bg-single

อธิการบดี AI | สุรชาติ บำรุงสุข

15.11.2025

    ผมได้กล่าวแล้วถึงความสำคัญขององค์กร “สภามหาวิทยาลัย” ในโครงสร้างของการบริหารมหาวิทยาลัยไปแล้ว และเป็นโครงสร้างภาคบังคับที่ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีองค์กรเช่นนี้ อีกทั้งในมิติของการบริหารนั้น ต้องถือว่า ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเริ่มต้นที่สภามหาวิทยาลัย

     ดังนั้น เราอาจกล่าวได้โดยภารกิจและความรับผิดชอบว่า สภามหาวิทยาลัยมีสถานะเป็น “องค์กรทางยุทธศาสตร์” แต่การมีองค์กรเช่นนี้ ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันในตัวเองว่า มหาวิทยาลัยจะมียุทธศาสตร์ที่ดี เพียงเพราะการมีองค์กรเช่นนี้

     ถ้าผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้าใจบทบาทของสภาฯ เช่นนี้แล้ว ก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายในการสร้างสิ่งที่เป็น “ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย” และจะทำให้เกิดองค์กรที่มีความเป็น “สภายุทธศาสตร์” ของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ ฝ่ายบริหารเริ่มคิดที่จะสร้าง “สภาตรายาง” แล้ว องค์กรเช่นนี้จะถูกลดบทบาทเป็นเพียง “สภายุทธวิธี” คือ เป็นเพียงหน่วยงานที่ทำงานทางธุรการให้แก่ดารประชุมมหาวิทยาลัยเท่านั้น

    ยิ่งหากพิจารณาในบริบทของ “สภารัฐประหาร” ที่ตามมาด้วยการ “กระชับอำนาจ” (power consolidation)ของผู้บริหารเช่นในแบบรัฐเผด็จการที่เห็นได้ทั่วโลกแล้ว สภามหาวิทยาลัยจะมีสถานะเป็นเพียง “ผู้สร้างความชอบธรรม” ให้กับการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเท่านั้น แม้การดำเนินการของฝ่ายบริหารจะผิดอย่างไรก็ตามหรือมีเสียงคัดค้านเพียงใดก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้นของฝ่ายบริหารจะถูกทำให้มีความชอบธรรม เพราะได้รับการรับรองจากสภาฯ มาแล้วโดยการค้ำประกันของ “เนติบริกร” ในสภาฯ

    ในทางรัฐศาสตร์ เราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “สภาตรายาง” กล่าวคือ สภาทำหน้าที่เป็นตัว “stamp” ให้กับการกระทำของฝ่ายบริหาร ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็แทบจะไม่มีเหตุผลใดที่ต้องพิจารณาถึงความเป็น “องค์กรยุทธศาสตร์” ของสภาฯ แบบนี้อีกต่อไป รวมทั้งไม่ต้องพิจารณาถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลใดๆ ทั้งสิ้น

     จากที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นเป็นมิติของปัญหาในเชิงหลักการ แต่วิธีพื้นๆ ที่น่าสนใจในการลดสถานะของความเป็นองค์กรยุทธศาสตร์อีกแบบ อาจจะเกิดขึ้นอย่างที่เราที่เป็นอาจารย์ทั่วไปนึกไม่ถึง คือ นำเอาวาระทางธุรการบรรจุเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนการประชุมสภามหาวิทยาลัยในแต่ละครั้งที่อาจใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงนั้นเป็นหัวข้อประชุมทางธุรการแทบทั้งหมด หรือที่ผมอยากเรียกว่า “วาระธุรการเฟ้อ” ในการประชุม

     แต่หากเราเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารปรับการประชุม เพื่อให้มีเวลาเหลือบ้างสำหรับการถกประเด็นทางยุทธศาสตร์ เขาก็จะตอบกลับมาทันทีว่า เรื่องเหล่านี้เป็นระเบียบมหาวิทยาลัย ที่สภาฯ จะต้องพิจารณา จึงไม่อาจปรับเปลี่ยนอะไรได้ … คำตอบเช่นนี้ สะท้อนว่า อธิการและทีมบริหารไม่เพียงอ่อนด้อยความสามารถในการจัดประชุมเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงการขาดความเข้าใจในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยด้วย

    ถ้าเปรียบเทียบแบบโครงสร้างทหาร สภามหาวิทยาลัยอาจเป็นเสมือนกับ “สภากลาโหม” ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม แต่ฝ่ายบริหารที่เข้ามาในสภาฯ ทั้งปัญญาและความคิดเป็นได้แค่“ทหารประทวน” ที่ไม่มีมิติทางยุทธศาสตร์

    ดังนั้นแล้ว ฝ่ายบริหารในตัวแบบเช่นนี้จะมียุทธศาสตร์เพียงประการเดียว คือ “ยุทธศาสตร์แห่งอำนาจ” ซึ่งยุทธศาสตร์แบบนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาในการพัฒนามหาวิทยาลัย หากยังเป็นต้นทางของ “ระบบอุปถัมภ์” ที่เน้นการสนับสนุนคนที่เป็น “พรรคพวก-พวกเรา” ในการเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เช่น การเป็นคณบดี หรือผู้บริหารของหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เป็นต้น

