ชาตินิยม ทุบสันติภาพ ไทย-กัมพูชา วาทะ ‘อนุทิน’ เพิ่มอุณหภูมิ ‘ร้อน’ สหรัฐเบรกเจรจาภาษีหวั่น เศรษฐกิจ-การค้า ทรุด
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นครั้งที่ 7 และการยิงปะทะกันในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
แม้ว่าทั้งไทยและกัมพูชาต่างออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่แน่นอนว่าเหตุปะทะกันครั้งนี้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก ส่งผลกระทบร้ายแรงระดับภูมิภาค และสะเทือนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยตอบโต้ด้วยการประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะลดลง พร้อมทั้งยุติการส่งเชลยศึก 18 นายให้กัมพูชาอีกด้วย
สอดรับกับท่าทีของนายอนุทินที่แสดงออกอย่างแข็งกร้าว ท้าทายชาติมหาอำนาจ ไม่แคร์หัวอกคนกลางอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยประกาศจุดยืนฉีกข้อตกลง Joint Declaration ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
“สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้ เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ มันจบลงแล้ว และ ณ ขณะนี้ 4 ข้อในปฏิญญาประเทศไทยไม่ปฏิบัติแล้ว”
“ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกชาติ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อไปกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีความจริงใจและคอยคุกคามอธิปไตยของไทยอยู่ตลอดเวลา”
“คนก็บอกว่าเจรจาการค้าภาษีเป็นไง ไม่สนแล้วครับ ขายประเทศนี้ไม่ได้ ก็ไปหาประเทศอื่นขาย เราจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับประเทศประเทศเดียวได้ไงล่ะ” นายอนุทินกล่าว และย้ำว่า ต้องการคำแถลงขอโทษจากกัมพูชา ต่อประชาชนชาวไทยในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ภูมะเขือ ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะ
ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงประณามกัมพูชา โดยระบุว่าไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผู้ที่ฉีก Joint Declaration คือฝ่ายกัมพูชา เพราะมีการตัดรั้วลวดหนามเข้ามาวางทุ่นระเบิด ยิงยั่วยุ และย้ำว่าไม่มีนายกฯ คนไหนที่จะไม่ตอบโต้ หากเป็นผู้ถูกละเมิด
หลังจากนั้นไม่กี่วันรัฐบาลไทยก็งานเข้า เหตุนายกฯ ไร้มารยาททางการทูต พูดด้วยอารมณ์เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม หวังเรียกคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้ง
แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา เจอผลกระทบหนักเป็นวงกว้าง และกลายเป็นปัจจัยลบบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะความใจร้อนของนายกฯ คนเดียวโดยแท้จริง

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเทกแอ๊กชั่นแรงตอบโต้รัฐบาลไทย โดยสั่งให้รองผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา และหวังว่าจะหาทางออกเรื่องนี้ได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประสงค์ที่จะแทรกแซงการแก้ไขปัญหาของทั้ง 2 ประเทศ ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และขอย้ำว่าสำหรับประเทศไทย ในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ และมาตรการทางภาษีของประเทศที่ 3 เป็นเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่จะมีการพิจารณาโดยรอบคอบในกรอบความร่วมมือทางการค้า และคำนึงถึงผลประโยชน์บนประเทศคู่เจรจาเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ต่อสายตรงถึงนายอนุทิน เพื่อสอบถามปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และมาตรการตอบโต้ทางภาษี โดยนายกฯ เผยว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐถามเรื่องการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งผมได้เรียนท่านไปว่าอยากให้ท่านลดอัตราภาษีให้กับประเทศไทยมากกว่านี้”
“ซึ่งท่านได้ตอบมาอย่างอารมณ์ดีว่า ในอัตรา 19% ที่ไทยได้รับ ถือว่าต่ำมากนะ ผมก็ได้พูดกับท่านว่า หากต่ำจริงผมคงไม่เดินทางไปขอท่านที่เกาหลีใต้ให้ลดลงอีก เพราะประเทศไทยก็ได้ให้ความร่วมมือในทุกๆ ด้านกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างดี ขอให้ท่านได้ให้หน้าผมบ้าง”
“ท่านได้ตอบกลับมาว่า ท่านจะไปคุยกับทางกัมพูชา ซึ่งหากกัมพูชาไม่ขัดขวางการถอนทุ่นระเบิดของไทย แล้วฝ่ายไทยสามารถดำเนินการเร่งถอนทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีสหรัฐจะพิจารณาให้มีการปรับลดภาษีให้มากกว่านี้”
จากข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 2 ของไทย รองจากจีน ด้วยมูลค่านำเข้า-ส่งออกรวม 2.24 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 13% จากปีก่อน ขณะที่การส่งออกขยายตัว 18%
นับเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลนายอนุทินว่าจะเลือกเดินเกมอย่างไร ในวันที่เศรษฐกิจโลกกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่ ประเด็นชายแดนถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันไทยอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าเงื่อนไขทางการเมืองและการเจรจาการค้าไม่อาจแยกออกจากกันได้
ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทิน เหตุระงับปฏิญญาสันติภาพ จนทำให้สหรัฐเบรกเจรจาภาษีชั่วคราว
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแนวทางแก้เกมว่า ไทยควรกลับไปดำเนินการตามปฏิญญาสันติภาพ เพื่อเรียกร้องให้โลกหันมากดดันกัมพูชาต่อการกระทำที่นำมาซึ่งความสูญเสียของทหารไทยโดยไม่จำเป็น และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ที่กำลังสร้างผลกระทบไปทั่วโลก
พร้อมทั้งย้ำว่าไทยสามารถสร้างสมดุลกับประเทศมหาอำนาจได้โดยไม่กระทบต่อเนื่องมายังการค้าการลงทุน และไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง
นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย มองว่านายกฯ ขาดประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ ที่ผ่านมานายกฯ ให้สัมภาษณ์แบบค่อนข้างสับสน ไม่พยายามสร้างมิตรภาพกับประเทศมหาอำนาจหรือคู่ค้าของไทย
ที่สำคัญ การเจรจาภาษีและการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ผูกกันอยู่แล้ว แยกออกจากกันไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการจุดนี้ให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารกับประเทศมหาอำนาจ
ด้าน ดร.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. ซัดแรงนายกฯ ฝึกงานสื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ แทนที่จะเรียกร้องให้ทุกประเทศช่วยกันประณามกัมพูชา ที่ละเมิดข้อตกลงสัญญาสันติภาพ และสนธิสัญญาออตตาวา แต่ด้วยการลุแก่โทสะ ขาดวุฒิภาวะ ทำให้นายอนุทินประกาศฉีกสัญญาสันติภาพ
นอกจากนี้ นายอนุทินยังวู่วามพูดท้าทายสหรัฐว่าไทยสามารถหาตลาดส่งออกใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงตลาดของมหาอำนาจ การสื่อสารเช่นนี้ไม่ทำให้ประชาคมโลกเห็นอกเห็นใจทหารไทย และอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา ตรงกันข้ามไทยกลับถูกมองว่าเป็นฝ่ายกระหายสงคราม
ซึ่งทรัมป์ก็อาจมองว่าไทยไม่รักษาสัญญา และไม่รักษาหน้าของสหรัฐในฐานะตัวกลาง ที่ทำให้มีการลงนามปฏิญญาสันติภาพ ดังนั้น ไทยจึงตกเป็นจำเลยของโลกทันที ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดของนายกฯ
ปิดท้ายกันที่มุมมองของ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ นักวิชาการ ม.เกียวโต ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
“เราก็งงว่าคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) พูดออกมาได้อย่างไรว่าเรื่องการเมืองกับเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกัน เป็นการพูดที่ไร้เดียงสามาก”
“การมาในรอบที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์ มันเปลี่ยนอะไรไปเยอะมาก การทูตของสหรัฐอเมริกาแทนที่จะขึ้นอยู่กับหลักการเหมือนในอดีต แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Transactional คือต้องเป็นของแลกเปลี่ยนเท่านั้น นี่เป็นไอเดียของทรัมป์เลย”
“คุณอนุทินถ้าไม่รู้เรื่องการทูตควรจะพูดให้น้อยที่สุด คุณอนุทินประกาศว่าจีนต้องการซื้อข้าวด่วน ซึ่งเป็นเรื่องน่าตลก เพราะจีนซื้อข้าวเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว”
“การออกมาประกาศแบบนี้ และคนที่พูดเป็นนายกฯ มันตอกย้ำต่อหน้าสหรัฐอเมริกาว่าจีนคือเพื่อนของเรา ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาซื้อข้าวมากกว่าจีนเกือบ 2 เท่า”
“แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ทรัมป์กลับไปพูดเรื่องภาษีเหรอ เรื่องนี้มันผูกกันเป็นปมหลายเปลาะทีเดียว ทั้งเรื่องสันติภาพที่ทรัมป์อยากเล่นบทนี้ และเรื่องที่ไทยเข้าใกล้วงโคจรของจีนมากขึ้น”
“มันเป็นอะไรที่ผูกกันไปหมด เราไม่สามารถแกะมันออกมาได้ ทั้งเรื่องการเมืองภายใน การเมืองระหว่างประเทศ และเรื่องเศรษฐกิจ”
ศ.ดร.ปวินวิเคราะห์ว่าการที่ทรัมป์ออกมาเล่นบทบาทเป็นผู้เจรจาสันติภาพไทย-กัมพูชา ถ้าหากมองแบบไม่ได้โลกสวย ก็คือทรัมป์ต้องการรางวัลโนเบลสันติภาพ แต่การที่รัฐบาลไทยไปฉีกหน้าและประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพ ทรัมป์จึงต้องเอาคืนด้วยมาตรการทางภาษี
ศ.ดร.ปวินสะท้อนปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เชื่อมโยงภูมิรัฐศาสตร์กับชาติมหาอำนาจ บนเงื่อนไขประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกได้อย่างน่าสนใจ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
