เช้าวันก่อน ท่านผู้นำตื่นนอนด้วยความสดใสอย่างยิ่ง เพราะมีองค์กรสื่อ (ที่เราไม่เคยได้ยินชื่อกันมาก่อน) จากกรุงเทพฯ ประกาศให้มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ได้รางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” อย่างไม่คาดฝัน ซึ่งรางวัลนี้ได้กลายเป็นเรื่องชวนขบขันในหมู่ชนให้กับมหาวิทยาลัยนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างน้อยการได้รางวัลนี้ ก็น่าจะเป็นความหวังในการช่วยกลบเกลื่อนความ “ไร้ธรรมาภิบาล” ที่กำลังกัดกร่อนมหาวิทยาลัยจากการดำเนินการของท่านผู้นำและพรรคพวกของเขาได้บ้าง
รางวัลเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากในอีกด้านถึงการเก็บข้อมูลในการตัดสินใจ จนเกิดข้อสังเกตว่า เรากำลังเห็น “สวนผักชี” ขนาดใหญ่ที่ใช้โรยแต่งหน้าข้อมูลของลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตีหรือเปล่า 555!
ถ้ามีการสร้าง “สวนผักชี” ในมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ก็ต้องทำสวนผักอีกชนิดคู่ขนานทั้งในสภามหาวิทยาลัยและในที่ประชุมคณบดีคือ “สวนฝักถั่ว” เพราะถ้ายกมือวัดเสียงกันเมื่อไหร่ในองค์กรนี้ ก็จะกลายเป็น “สภาฝักถั่ว” ทันที เพราะฝ่ายบริหารได้เข้าควบคุมเสียงไว้แล้วเกือบหมด
การประชุมสภามหาวิทยาลัยและประชุมคณบดีจึงยากที่จะทัดทานประเด็นที่ฝ่ายบริหารผลักดันเข้ามา ผลจากสภาวะเช่นนี้ สภาฯ อาจถูกทำให้กลายเป็น “องค์กรรีโมท” ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการเอาคนมาจาก 3 ประเภท คือ “พรรคพวก-เครือข่าย-คนใกล้ชิด” เพื่อให้ได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และทำได้ไม่ยากด้วย เพราะในเวทีการสรรหา ตัวแทนที่มาทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการดังกล่าวได้กลายเป็น “คนของท่านผู้นำ” ไปในหลายส่วน
ในสภาวะของการเลือกกรรมการผู้ทรงฯ เช่นนี้ ประธานที่ประชุมซึ่งได้แก่ “นายกสภามหาวิทยาลัย” จะตกอยู่ในสภาพเหมือนถูก “มัดมือ-ปิดปาก” เพราะจะไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากเสียงที่โหวตในการเลือกจะมีสภาพ “ท่วมท้น” ในตัวเอง ถ้าจะมีเสียงต่างก็อาจจะอยู่แค่เพียง “1 เสียง” ที่อาจเรียกว่าเป็นเสียงแบบ “น้ำจิ้ม” และอาจจะต้องเรียกว่าเป็น “น้ำจิ้มถ้วยเล็ก” เพื่อสร้างภาพว่ามีเสียงเห็นต่างอยู่บ้าง
แต่ถ้าเรามีมุมมองเชิงบริหารว่า สภามหาวิทยาลัยต้องถือเป็น “องค์กรยุทธศาสตร์” นั้น การชักชวนคนในสังคมที่มีความรู้เข้ามาช่วยในสภาฯ จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการเดินทางของมหาวิทยาลัยในอนาคตอย่างมาก เพราะสภาฯ จะเป็นองค์กรที่มีส่วนอย่างมากในการสร้าง “ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย” เว้นแต่ฝ่ายบริหารจะคิดแบบ “รัฐบาลเผด็จการ” ที่เชื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องการแค่ฝ่ายบริหาร ไม่จำเป็นต้องมีสภาฯ ให้เกิดความยุ่งยากรุงรัง หรือมองว่าสภาฯ เป็น “ส่วนเกิน” ที่น่ารำคาญใจ เพราะฝ่ายบริหารจะถูกตรวจสอบโดยสภา หรือที่ภาษาเผด็จการเรียกสภาฯ ว่าเป็น “ตัวยุ่ง” ที่ชอบทำให้ท่านผู้นำหงุดหงิดหัวใจ … ขนาดได้รางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” แล้ว ยังถูกพวก “ตัวยุ่ง” วิจารณ์อีก
ดังนั้น การจะจัดการเพื่อไม่ให้มีพวก “ตัวยุ่ง” เข้ามานั่งในสภาฯ จึงต้องอาศัยบริการจากคน 3 ประเภทในข้างต้น และจะต้องเอาคนเช่นนี้เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา
