โดยปกติแล้ว พวกเราที่ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น แทบจะไม่ได้สนใจกันมากนักกับตัวบุคคลที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุฒิของสภามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวของสภามหาวิทยาลัยเป็นส่วนงานที่อยู่ไกลตัวเราออกไปสักหน่อย
แต่หากมองจากมิติของการบริหารมหาวิทยาลัยแล้ว สภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการเดินของมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะเป็นส่วนที่จะกำหนดอนาคตของมหาวิทยาลัยในการเดินทางสู่อนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
ผมเองโดยส่วนตัว ไม่ใช่คนที่เติบโตมากับสายการบริหารอุดมศึกษาเท่าใดนัก เพราะเป็นนักวิชาการที่ทั้งชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานความมั่นคงมากกว่าที่จะมีบทบาทในเรื่องของงานมหาวิทยาลัย
ดังนั้น เมื่อมีการทาบทามขอชื่อผมเพื่อสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย ผมจึงให้ไปโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะเชื่อว่า ผมน่าจะไม่ได้รับเลือก ว่าที่จริงแล้ว ผมเคยถูกขอชื่อมาก่อนแล้วจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จำได้ว่าอาจจะถึง 3 ครั้งก่อนหน้านี้ด้วย … ผมจึงเชื่ออย่างมากว่า ผมไม่น่าจะผ่านด่านการเสนอชื่อเข้าไปจนถึงขั้นตอนของการสรรหาได้แต่อย่างใด
อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมเพิ่งถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิแห่งหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แม้จะผ่านการสรรหา และมีจดหมายแจ้งมาเป็นทางการถึงต้นสังกัดผมแล้ว แต่เรื่องก็จบลงด้วยการถูกเอาชื่อผมออก ด้วยเงื่อนไขของการเมืองของรัฐบาลทหารในขณะนั้น
ดังนั้น ผมจึงเชื่อมั่นอย่างมากว่า ผมไม่มีทางที่จะผ่านด่านการคัดเลือกชื่อ จนไปถึงขั้นตอนการสรรรหาที่จะผ่านเข้าไปนั่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้เลย และชื่อก็คงถูกคัดออกไปด้วยเหตุผลของการเมืองระดับชาติเช่นที่ผ่านๆ มา
ฉะนั้น เมื่อมีการขอชื่อผมมา ผมจึงให้ไปโดยไม่ได้ไปทักท้วงว่าอะไร เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียก็คงไม่ได้แน่นอน เพราะด้วยเงื่อนไขทางการเมือง และอาจจะรวมถึงบุคลิกแบบนักรัฐศาสตร์อย่างผม เขาคงไม่ปล่อยชื่อผมหลุดไปถึงระดับของการสรรหา หรือถ้าหลุดไปถึงการสรรหาจริง ก็อาจไม่ได้ เพราะผมไม่ได้มีคุณวุฒิในแบบของนักบริหารในสายอุดมศึกษา ประกอบกับผลงานวิชาการผมล้วนเป็นเรื่องความมั่นคง ไม่มีสักชิ้นที่เป็นเรื่องอุดมศึกษา
แต่สุดท้าย เมื่อได้รับการสรรหาให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมเพื่อนอาจารย์จากกรุงเทพฯ อีกส่วนแล้ว ก็ตั้งใจที่จะทำงานให้ดีที่สุด แม้จะไม่ใช่มหาวิทยาลัยเดิมที่ผมเติบโตมา แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยของบ้านตัวเอง ดังนั้น การจะไปทำอะไรให้เกิดความเสี่ยมเสีย หรือทำอะไรที่ไม่ดี หรือทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัย ก็ตั้งใจเสมอว่า จะไม่ทำสิ่งเหล่านั้นเป็นอันขาด เพราะพี่น้องก็อยู่ในจังหวัดนี้
ผมจึงขอสมมติว่า เมื่อต้องมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง … สิ่งที่รู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก จนเริ่มถึงระดับน่าตกใจ คือ ความไม่โปร่งใส การเล่นพรรคเล่นพวก และการดำเนินงานที่ไร้ธรรมาภิบาล ซึ่งอาจรวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร จนเกิดเป็นข้อร้องเรียนทั้งต่อกระทรวงอุดมศึกษาฯ และกับ ปปช.
สิ่งเหล่านี้กระทำได้โดยการ “รู้เห็นเป็นใจ” ของกรรมการบางส่วน หรือเป็นการกระทำที่ได้รับการรับรองและความคุ้มครองด้วยการ “ประกอบสร้าง” คำอธิบายทางกฎหมายในสภามหาวิทยาลัยเอง เพราะเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง ก็จะมีความเห็นแย้งกลับว่า “ทำได้” เพราะมหาวิทยาลัยเราไม่มีระเบียบนี้ จึงไม่เป็นข้อห้าม !
ความถูกผิดจึงถูกทำให้เป็นเรื่องข้อถกเถียง/โต้แย้งของกฎระเบียบ อันส่งผลให้หลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น “แนวทางปฏิบัติ” เสมือนถูกโยนทิ้งถังขยะไป ด้วยคำอธิบายง่ายๆ ว่า สถานะของแนวทางการปฏิบัติเป็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่ากฎหมาย สภาฯจึงไม่ควรใส่ใจ และให้ยึดถือระเบียบมหาวิทยาลัยแต่เพียงประการเดียว และเชื่อว่าระเบียบมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แต่เดิมนั้น เพียงพอแล้ว จึงไม่ต้องไปรังสรรค์กฎระเบียบใหม่ในการเป็นข้อปฏิบัติที่จะควบคุมความประพฤติที่ “ไม่เหมาะสม” บางประการของฝ่ายบริหาร
ประกอบกับมีการสร้างความเชื่ออีกว่า หลักธรรมาภิบาลเป็นเรื่อง “อุดมคติ” ฉะนั้น สภามหาวิทยาลัยจึงไม่ควรเอาเรื่องอุดมคติเช่นนี้มาเป็นประเด็นสำคัญในการถก หรือไม่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขกฎกติกาด้านธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด เพราะเป็นอุดมคติเกินไป จึงไม่เหมาะในการนำมาเป็นข้อกำหนด
การเปิดประเด็นเช่นนี้ เสมือนหนึ่งกำลังบอกเราว่า “ผู้บริหารโกงได้ ไม่ผิด” เพราะระเบียบไม่ได้ระบุไว้ ทั้งที่การกระทำบางเรื่อง เราอาจตอบด้วยสามัญสำนึกได้ตรงๆ ว่า การทำเช่นนั้น “ผิด” แต่ก็ตีความให้ไม่ผิดได้ด้วยข้อโต้แย้งแบบ “ศรีธนญชัย” จนทำให้นักรัฐศาสตร์แบบผมตั้งคำถามกับตนเองในการประชุมสภาที่เกิดขึ้นว่าเราใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม หรือสภากำลังใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองความไม่เป็นธรรม
การประกอบสร้างความคิดและความเชื่อในระดับของสภามหาวิทยาลัยที่ “ด้อยค่า” มิติด้านธรรมาภิบาลเช่นนี้ คือ การส่งสัญญาณบอกแก่ประชาคมแห่งนั้นว่า องค์กรของพวกเขากำลังถูกทำให้เป็น “อธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” และความหวังว่า สภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ค้ำจุนความเป็นธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยได้หมดลงแล้ว ด้วยคำอธิบายในการลดทอนระเบียบปฏิบัติให้หมดสภาวะในการบังคับใช้ อีกทั้ง นายกสภาฯ ที่ไม่เดินไปกับพวกเขา จะตกที่นั่งลำบากและอึดอัดใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาแห่งนี้ หรือตกอยู่ในสภาวะ“พายเรือพาศรีธนญชัยไปกินเมือง” (ไม่อยากใช้คำว่า “พายเรือให้โจรนั่ง” เพราะจะโกรธกันเปล่าๆ !)
ถ้าการควบคุมธรรมาภิบาลเกิดไม่ได้แล้ว สุดท้ายสภามหาวิทยาลัยจะเป็นแหล่งทำมาหากิน แหล่งของการแลกประโยชน์ แหล่งของการวิ่งเต้นตำแหน่งบริหาร ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้มีต้นทางมาจากการทำลายหลักการพื้นฐานธรรมาภิบาลโดยกรรมการสภาฯ แห่งนั้นนั่นเอง
ถ้ามหาวิทยาลัยไปถึงจุดนั้นจริง สภามหาวิทยาลัยในสำนวนการเมืองปัจจุบัน ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า“สภาสีเทา” ที่เป็นการสมประโยชน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและกรรมการสภา โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจที่จะยึดอำนาจสภา ด้วยการใช้ “เส้นสาย” ของตัวเองจากภายนอกเข้ามานั่งเป็นกรรมการสภา และรวมถึงการดึงเอาอาจารย์บางส่วนที่ไม่มีความสามารถเข้ามาร่วมเป็นกรรมการสภา เช่น อาจารย์บางคนที่เข้ามาเพื่อ “เพิ่มโพไฟล์” หรือเข้ามาเพื่อ “พีอาร์” ตัวเอง มากกว่าจะมาช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
ในอีกด้าน เส้นสายที่จะผลักดันให้เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จึงมักต้องเป็น “คนใกล้ชิด” เพื่อเป็นกลไกในการควบคุมเสียงในสภาฯ เช่น มาจากคนที่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของผู้บริหาร หรือมาจากภรรยาที่สามีมีสถานะเป็น “นาย” ของผู้บริหารในอีกองค์กรหนึ่ง หรือมาจากเพื่อนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ผู้บริหารคนนั้นจบมา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงการสร้าง “เครือข่ายอำนาจ” มากกว่าการคิดสร้างยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
แม้ในกรณีของเพื่อนไม่อาจนับเป็นข้อห้ามทางจริยธรรมได้ แต่ถ้าคนที่ถูกทาบทามมา ล้วนเป็นเพื่อนจากมหาวิทยาลัยเดียวกันแล้ว แสดงว่าผู้บริหารจงใจสร้าง “เกราะ” คุ้มครองตัวเอง มากกว่าความประสงค์ในการเข้ามาช่วยเสริมสร้างบทบาทของมหาวิทยาลัย และยังสะท้อนถึง ภาวะ “สายตาสั้น” ของผู้บริหาร ที่กอดกันอยู่กับแค่มิติ “เพื่อนเมืองเหนือ” โดยไม่คิดที่จะหาบุคคลภายนอกเข้ามาช่วยในกิจการมหาวิทยาลัยจริงๆ
การเน้น “คนใกล้ชิด” ทำให้มีเรื่องเล่าขานกันในมหาวิทยาลัยอย่างมากว่า ใครจะใกล้ชิดผู้บริหาร หรือจะเป็น “คนวงในของเจ้าสำนัก” แห่งนี้ จะต้องตีตั๋วรถไฟ ที่เรียกว่า “ขบวนรถด่วนนครพิงค์” เพราะรถด่วนขบวนนี้จะพาไปสู่การมีตำแหน่งแน่นอน จึงไม่แปลกที่อาจารย์หลายคนอาจจะไม่ได้มาจาก “นครพิงค์” แต่ก็อยากขอพาตัวเองขึ้นรถไฟขบวนนี้ไปด้วย เพราะรถไฟขบวนนี้ เป็น “รถด่วน” ของอำนาจ ตำแหน่ง และค่าตอบแทน
แต่การละเมิดธรรมาภิบาลเช่นนี้ จะถูกแก้ในแบบของรัฐบาลเผด็จการทั่วโลก คือ การสร้างภาพของความสำเร็จเข้ามาทดแทน เช่น ความสำเร็จในการติดต่อต่างประเทศ ความสำเร็จทางวิชาการบางอย่าง … ความสำเร็จเหล่านี้จึงถูกใช้ “ฉาบหน้า” ความล้มเหลวในการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมในมหาวิทยาลัย และกลบเกลื่อนการหาประโยชน์จากสภาวะ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เช่น ในเรื่องของการฟ้องร้องมหาวิทยาลัย เป็นต้น
เรื่องราวด้านมืดเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงระบบอุปถัมภ์ที่ไร้ธรรมาภิบาล ซึ่งกำลังกัดกร่อนมหาวิทยาลัยอย่างน่าเสียดาย และบทบาททางยุทธศาสตร์ของสภามหาวิทยาลัย ก็กลายเป็น “ยุทธศาสตร์กระชับอำนาจ” ของผู้บริหารแบบไม่ต้องอายฟ้าดิน เพราะเชื่อว่าคุมสภาได้หมดแล้ว จนต้องเรียกองค์กรนี้ว่า สภามหาวิทยา “โรย” !
ปล. อยากเห็นคนในมหาวิทยาลัยเปิด “การตรวจสอบคุณสมบัติ” ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกคน ทั้งคนนอกและคนใน เพื่อตอบคำถามถึง ที่มาที่ไปของบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด … ถ้าทำได้จริง สนุกแน่นอนครับ (555) !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
