอำนาจประชาชน ด้วยข้อกล่าวหากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง

เรียกว่าเล่นกันอึ้งไปทั้งประเทศว่า “ระบบรัฐสภาไทยปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้ยังไง” ด้วยวันนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่า “ส.ว.” กลุ่มที่แสดงอิทธิฤทธิ์นี้คือ “ส.ว.” ที่ผู้คนสงสัยว่าอยู่ในกลุ่มถูกสอบสวนในคดี “ฮั้ว ส.ว.” ที่ กกต.กำลังดำเนินการ

และการเล่นงาน “นันทนา” ไม่มีใครที่มองเป็นอื่นนอกจากเป็น “ปฏิบัติการกำจัดฝ่ายตรงกันข้าม” ด้วยอำนาจที่ “รัฐธรรมนูญ 2560” ดีไซน์มาเอื้อให้

เอื้อให้เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ได้ลงมือปฏิบัติการให้เห็นฤทธิ์เดชที่ชวนสยดสยอง พองขนหัวกับความหาญกล้าที่จะถูกมองว่าไม่คิดเห็นหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจแท้จริง

ที่สำคัญกลไกในนามองค์กรที่ดีไซน์ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ดูจะประสานมือ ผนึกใจเป็นเนื้อเดียว ร่วมปฏิบัติการอย่างไม่สน “หน้าอินทร์ หน้าพรหม” ที่ชะเง้อมองว่ามีเงาของจิตสำนึกในทางคำนึง “นิติรัฐ-นิติธรรม” หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่

จนภาพ “คุณภาพของรัฐสภาไทย” แทบไม่เหลือในความรับรู้ของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศ หรือนานาชาติ

และเป็นเรื่องที่ “ผู้แทนราษฎร” อย่าง ส.ส.ทั้งหลาย ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย แถมจำนวนมากยังอาศัยความพิกลพิการของกลไกประชาธิปไตยช่วยส่งให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดีขึ้น โดยไม่ได้คิดอะไรให้มีคุณค่าสมกับการทำหน้าที่ในนาม “ผู้แทนประชาชน”

ด้วยสภาพโดยรวมเช่นนี้เอง เมื่อปรากฏบทบาทของ “ส.ส.รุ่นใหม่” ที่ก้าวขึ้นสู่ระดับชาติในเวที “สหภาพรัฐสภาโลก (Inter-Parliamentary Union – IPU)” เมื่อเร็วๆ นี้

“รังสิมันต์ โรม” จากพรรคประชาชน ในนามสมาชิกรัฐสภาไทย เป็นผู้เสนอวาระเร่งด่วน (Emergency Item) เกี่ยวกับ “การร่วมมือระดับโลกเพื่อปราบปรามกลุ่ม Scammer ข้ามชาติ”

เนื้อหาที่ “รังสิมันต์ โรม” เสนอได้รับการปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งห้องประชุม แม้จะมีผู้ขึ้นมาคัดค้านอยู่บ้างจาก “ตัวแทนรัฐสภากัมพูชา” และ “บางชาติ” แต่ถูกที่ประชุมตำหนิ เพราะเห็นว่า “อาชญากรรมไซเบอร์” ที่กำลังคุกคามไปทั่วโลก

เป็นเรื่องสมควรที่ “รัฐสภา” ต้องมีบทบาทร่วมในการแก้ไขร่วมกับฝ่ายบริหารของประเทศต่างๆ

เรื่องนี้ในประเทศไทยเรา เมื่อ 26 ตุลาคม 2568 ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ท่ามกลางการเปิดโปงของสื่อมวลชนระดับโลก และปฏิบัติการของ “สหรัฐอเมริกา-อังกฤษ-เกาหลีใต้” ต่อเครือข่าย “สแกมเมอร์” ที่มาสร้างเมืองอาชญากรรมในเขมร พม่า และมีข้อมูลโยงใยว่าใช้ไทยเป็น “ฐานฟอกเงิน” โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงกิจกรรมของ “มูลนิธิการกุศลต่างๆ” ที่รับบริจาคโดยอ้างถึงการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในความเดือดร้อนเรื่องต่างๆ

“กิตติพงษ์ กิตยารักษ์” ได้นำเสนอบทความยาวใน “Facebook” โดยตั้งคำถามว่า “เราจะยอมปล่อยให้ทุนจากอาชญากรรม ‘ซื้ออำนาจรัฐ’ หรือไม่?”

“กิตติพงษ์ กิตยารักษ์” ผู้ก่อนหน้านั้นมีชื่อเป็นหนึ่งใน “ตัวเลือกนายกรัฐมนตรี” แทบทุกครั้งที่มีผู้เสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งแม้ชัดเจนว่าเป็นรูปแบบรัฐบาลที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทางยอมรับได้ แต่ถือว่าเป็น “บุคคลหนึ่ง” ที่คนกลุ่มหนึ่งให้การยอมรับในความรู้ความสามารถ และความดีงามในระดับแถวหน้าของประเทศ

“กิตติพงษ์” ให้ข้อมูลว่าจากประสบการณ์นานาประเทศ กระบวนการนี้ค่อยๆ ขยายรากลึกตามขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