หากเราย้อนกลับสู่วาระการเลือกผู้ทรงฯ ของฝ่ายบริหาร อาจจะเห็นได้ว่า แม้เขาเริ่มกระบวนการสะสมอำนาจแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะเอากรรมการชุดเก่าออกไปทั้งหมด กระนั้น ก็แข็งแรงพอที่จะเอากรรมการชุดใหม่เข้ามาทดแทนส่วนที่ถูกผลักดันออกไป และจะเห็นได้ว่า ที่มาของกรรมการชุดใหม่มีคุณลักษณะของคน 3 ประเภทดังเช่นที่กล่าวแล้ว
การสรรหากรรมการผู้ทรงฯ โดยละเลยข้อมูลบุคคลที่อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (conflict of interest) หรือที่เรียกกันว่า “ปัญหา COI” ในมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเครื่องบ่งชี้ถึง แนวคิดในการบริหารองค์กรที่น่ากังวล เพราะเท่ากับสะท้อนว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับบนของมหาวิทยาลัยนั้น น่าจะมีปัญหาในเรื่องความโปร่งใส
ผมจะทดลองเล่าเรื่องสมมติ (ย้ำเรื่องสมมตินะครับ) เพื่ออธิบายถึงที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบางคน ให้เห็นภาพของปัญหา “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” ในลา-ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี ดังนี้
– กรรมการสมมติท่านที่ 1
ท่านนี้มีสถานะเป็นภรรยาของนายกสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเผอิญอธิการบดีของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ไปนั่งเป็นกรรมการอยู่ในองค์กรนั้นด้วย แม้การเป็นกรรมการฯ อาจจะโต้แย้งได้ว่า ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ รับเพียงค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุม แต่สภาวะเช่นนี้เป็นการ “ผลัดกันเกาหลังชนิดใหม่” ในแบบข้ามมหาวิทยาลัยใช่หรือไม่ เพราะการที่ตนเองไปนั่งเป็นกรรมการ และเอาภรรยาของนายกสภาฯ แห่งนั้น มาเป็นกรรมการสภาผู้ทรงฯ ในมหาวิทยาลัยของตน ซึ่งคงต้องยอมรับความจริงในกรณีนี้ว่า ท่านผู้นำน่าจะเป็นคนผลักดันเข้ามา
ดังนั้น การนำเอากรรมการท่านนี้น่าจะเข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีประเด็นที่อธิการของลา-ลา แลนด์ รับเครื่องราชฯ จากมหาวิทยาลัยแห่งนั้นในฐานะของการเป็นกรรมการสภาฯ อีกด้วย เช่นนี้แล้ว จะให้คิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร
อาจจะมีข้อโต้แย้งตามมาว่า ทำไมกรรมการสภาฯ ไม่ทักท้วง ซึ่งในทางธุรการ สภาทำได้แค่รับทราบผลการสรรหา อีกทั้งพวกเราไม่ได้รู้จักคนเหล่านั้นมาก่อนว่า ใครเป็นใคร เพียงแต่มารับทราบข้อมูลกันในภายหลัง และการประท้วงจริงๆ อาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แลัว จึงกลายเงื่อนไขพิเศษบางประการที่มีความละเอียดอ่อน ประเด็นนี้จึงเป็นอันต้องยุติไป
แต่ก็เป็นคำถามที่ค้างคาว่า กรณีนี้เป็น COI ที่ชัดเจนในตัวเองใช่หรือไม่ และในการตรวจสอบคุณสมบัติได้มีการพิจารณาประเด็นนี้หรือไม่ หรือถ้าเป็นคนที่ท่านผู้นำผลักดันแล้ว ฝ่ายตรวจสอบน่าจะเป็น “ใบ้” ไปเลย
แม้จะอ้างว่า ผู้ได้รับการสรรหาท่านนี้เป็นอาจารย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ตาม ซึ่งการเป็นอาจารย์เก่าไม่ได้เป็นคำตอบของคุณสมบัติในการสรรหาแต่อย่างใด และกรณีนี้มีข่าวต่อมาในขณะนั้นว่า เกือบจะมีการประท้วง หรือ เกือบมีหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องล้มเลิกไป เพราะเงื่อนไขพิเศษดังที่กล่าวแล้ว แม้ว่าคนจะไม่เห็นด้วยกับการเลือกของท่านผู้นำ แต่ก็ไม่มีใครอยากให้มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบที่ไม่ดีจากปัญหาเช่นนี้ เลยต้องยอมตกอยู่ในสภาพ “จำยอม” ไปโดยปริยาย
