bg-single

บรรทัดฐานแบบไหน มาตรฐานจริยธรรม ‘ส.ว.’

09.11.2025

เหยี่ยวถลาลม

จะว่าไปแล้ว “ภาพลักษณ์” สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้น่าจะถือได้ว่ากำลังวิกฤตหนัก ถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งยวงแต่เมื่อจำนวนหนึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ “ดีเอสไอ” สอบสวนกรณีสมรู้ร่วมคิดกันบล็อกโหวตเลือก ส.ว.และฟอกเงิน ภาพที่ถูกฉายออกมาชวนให้เห็นการวางแผน การแบ่งงานกันทำอย่างเป็นขบวนการ ทำกันอุกอาจ ดื้อๆด้านๆ

ต้องนับเป็นการทุจริตทางการเมืองครั้งมโหฬารในประเทศไทย

“ดีเอสไอ” ภายใต้คณะทำงาน “คดีพิเศษ” สอบสวนผู้เกี่ยวข้องไปแล้วราว 1,200 คน มี ส.ว.อยู่ในข่ายต้องสงสัย 138 คน ในนั้นมี 20 คนเกี่ยวโยงกับการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย มีเงินสะพัดในขบวนการราว 300-500 ล้านบาท

เมื่อสาหัสขนาดนี้ก็ชวนให้คิดไกลไปถึงขั้นว่าน่าจะ “พัก” การปฏิบัติหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของ ส.ว.ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ก่อนเพราะนี่คือตัวอย่างคลาสสิคของคำว่า “ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีไว้ ทั้งกำหนดให้ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ไต่สวน กับให้ศาลฎีกาตัดสิน

จุดประสงค์แท้ๆ ก็เพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม โปร่งใส ไม่เอนเอียง มุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

แต่ภายหลังกระดานการเมืองไทยหกคะเมนตีลังกาจนต้องเปลี่ยนรัฐบาล ประเด็นที่น่าติดตามใกล้ชิดก็คือกระบวนการดำเนินคดีของ “ดีเอสไอ” จะชะลอตัวหรือไม่

คำถามนี้สำคัญสำหรับสังคมไทยเพราะบ่อยครั้งในอดีต ผู้มีหน้าที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่จำแนกแยกแยะ และไม่มีความกล้าหาญที่จะแสดงออกอย่างจริงใจใน “การทำหน้าที่”

ปากทุกคนรังเกียจการทุจริต เกลียดการคดโกงฉ้อฉล แต่หลายกรณีผู้เกี่ยวข้องไม่ถูกดำเนินคดี คนผิดไม่ติดคุก ไม่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่ทำไว้กับประเทศชาติ

การบังคับใช้กฎหมายล้มเหลวคนเลวได้โอกาสฟอกขาวจนเป็นใหญ่ กลายเป็น “ผู้มีบารมี”

การฮั้วเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2567 คือพฤติการณ์ละเมิด “เจตนารมณ์” ที่รัฐธรรมนูญประสงค์จะส่งเสริม เป็นการกระทำที่อุกอาจ จงใจฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง

สถานะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

หนึ่ง เรื่องนี้คาอยู่ในมือ “กกต.” อนุกรรมการวินิจฉัยจะต้องจัดทำความเห็นให้ กกต.ชี้ขาดว่า จะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เริ่มนับถอยหลัง 90 วันมาตั้งแต่ 17 กันยายนที่ผ่านมา

ถ้า กกต.ส่งฟ้องกว่า 130 ส.ว.ที่เกี่ยวข้องจะหลุดจากเก้าอี้ และลงเอยอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิเลือกตั้ง

สอง คดีฮั้ว ส.ว.ในมือดีเอสไอนั้นเป็น “คดีพิเศษ” คืบหน้าไปแล้วน่าจะ 80% เมื่อสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนก็ต้องออกหมายเรียกผู้ต้องหา และส่งฟ้องฐาน “อั้งยี่ ซ่องโจร และฟอกเงิน”

กระบวนการเลือก ส.ว.กับการได้มาซึ่ง “ส.ว.” ต้องสะอาด และถูกต้องตามครรลอง

ถ้ามีการใช้เงินฟาดหัวบล็อกโหวตเลือกกันมาก็ “ฝ่าฝืน” มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย

“ส.ว.” ไม่เหมือนม้าในคอก ส.ว.ไม่ต้องอาศัยการบำรุงเลี้ยงดู ไม่ต้องอาศัยจ๊อกกี้ “ส.ว.” ต้องทำหน้าที่อย่างอิสระปราศจากการครอบงำ

นั่นคือ “ส.ว.” ที่กำลังอื้อฉาวในด้านความชอบธรรม

ส่วน “ส.ว.” อีกรายที่ประสบกับชะตากรรม “มาตรฐานจริยธรรม” คือ 1 เดียวที่วุฒิสภาลงมติส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวน

กล่าวหาว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“ส.ว.นันทนา นันทวโรภาส”

ถูกกล่าวหาว่า ใช้คำพูดไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล มีอคติกับกลุ่มอาชีพ เสียดสี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แค่ “คำพูด” ผิดที่ผิดทาง ผิดพวกผิดฝ่าย พาให้ร่วงได้

“ส.ว.นันทนา” พูดอะไรถึงได้กลายเป็น “ชนวน” ให้วุฒิสมาชิก 130 คน ส่งเธอขึ้นเขียง

“ดิฉันถูกโหวตออกจากกรรมาธิการพัฒนาการเมือง แล้วได้คนขายหมูเข้ามาแทน”

“นันทนา” โตมาจากอาจารย์ ช่างคิดช่างเขียนช่างพูดและช่างถาม จึงตั้งคำถามต่อระบบความคิดในการคัดเลือก ส.ว.ไปทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ซึ่งในเวลาต่อมานันทนายืนยันว่า ไม่ได้เจตนาด้อยค่าอาชีพ

แต่เพื่อนวุฒิสมาชิก มีมติส่งเรื่อง “ส.ว.นันทนา” ให้ ป.ป.ช.ไต่สวน!

ถ้าเข้าทาง “นันทนา” ก็ร่วงก่อนพวก “ส.ว.ฮั้ว”!

กรณี “ฮั้วเลือก ส.ว.” ที่ “ดีเอสไอ” กำลังสอบสวน “กลุ่ม ส.ว.สำรอง” ยื่นคำร้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนตรวจสอบล่วงแล้วมาเกือบครึ่งปียังไม่แจ้งความคืบหน้า

ทั่วทั้งโลกบัญญัติกฎหมายขึ้นก็เพื่อที่จะคุ้มครองคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ป่าและแร่ธาตุ อาหาร อากาศ เสรีภาพ ความเสมอภา

ไม่มีที่ใดบัญญัติกฎหมายเพื่อเปิดช่องให้ “คน” ตีความโดยเอาสีข้างเข้าถู หรือบัญญัติให้คุ้มครองความผิดปกปิดความชั่ว

ประเทศไทยมีครูบาอาจารย์และนักกฎหมายไทยรุ่นเก่าๆ เก่งๆ วางรากฐานระบบกฎหมายเอาไว้ดี แต่มายุคหลังๆ คนประเภทศรีธนญชัยเดินพลุกพล่านไปทั่วทุกวงการ จนเชื่อกันว่า “ทุกทางตัน” สามารถหาทางออก โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิดและ “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” วงการกฎหมายก็ใกล้เข้าข่ายเขตแดน “อาชญากรรม”

กรณี ส.ว.นันทนา เป็นเพียง 1 กรณีที่น่าเศร้า

ถ้าศึกษาค้นคว้าและติดตามย้อนหลังไปจะพบว่า มีเรื่องสำคัญอีกมากมายที่สังคมของเราเลือกที่จะ “เงียบ” และทำลายความถูกต้อง ความชอบธรรมแล้วเบี่ยงเบน จนบิดเบี้ยวและเรื่องก็เลือนหาย

การทอดเวลาออกไป ชะลอการตัดสินใจ ไม่พูด ปล่อยให้ผ่านเลยไป หรือไม่แสดงออก ไม่พูดความจริง ไม่ทำความจริงให้ปรากฏ ไม่รักษากฎล้วนแล้วแต่เป็นพฤติการณ์ “ทำลาย”

ทัศนคติที่ว่า “เงียบ” เอาไว้ดีกว่า ไม่สนใจที่จะคิด ติดตาม ถามไถ่ หรือความพยายามหาเหตุผลมาต่อสู้หักล้างนานเข้าก็กลายเป็นอุปนิสัย “เพิกเฉย”

แม้จะเป็นเรื่องที่ผิด ทุจริต สกปรกก็ปล่อยไปเช่นนั้นหรือ!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.