    แน่นอนว่า ระบบอุปถัมภ์ในมหาวิทยาลัย ที่อาจเรียกได้ว่าระบบ “อุปถัมภ์อาจารย์-อาจารย์อุปถัมภ์” นั้น มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และการฟ้องร้องในทางกฎหมาย เพราะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในกระบวนการบริหารมหาวิทยาลัย ในอีกด้านหนึ่งปัญหานี้ นำไปสู่ภาวะ “สมองไหล” คือ การลาออกของอาจารย์ที่เบื่อหน่ายต่อภาวะ“อธรรมนำบริหาร” จนรู้สึกว่า การอยู่ต่อในมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว

    ผมเคยถูกลูกศิษย์ที่เป็นทหารถามเรื่องสภาฯ ว่า ผมทำอะไร? … ผมเล่าให้พวกเขาฟังถึงหัวข้อการประชุมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ผมถูกลูกศิษย์ทหารแซวกลับว่า เขาเอาอาจารย์ไปเป็น “เสมียรทหาร” 

    ในทำนองเดียวกัน ผมมีเพื่อนพลเรือนที่ทำงานในภาคธุรกิจเอกชนถามถึงงานสภาฯ ซึ่งผมได้เล่าถึงวาระการประชุมต่างๆ (เช่นที่เล่าให้ลูกศิษย์ทหารฟัง) เขาก็หัวเราะ และบอกว่างานสภาฯ ที่ผมเล่านั้น เป็นเพียงงาน “HR” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พวกผมไปเป็น “เสมียรฝ่ายบุคคล” (ไม่ได้เป็น “หลงจู้” กับเขาด้วยนะครับ 555)

     ผมไม่แน่ใจว่าระหว่าง “เสมียนทหาร” กับ “เสมียนฝ่ายบุคคล” ผมควรจะใช้คำไหนในการนิยามตนเอง แต่ก็ยอมรับต่อข้อวิจารณ์และเสียงแซวที่เกิดขึ้น เพราะเกือบ 4 ปีที่นั่งในสภาฯ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมแทบไม่เคยเห็นการถกประเด็นทางยุทธศาสตร์อะไรจริงจังเลย แม้ท่านนายกสภาฯ พยายามที่จะโยนประเด็นเช่นนี้เข้ามาในเวที แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะเงื่อนเวลาไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงสภาวะ“สภาบริหารบุคคล” ที่มี “เสมียร” นั่งกันเต็มไปหมด (รวมทั้งตัวผมเองด้วย)

    สภาธุรการ-บริหารบุคคลอย่างนี้ ต่อให้นายกสภาฯ เก่งและตั้งใจดีเพียงใดก็ตาม ก็คงไม่ง่ายที่จะทำอะไรได้มากนัก เพราะเงื่อนไขสภาฯ แบบนี้ เกิดอีกส่วนจากปัจจัยของกรรมการในสภาฯ เอง ที่ไม่มีมิติยุทธศาสตร์ เช่นอาจารย์บางคนเข้ามาเพื่ออาศัยตำแหน่งนี้ในการ “PR” ตัวเอง ส่งแต่ผลงานตัวเองมาโชว์มาคุยไม่หยุด หรือที่ผมเรียกว่า “กรรมการแบบเซลล์แมน” ซึ่งไม่มีประโยชน์กับการพัฒนายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

     อาจจะมีคนโต้แย้งว่า สภาฯ ได้จัดให้มีวาระ “รีทรีต” (retreat) อันเป็นการประชุมประจำปีเป็นเวลา 1 วัน (3 ชั่วโมงเช้า/ 3 ชั่วโมงบ่าย) ซึ่งตอบได้ด้วยความเป็นจริงว่า การคุยอย่างนี้แทบจะไม่เกิดผลอะไรจริงจังเท่าใดนักซึ่งผมเรียกการประชุมเช่นนี้ว่า “วันแห่งความล่มจมทางยุทธศาสตร์” เพราะเป็นเพียงวาระคุย ไม่ใช่วาระทำ … พ้นออกจากห้องประชุมแล้ว ยุทธศาสตร์ที่ถกแถลงกันก็กองอยู่แค่ธรณีประตูห้องประชุมแห่งนั้น ไม่มีผลจริง

     ในที่สุดแล้ว เราอาจต้องกล่าวได้แต่เพียงว่า มีการประชุมเรื่องยุทธศาสตร์ แต่การประชุมกลับไม่มีนัยทางยุทธศาสตร์ หรือเป็นการประชุมทางยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้คาดหวังผลในทางยุทธศาสตร์ … งานประชุมประจำปีของสภามหาวิทยาลัย จึงเป็นเพียงวาระทางสังคม ที่รอการมาของ “งานเลี้ยง-เสียงเพลง” ในตอนค่ำ เพื่อที่จะตื่นมาประชุมประจำเดือนในวันรุ่งขึ้นด้วยความไร้ยุทธศาสตร์ต่อไป และการประชุมจบลงด้วยวาทกรรมของฝ่ายขวาในการเมืองไทยยุคหนึ่งคือ “อาหารดี-ดนตรีเพราะ” (ผมตัดสินใจไม่ไปงาน “social meeting” นี้ในปีที่ 4)

     ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในภาวะปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ด้านการศึกษาในเวทีโลก อีกทั้ง ปัญหาข้อถกเถียงในเรื่องบทบาทและความจำเป็นของมหาวิทยาลัยในโลกยุค AI ซึ่งเป็นปัญหาที่สภาฯ ควรต้องคิด หรือในมิติภายใน ปัญหาทิศทางของคนรุ่นใหม่กับการอุดมศึกษา โครงสร้างประชากรไทย ความบีบรัดทางเศรษฐกิจของชีวิตผู้คนในสังคม ตลอดรวมถึงความรวดเร็วของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เรียกร้องหาหลักสูตรใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัย เป็นต้น

       ดังนั้น ประสบการณ์ 4 ปีในสภาฯ ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยมีความจำเป็นในการคิดเรื่องยุทธศาสตร์  ไม่ต่างเรื่องทางทหารและความมั่นคงที่เป็นงานวิจัยของผม ก็ต้องการยุทธศาสตร์ไม่แตกต่างกัน เพราะความเปลี่ยนแปลงที่แวดล้อมเข้ามาไม่หยุด เหมือนเช่นที่ผมเคยตั้งชื่อหนังสือที่เขียนเรื่องการปฏิรูปกองทัพว่า “Transform or Die” อาจแปลเล่นๆ ว่า “จะเปลี่ยน หรือจะตาย” แต่มหาวิทยาลัยสมมติที่ผมเขียนถึงแห่งนี้ กำลังชูคำขวัญที่ล้อจากยุคจอมพล ป. พิบูลสงครามว่า “เชื่อผู้นำ มหาวิทยาลัยพ้นภัย” หรือ“ท่านผู้นำไปทางไหน มหาวิทยาลัยไปทางนั้น” 

     สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่าผมมีข้อเรียกร้องอะไร คำตอบคือ ผมอยากได้อธิการบดีที่เป็น “AI” เพราะอย่างน้อยผมยังเชื่อว่า “Robotic Dean” คือ “อธิการ AI” นั้น คงไม่เล่นพวกมาก ไม่ฉ้อฉลกับอำนาจมาก และที่สำคัญน่าจะช่วยสร้างยุทธศาสตร์ให้มหาวิทยาลัยได้ด้วย เพราะมี  AI เป็นแหล่งปัญญา ไม่ใช่ปัญญามาจากพรรคพวก

       แต่ปัญหาตลกร้ายในความเป็นจริงกลับเป็นว่า สภาฯ ที่ผมเห็นนั้น อาจจะกลายเป็นเพียง “สภาหุ่นยนต์” โดยมีฝ่ายบริหารเป็นคนกดรีโมต เพราะคนที่เข้ามาเป็นเพียง “เครือข่าย-พรรคพวก-คนใกล้ชิด” ที่กดปุ่มได้ตลอดเวลา … สภาหุ่นยนต์เช่นนี้เป็นเรื่องน่ากังวลกับอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เว้นแต่ไม่คิดมาก

       ลืมบอกไปครับ มหาวิทยาลัยสมมติที่ผมเขียนถึงแห่งนี้ มีความก้าวหน้าใน “สาขาหุ่นยนต์ประดิษฐ์” อย่างมาก จนประสบความสำเร็จในการสร้างสมาชิกสภาที่เป็น “หุ่นยนต์” ได้แล้ว หากเผอิญโชคร้ายที่ไม่ใช่หุ่นยนต์ในแบบ AI ที่เราต้องการในทางปัญญาประดิษฐ์ แต่เป็นเพียงแค่ “หุ่นกระป๋อง” คุณภาพต่ำตกรุ่นที่ขายไม่ออก

        ดังนั้น ไม่เลวนะครับ ถ้าในอนาคตเราจะมี AI ทำหน้าที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีไปพร้อมกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเถียงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และปัญหาการเล่นพวกในการตั้งคณบดี เนื่องจากคณบดีบางคนในระบบสภาหุ่นยนต์ก็เป็น “หุ่นกระป๋อง” อีกแบบ เอาไปทำเกษตรไม่ได้ด้วย พวกหุ่นกระป๋องตกรุ่นคุณภาพต่ำราคาถูกพวกนี้ น่าจะโละทิ้งขาย “เซียงกง” ได้แล้วไหมครับ (อย่าบอกนะครับว่า หุ่นกระป๋องคุณภาพต่ำพวกนี้ เซียงกงก็ไม่รับซื้อ เพราะเอาไปก็มีแต่รกร้านเปล่าๆ) !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