ฉะนั้น ถ้ามีการตรวจสอบและเป็นจริงตามข้อร้องเรียนแล้ว เรื่องนี้ย่อมจะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสถานะของมหาวิทยาลัยอย่างมาก อันเป็นผลจากประเด็นความละเอียดที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง
– กรรมการสมมติท่านที่ 2
ท่านนี้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของท่านผู้นำแห่งมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์มาก่อน และถูกผลักดันเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงฯ เช่นเดียวกัน อาจมีข้อโต้แย้งว่าท่านนี้ไม่ได้รับเงินเดือน หรือมีเงินประจำตำแหน่ง และรับเพียงเบี้ยประชุม จึงถูกตีความว่า ไม่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่ก็เกือบจะเป็นประเด็นจนได้ เพราะท่านผู้นำใจดีได้เตรียมขออนุมัติเงินประจำตำแหน่งให้ แต่เจ้าตัวคงรอบคอบในการคิด จึงไม่รับเงินตอบแทนดังกล่าว กระนั้น ก็เกิดข้อถกเถียงว่า การเป็นที่ปรึกษาโดยตรงของท่านผู้นำ และได้รับการสรรหาเข้ามานั้น เป็นประเด็นเข้าข่าย COI หรือไม่ และคำตอบที่บอกว่า ไม่ได้รับเงินเดือน/เงินประจำตำแหน่งมาก่อน จึงไม่เป็น COI นั้น อาจถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะมี “ลมใต้ปีก” ส่งเข้าสภาฯ มาอย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งที่ปรึกษานี้ เป็น “ตำแหน่งทางการ” ที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งมหาวิทยาลัย และคำสั่งนี้ลงนามโดยอธิการ
อย่างไรก็ตาม นักกฏหมายที่เก่ง ย่อม “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” เพราะการรับค่าตอบแทนที่นอกเหนือจากเบี้ยการประชุม อาจทำให้มีผลผูกพันทางกฎหมายได้ และอาจเข้าข่ายผิดคุณสมบัติการสรรหาได้ แต่ในอีกด้าน ก็มีเสียงวิจารณ์ในมหาวิทยาลัยว่าตกลงแล้ว กรรมการฯ ท่านนี้มีความเกี่ยวข้องกับคดีที่บริษัทเอกชนฟ้องมหาวิทยาลัยหรือไม่ เนื่องจากบริษัทนี้มีความเกี่ยวโยงกับท่านผู้นำด้วย แต่ข้อสังเกตนี้ก็เป็นเพียง “เสียงจิ้งจก” ทักกันที่ลา-ลา แลนด์ ครับ (อย่าคิดมาก แค่จิ้งจกตัวเล็กๆ ทักครับ!)
– กรรมการสมมติท่านที่ 3
บุคคลท่านนี้เป็นคนที่จบจากคณะและมหาวิทยาลัยเดียวกันกับท่านผู้นำ เป็นคนที่มากับ “รถด่วนนครพิงค์” อีกคน แน่นอนว่า ความเป็นเพื่อนที่มาจากคณะและมหาวิทยาลัยของท่านผู้นำ ไม่ได้เป็นข้อห้าม และไม่ผิด COI อีกทั้งไม่ใช่ความผิดของท่านผู้นี้ที่ถูกขอให้มารับตำแหน่ง
ประเด็นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่อง COI ในตัวเอง หากสะท้อนชัดว่า ท่านผู้นำมีปัญญารู้จักคนแค่ในวงของตน และแสวงหาคนมาช่วยมหาวิทยาลัยที่เป็นเพียงเครือข่ายส่วนตัวจากคณะและมหาวิทยาลัยเดิมของตนเองเท่านั้น
– กรรมการสมมติท่านที่ 4
ท่านที่ 4 นี้ไม่ต้องผ่านกระบวนการสรรหาโดยตรง แต่ใช้การ “กลั่นกรอง” ที่ท่านผู้นำนั่งเป็นประธานโดยตรงเพราะไม่ใช่กรรมการผู้ทรงฯ ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจ “กรอง” เข้ามานั่งเป็นกรรมการสภาฯ ได้เลย ผมเรียกตำแหน่งนี้ว่า “ฝ่ายส่งเสริมกิจการอธิการบดี” เพราะเป็นการเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ เพื่อเป็นฐานเสียงให้ท่านผู้นำ และในข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการท่านนี้เป็นรุ่นน้องท่านผู้นำที่คณะและมหาวิทยาลัยเดียวกัน (อีกแล้ว) ซึ่งก็ต้องถือเป็นพวกที่มาด้วย “รถด่วนนครพิงค์” อีกคน และแน่นอนว่า ไม่ใช่ความผิดของตัวเขาที่มารับตำแหน่งจากการชักชวนของท่านผู้นำ (ไม่ต่างจากกรณีที่ 3 เพราะมีที่มาในลักษณะเดียวกันด้วยรถไฟสาย “ด่วนนครพิงค์”)
แต่ในทำนองเดียวกัน สิ่งนี้คือภาพสะท้อนในการเลือกคนที่อยู่ในแวดวงคนใกล้ชิดทั้งหมด และไม่สะท้อนวิสัยทัศน์ของท่านผู้นำที่มองกว้างในการเลือกคนมาช่วยมหาวิทยาลัย มองได้แค่ “พรรคพวก เครือข่าย คนใกล้ชิด” และไม่ได้มีความสามารถที่จะมองออกไปได้ไกลเกินกว่านั้น
ผมไม่แน่ใจว่า สภาฯ ในอนาคตควรต้องมีตำแหน่งนี้หรือไม่ และมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นที่ต้องมีตำแหน่งงานส่งเสริมเช่นนี้เพียงใด เพราะเป็นตำแหน่งที่เปิดโอกาสให้ท่านผู้นำเอาคนของตนเข้ามาเพื่อเป็นฐานเสียงทางการเมืองในการคานกับพวก “ตัวยุ่ง” ในสภา ถ้าเกิดความจำเป็นต้องใช้เสียงในการโหวต แต่ถ้าจะต้องมีเพื่อประโยชน์มหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงแล้ว ก็อาจต้องมีกระบวนการสรรหาที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่การกลั่นกรองที่เป็นอำนาจของท่านผู้นำ เพื่อการสร้างฐานทางการเมืองในสภาฯ จนตำแหน่งนี้กลายเป็น “ฝ่ายส่งเสริมอธิการบดี” ไปอย่างน่าเสียดาย และคนพวกนี้ในทางการเมืองเป็นได้แค่ “กองเชียร์” ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น
การได้มาของ 4 กรรมการฯ เช่นนี้ ผนวกเข้ากับเสียงจากกรรมการฯ ที่ “ห้อยโหน” มากับท่านผู้นำ เพื่อหวังผลตอบแทนบางประการด้วยแล้ว … ผลที่ตามมาจึงตอบได้ประการเดียวว่า สภาฯ แห่งนี้ถูกทำให้มีสถานะเป็นเพียง “ตรายาง” ให้กับฝ่ายบริหารไปแล้ว ความคาดหวังที่สภาจะ “กำกับและตรวจสอบ” ฝ่ายบริหารกลายเป็นเพียง “ตัวหนังสือบนกระดาษ” และยังทำให้สภาฯ ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยการบอกกับประชาคมว่า สิ่งนี้เป็นมติสภาฯ … สิ่งนั้นเป็นคำสั่งสภาฯ เป็นต้น
ผลของการยึดอำนาจในสภาฯ เช่นนี้ มักจะตามมาด้วยการกระทำตามอำเภอใจของฝ่ายบริหาร โดยมี “นักกฎหมายผู้ซื่อสัตย์” ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้เป็นอย่างดี ดังเช่น การเอากรรมการสรรหาอธิการ มาเป็นคณะบดีและควบตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอธิการ (ซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ฯ) และทั้งยังเคยขออนุมัติเงินประจำตำแหน่งให้ด้วย เป็นแต่ว่าสภาฯ ไม่อนุมัติ
การสรรหาในแบบผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ต้องถือเป็นการกระทำที่ไม่ต้อง “อายฟ้าดิน” และไม่ต้องห่วงว่า จะมีใครมานินทาว่าเป็นการ “ผลัดกันเกาหลัง” อีกแบบเลยหรือไม่ ดังนั้น ที่ลา-ลา แลนด์ จึงมีเสียงลือกันว่า ยิ่งคันหลัง ยิ่งได้ตำแหน่ง สนุกเลยครับ คันหลังกันไม่หยุด เลยต้องผลัดกันเกา … เกากันไป เกากันมา เลยได้ทั้งตำแหน่งและผลประโยชน์ตกตามมาอย่างสนุกสนาน
สภาวะเช่นนี้ กล่าวทั้งในมิติทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ได้ว่า มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์กำลังทำลายความเป็น “ธรรมาภิบาล” ของตนเองลงอย่างน่าเสียดาย และอยู่ได้ด้วยการสร้างอำนาจของฝ่ายบริหารโดยอาศัยช่องทาง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เป็นหนทางปฏิบัติ … เช่นนี้แล้ว ถ้วยรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” จะเป็น “เกียรติยศ” หรือจะเป็นการ “ประจานตนเอง” กันแน่ เพราะการได้มาทำให้คนในประชาคมยิ่งเห็นแย้งมากขึ้น
เว้นแต่ถ้าเราไม่คิดอะไรมากแล้ว ก็คิดเสียว่ารางวัลนี้ช่วยทำให้คนในประชาคมได้หัวเราะสนุกสนานกัน แต่จะเป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขหรือไม่นั้น คงต้องไปถามกันเอง … แต่ก็ได้หัวเราะแน่นอนครับ 555 !