1) แปลงทุนผิดกฎหมายให้กลายเป็นอิทธิพลที่ดูชอบธรรม

เงินที่ฟอกแล้วถูกนำไปลงทุนในธุรกิจจริง ผู้ผลิตสื่อ มูลนิธิ หรือกิจกรรมสาธารณะ เพื่อสร้างภาพ “ผู้ทำประโยชน์ให้สังคม” ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น

2) ซื้อความคุ้มกันเชิงสถาบัน

ผ่านระบบกฎหมาย การเมือง และวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น นักกฎหมาย นักการเงิน นักบัญชี ผู้ตรวจสอบ ผู้รับจดทะเบียนบริษัท เกิด “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” ให้ทุนสีเทาเติบโตโดยไม่ถูกแตะต้อง

3) ดัดแปลงกติกาและการบังคับใช้กฎหมายให้เอื้อประโยชน์

มาตรการกำกับถูกผ่อนปรน การตีความกฎหมายเปลี่ยนทิศ หรือมีการโยกย้ายบุคลากรในตำแหน่งสำคัญ นำไปสู่การบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ

4) สร้างพื้นที่สีเทาให้เป็น “เขตปลอดภัย” ของทุนผิดกฎหมาย

เมื่อระบบตรวจสอบอ่อนแรง พื้นที่บางส่วนของเศรษฐกิจหรือสถาบันรัฐจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการให้ทุนสีเทารีไซเคิลเงินและเพิ่มอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายประเทศรู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อระบบรัฐถูก “ซื้อ” ไปแล้ว

บทเรียนจากต่างประเทศ :
หลักนิติธรรมคือจุดชี้ชะตา

บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า State Capture ไม่ได้เริ่มจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการปล่อยให้ หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละเล็กทีละน้อย จนกลายเป็นช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ

ภาพของ “สแกมเมอร์” กับการควบคุมอำนาจรัฐของประเทศต่างๆ ให้ความรู้สึกน่ากลัว

ขณะที่จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าประเทศไทยเรา รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังทำได้แค่วนเวียนอยู่กับการตั้งคณะกรรมการและทีมงานขึ้นมาศึกษาหาทางปราบปราม

จนเป็นที่กังขาของนานาชาติที่ถามถึงความสามารถในการบริหารจัดการกับเครือข่ายที่เป็นมหันตภัยของประชาคมโลกที่เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการโดยใช้ประเทศแถบนี้เป็นศูนย์กลาง

ท่ามกลางความเหลวแหลกของรัฐสภาไทยที่วุ่นวายอยู่กับการแย่งชิงโอกาสในชัยชนะการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาควบคุมอำนาจรัฐ โดยเป็นที่ติฉินนินทาว่ามีเป้าหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง มากกว่าที่จะคิดแก้ปัญหาของประเทศ สร้างความสามารถให้พอที่จะสานความหวังประชาชนให้มีโอกาสพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพได้จริง

ความหวังหนึ่งได้เกิดขึ้น “ประธานรัฐสภา-วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ไม่เห็นแก่ฝ่าย แก่พรรค สนับสนุนให้ “รังสิมันต์ โรม” ซึ่งเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน นำเสนอวาระเร่งด่วนเรื่อง “สแกมเมอร์” ต่อสหภาพรัฐสภาโลก (Inter-Parliamentary Union – IPU) จนได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลาม และรับไปบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของที่ประชุม ทำให้ชื่อเสียงของ “สมาชิกรัฐสภาไทย” ได้รับการตอบรับเชิงยอมรับในคุณภาพความรู้ ความคิด และจิตสำนึกในการเป็นผู้นำที่มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก อันควรเชิดชูว่าเป็นผลงานอันเกริกไกร เป็นหน้าเป็นตาของประเทศให้คนทั่วโลกชื่นชมยินดี

เป็นการร่วมกันสร้างผลงานคุณภาพ ท่ามกลางความเน่าเฟะของ “โครงสร้างการเมืองการปกครองไทย” อันเกิดจาก “ดีไซน์ของรัฐธรรมนูญ 2560”

เป็นคุณภาพที่มีอยู่จริงและมุ่งมั่นที่จะยืนหยัด ภายใต้กรงเล็บที่พร้อมจะขย้ำทำลาย ให้เหลือแต่พรรคพวกที่มาจากเผ่าพันธุ์ที่เข้ามาดูดกินโอกาสในการพัฒนา หยุดยั้งชีวิตประชาชนไว้ใน “ประเทศที่ไม่มีโอกาสพัฒนา”

แต่ก็นั่นแหละ! ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “รังสิมันต์ โรม” และเพื่อน 44 ส.ส. ต้องเข้าสู่ “กรงเล็บสลายคุณภาพให้พ้นจากรัฐสภา” เหมือนชะตากรรมของหลายคน หลายพรรคก่อนหน้านี้

โดยแม้แต่ ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานรัฐสภา จะมองเห็นและพยายามเยียวยาด้วยการส่งเสริมให้สร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ระดับโลก เพื่อกระตุ้นให้เกิดความยั้งคิดกันบ้าง

แต่ในที่สุดแล้วเป็นแค่หวังดีที่ได้แต่มองตากันปริบๆ ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี