ในที่สุดแล้ว กรณีตากใบได้เวียนมาครบรอบอีกวาระหนึ่ง … คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า ในวาระครบรอบ “เหตุการณ์ตากใบ” จะต้องมีการหยิบประเด็นนี้ ขึ้นมาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐไทย ดังเช่นที่มีการดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง จนบางทีเราอาจต้องหันไปพิจารณาการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ในบริบทของปัญหาทางการเมืองและความมั่นคงที่เกิดขึ้น
สำหรับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่ามิได้เป็นเรื่องของปัญหาตากใบในแบบที่เป็นเอกเทศ โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ กลุ่ม BRN

ข้อสังเกต
ดังนั้น บทความนี้จะขอทดลองหยิบเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเปิดประเด็นกัน โดยเราอาจตั้งข้อสังเกตได้ ดังนี้
- ในสงครามการก่อความไม่สงบโลก ฝ่ายต่อต้านรัฐจะต้องทำลาย “ความชอบธรรมของรัฐ” ในทุกวิถีทาง เพราะการทำลายความชอบธรรมของรัฐ จะทำให้รัฐสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเมืองจากประชาชนในพื้นที่ หรือทำให้รัฐเป็นฝ่าย “แพ้ทางการเมือง” นั่นเอง
- ในการทำเช่นนี้ จึงต้องมีการหยิบเรื่องที่เป็น “จุดอ่อน” ของรัฐมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวเสมอ (เช่นที่กล่าวในข้อ 1) และการเคลื่อนไหวเช่นนี้ มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการประกอบสร้างวาทกรรมและเรื่องเล่าในแบบ “รัฐทำผิดจนไม่อาจให้อภัยได้” เพราะความผิดเช่นนี้จะถูกเน้นอย่างมาก จนทำให้มวลชนในพื้นที่มีอาการ “ปฏิเสธรัฐ” หรือ “ไม่ยอมรับรัฐ” และหันมาเข้าร่วมขบวนการกับฝ่ายต่อต้านรัฐ
- ปัญหาความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ชุดปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นมาจาก 3 เหตุการณ์สำคัญ คือ การปล้นปืนจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาสตอนต้นเดือนมกราคม 2547 ตามมาด้วยการโจมตีมัสยิดกรือแซะจังหวัดปัตตานีในเดือนเมษายน 2547 และกรณีความรุนแรงที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาสในเดือนตุลาคม 2547 ทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นสิ่งที่เกิดสืบเนื่องต่อกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์แรกคือ การปล้นปืน
- แต่กรณีที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในพื้นที่จะเป็นกรณีตากใบเท่านั้น น่าสนใจว่า การปล้นปืนจากค่ายทหาร และกรณีมัสยิดกรือแซะ แทบไม่เคยถูกหยิบมาเป็นประเด็นการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด โดยเฉพาะการปล้นปืนแทบไม่มีใครนำมากล่าวถึงแต่อย่างใด ซึ่งจนบัดนี้ข้อมูลดังกล่าวก็ไม่เป็นที่ชัดเจน
- ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐนั้น กรณีตากใบมีองค์ประกอบของการเป็นประเด็นที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองที่จะใช้ในการปลุกระดม “ต่อต้านรัฐไทย” เพราะมีการเสียชีวิตที่ชัดเจน แม้ตัวของปัญหาจะมีความไม่ชัดเจน หากแต่ความไม่ชัดเจนเช่นนี้ กลับเป็นเงื่อนไขที่ดีที่จะใช้ในการสร้าง “วาทกรรมต่อต้านรัฐ” เพราะฝ่ายรัฐเองในยุคต่อมาก็ไม่มีความพยายามชี้แจง คือ ดำรงสภาวะ “รัฐเป็นใบ้” ด้วยมุมมองว่าเป็นเรื่องในอดีต ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน และไม่มีใครอยากเอามาเป็น “เผือกร้อน” ในมือตัวเอง
- ดังจะเห็นได้ว่า โดยตัวเหตุการณ์เองนั้น เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2547 และครบรอบของการสิ้นสุดในทางคดีในเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งน่าสนใจว่า การเคลื่อนไหวของการเรียกร้องทางกฎหมายและการเมืองนั้น เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายก่อนที่คดีจะสิ้นสุดลงได้ในแบบที่เห็น
- ในการต่อสู้กับรัฐนั้น เราประเมินได้ไม่ยากว่า ถ้าคดีถูกยืดออกไปได้ ก็จะเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมแบบหนึ่ง หรือถ้าคดีต้องสิ้นสุดในทางหนึ่งทางใดแล้ว ก็จะใช้การปลุกระดมอีกแบบ ทั้งที่ในทางคดี รัฐได้มีการประนีประนอมเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว และไม่เสียเวลาในการฟ้องร้องนานเกินไป
- ฝ่ายรัฐถูกโจมตีอย่างมากว่า ไม่สนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และเสมือนกับไม่ทำหน้าที่ในการ “อำนวยความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา อีกทั้ง ฝ่ายต่อต้านรัฐและบรรดาแนวร่วมทั้งหลาย จะแสดงออกด้วยการไม่ยอมรับต่อการดำเนินการที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะมีการเรียกร้องให้ “คดีตากใบไม่มีอายุความ” ซึ่งเป็นดังข้อเสนอให้มีการใช้ “กฎหมายพิเศษ” ในคดีนี้ แต่ถ้าเป็นการใช้กฎหมายพิเศษเรื่องอื่นในพื้นที่นี้แล้ว พวกเขาไม่มีทางยอมรับได้เลย
- ข้อเรียกร้องเช่นนั้น ทำให้เกิดคำถามจากผู้เสียหายในอีกส่วนว่า ถ้าเป็นคดีที่ BRN ก่อเหตุในรูปแบบต่างๆ ควร “ไม่มีอายุความ” เช่นเดียวกันด้วยหรือไม่ เช่น กรณีปล้นปืน การสังหารครูจูหลิงและ 2 นาวิกโยธินในหมู่บ้าน การสังหารนายกเทศมนตรีรือเสาะ หรือการสังหาร 2 พ่อลูก ตชด. เป็นต้น ซึ่งการคิดเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหา เพราะทำให้เราต้องพึ่งพา “กฎหมายพิเศษ” เรื่อยไป
- ในความเป็นจริงจะพบข้อมูลที่ BRN และแนวร่วมต่อต้านรัฐไม่ยอมรับ คือ หลังจากเกิดปัญหาขึ้น ได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระแสวงหาความจริง” ขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 และกรรมการนี้มีบุคคลที่เป็นชาวมุสลิมเป็นกรรมการร่วมด้วย มิใช่มีแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ หรือบุคคลที่เป็นไทยพุทธฝ่ายเดียว (ผู้สนใจอาจหาอ่านรายละเอียดได้จากเอกสารของสถาบันพระปกเกล้า)
- น่าแปลกใจว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐกับแนวร่วมกลับมีการเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระใหม่ ทั้งที่กระบวนการสอบสวนและเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในปลายปี 2547 ไม่ใช่กระบวนการที่ไม่มีความเชื่อถือในทางการเมืองและสังคมแต่อย่างใด
- คดีนี้เคยมีการฟ้องร้องในศาลด้วย จำนวน 4 คดี แต่ฝ่ายรัฐตัดสินใจยอมประนีประนอม เพื่อเป็นเงื่อนไขทางกฎหมาย ให้ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายทางแพ่ง ด้วยการจ่ายค่าเยียวยาเป็นจำนวน 641 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 987 คน ซึ่งเป็นการจ่ายเงินเยียวยาที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลไทย
- การดำเนินการถอนฟ้องแกนนำ และประนีประนอมกับญาติผู้เสียชีวิตในการจ่ายเงินเยียวยา ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความต้องการของฝ่ายรัฐที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมภายใต้แนวคิด “ยุติธรรมสมานฉันท์” อันจะแนวทาง “ยุติธรรมนำการเมือง” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ใช้ “สิทธิของรัฐ” ในการอ้างถึงอำนาจตามกฎหมายที่ใช้คุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน กล่าวคือ ฝ่ายรัฐไม่เอาอำนาจทางกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกมาใช้ เพื่อไม่ต้องขึ้นศาล
- รัฐบาลไทยได้แสดงความจริงใจด้วยการที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าว “คำขอโทษ” ในเรื่องนี้ ทั้ง นายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯแพทองธาร ชินวัตร และนายกฯทักษิณ ชินวัตร ตัวแทนของรัฐไทยได้แสดงออกอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งต้องถือว่าเป็นการแสดงออกถึง “ความรับผิดชอบ” ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
- การดำเนินการของฝ่ายรัฐไทยในเรื่องนี้ ควรได้รับการชี้แจง และนำออกเผยแพร่ มิใช่ตกอยู่ในภาวะ “รัฐอัมพาต” ที่ไม่ยอมขยับตัวและออกมาชี้แจง เนื่องจากรายละเอียดในการดำเนินการทั้ง 3 เรื่องนั้น หายไปจากความรับรู้ของสังคม ได้แก่ (1) การตั้งคณะกรรมการอิสระฯ (2) การใช้ขบวนการยุติธรรมสมานฉันท์และการยุติคดี และ (3) การจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหาย
- การนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึง “ความรับผิดชอบ” ของรัฐ จะมองว่า รัฐไทยไม่รับผิดชอบเลย อาจจะไม่จริงเท่าใดนัก เพราะได้มีการดำเนินการทั้ง 3 ส่วน แม้กลุ่ม BRN และแนวร่วมบางส่วนจะไม่ยอมรับในเรื่องเหล่านี้ เช่น การปลุกระดมว่า รัฐไทยไม่เคยจ่ายเงินเยียวยา เป็นต้น
- หากเราไม่สุดโต่งเกินไปแล้ว เราจะเห็นได้ว่า รัฐไทย/รัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับมุสลิม หรือรัฐไทยดำเนินนโยบายปราบปรามพี่น้องมุสลิมอย่างที่วาทกรรมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนและบรรดาแนวร่วมหยิบมาเป็นประเด็นการเคลื่อนไหว ต้องยอมรับว่า รัฐไทยไม่ใช่ “รัฐสุดโต่ง” แม้อาจจะเป็น “รัฐเหลวไหล” ในบางกรณีก็ตาม แต่ที่สุดโต่งชัดเจน คือ ขบวนติดอาวุธ BRN ต่างหาก
- ในทางกลับกัน ความสุดโต่งมาจาก “ปฏิบัติการด้วยกำลังอาวุธ” ของขบวนการก่อการร้าย BRN ที่มีวัตถุประสงค์ในการทำลายล้างความเป็น “พหุภาคี” ทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะการมุ่งทำลายฐานทางเศรษฐกิจ และกวาดล้างอิทธิพลสังคมวัฒนธรรมของชาวไทยพุทธ ให้หมดไปเพื่อสร้าง “วัฒนธรรมเดี่ยว” ในพื้นที่แห่งนี้ คือ เชื่อว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ต้องเป็นพื้นที่ “วัฒนธรรมเดี่ยว” เท่านั้น
- การเคลื่อนไหวเช่นนี้ อาศัยแนวร่วมทั้งในประเทศและนอกประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ และด้วยทฤษฎีสงครามกองโจรแล้ว พวกเขาอาศัยแนวร่วมในการทำ “สงครามการเมือง” ทำลายอำนาจรัฐ เพราะแนวร่วมเองก็มีสุดโต่งในทางความคิดแบบ “รัฐผิดหมด โจรถูกหมด” จึงให้การสนับสนุน BRN อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทัศนะแบบสุดโต่ง ที่ยึดมั่นในความเชื่อว่า “รัฐคืออาชญากร” ทำให้เกิดการยอมรับต่อการก่อ “อาชญกรรมต่อต้านรัฐ” ว่ามีความชอบธรรมในตัวเอง
- ในทางกลับกัน สภาวะสุดโต่งเช่นนี้ จะเป็นปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงต่อรัฐมุสลิมของมาเลเซียเองด้วย เพราะต้องยอมรับว่า รัฐบาลมาเลเซียเองก็ไม่ได้มีท่าทีในการสนับสนุน “ขบวนการสุดโต่ง” อย่างเต็มที่เพราะการเคลื่อนไหวแบบสุดโต่งของกลุ่มติดอาวุธในไทย อาศัยภาคเหนือของมาเลเซียเป็นฐานที่มั่น จึงอาจกระทบกับมาเลเซียได้ รัฐบาลไทยควรคุยปัญหานี้กับรัฐบาลมาเลเซียให้เกิดความชัดเจน
ท้ายบท
ข้อสังเกต 20 ประการนี้ เขียนเพื่อให้เห็นถึงแง่มุมของปัญหาตากใบที่เกิดขึ้นในอดีต และทั้งยังเป็นข้อเตือนใจอย่างดีว่า การคิดถึงแนวทางการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องคิดด้วยความรอบคอบ แต่ก็มิใช่ด้วยท่าทีแบบ “ยอมจำนน” ที่เชื่อว่า “เรายอมโจร แล้วโจรจะยอมเรา” เพราะในความเป็นจริงแล้ว ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ปฏิบัติการก่อการร้ายเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องทางการเมือง ไม่มีทางยอมรัฐอย่างแน่นอน และเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่ “การปกครองตนเอง” แต่เป็น “รัฐเอกราช” ต่างหาก

สุดท้ายนี้ เราอาจต้องยอมรับความจริงว่า ขบวนติดอาวุธและบรรดาแนวร่วมทั้งที่อยู่นอกประเทศ ในประเทศ และไม่ว่าที่อยู่ในหรือนอกเวทีการเมือง พวกเขาล้วนสมาทานความคิดแบบ “ลัทธิสุดโต่ง” จึงไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ไม่เคยหยุดเรียกร้อง และการเรียกร้องเช่นนี้ มีแนวโน้มที่หนักขึ้นจากความได้เปรียบใน “เวทีการเมืองรัฐสภา” ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า ความได้เปรียบในเวทีสภาไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกดินแดนในอนาคต เพราะการสร้างความได้เปรียบในเวทีสภา จะทำให้การขับเคลื่อนข้อเสนอของพวกเขาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ที่วันนี้คำว่า “ปัตตานี” กำลังถูกพวกเขาบีบในสภาให้ต้องเปลี่ยนเป็นคำว่า “ปาตานี” เป็นต้น
ดังนั้น รัฐไทยและรัฐบาลไทยจึงควรต้องยุติความเป็น “รัฐอัมพาต” เสียที เพราะ BRN ไม่เคยมีอาการเป็น “อัมพาต” ในการฆ่าและทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เลย !
– ผู้สนใจอาจอ่านเพิ่มเติมได้จาก สุรชาติ บำรุงสุข, “กรณีตากใบ” จุลสารความมั่นคงศึกษา, ฉบับที่ 226, ตุลาคม-ธันวาคม 2567.
